ตอนที่ 4: รอยต่อของสองโลก
หลังจากคืนที่เขาตื่นพร้อมกับเหรียญไคริวในมือ
เขาก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
มันเริ่มจากสิ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่สำหรับเขา—มันชัดเจนเหมือนเสียงหัวใจตัวเอง
บนโต๊ะทำงานของเขา
มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ วางทับอยู่บนสมุดจดความฝัน
เขาจำได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้วางอะไรไว้ตรงนั้น
แต่ในตอนเช้า ข้อความที่เขาเห็นทำให้หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง
“โต๊ะไม้ในห้องเราก็ยังมีรอยดินสออยู่นะ”
“เมื่อก่อนเราชอบวาดรูปไคริวตรงมุมขวาล่างของโต๊ะ”
“คืนนี้นายมาดูสิ ว่ามันยังอยู่ไหม”
ลายมือนั้น…ไม่ใช่ของเขา
แต่มันคล้ายกับลายมือของตัวเขาเองตอนอายุประมาณสิบขวบ
กลม ๆ เอียงขวานิด ๆ แบบที่เขาเคยเขียนสมัยประถม
เขารีบค้นลิ้นชักในห้อง
หาอัลบั้มภาพเก่าที่แม่เคยเก็บไว้
และในหน้าที่ 12 มีภาพห้องนอนของเขาในวัยเด็ก
โต๊ะไม้ตัวเดิมมุมขวาล่างในภาพ…มีรอยดินสอลาง ๆ อยู่จริง
“รอยนั้น…ฉันวาดไว้จริง ๆ เหรอ?”
เขากำหมัดแน่น
ความจริงเริ่มซ้อนทับกับความฝันจนแยกไม่ออก
…
คืนนั้นเขานอนเร็วอีกครั้ง
หลับไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่—ว่าจะกลับไปยังห้องนั้นอีก
และเมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง…
เสียงพัดลมเพดานเก่า ๆ ดัง “ครืด”
แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟหัวเตียง
กลิ่นสบู่เด็ก และกลิ่นน้ำยาถูพื้นแบบที่แม่เคยใช้
ทุกอย่างคือกลิ่นอายของวัยเด็กที่เขาไม่มีวันลืม
เขากลับมาแล้ว…
และเมื่อเขามองไปยังโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง
เขาก็เห็นเงาของเด็กชายคนหนึ่ง นั่งวาดอะไรบางอย่างลงบนมุมโต๊ะ
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ
และในวินาทีนั้น เด็กชายก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา
“นายมาจริง ๆ ด้วย”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
เหมือนหัวใจหยุดเต้นแล้วเริ่มใหม่พร้อมกับคำทักนั้น
“นาย…คือฉันเองใช่ไหม”
เด็กชายยิ้มแล้วพยักหน้า
ก่อนจะชี้ไปยังมุมโต๊ะ
“ดูสิ ไคริวยังอยู่เลยนะ”
“ฉันวาดไว้ั้แ่ก่อนที่เราจะย้ายบ้านอีก…”
“ตอนนั้นฉันกลัวลืม—เลยวาดไว้ให้ตัวโตจำได้ว่าเราชอบอะไรมากที่สุด”
เขาก้มลงมอง
และที่มุมโต๊ะจริง ๆ
มีรอยดินสอเก่า ๆ ที่ลางจนแทบมองไม่เห็น
แต่ถ้ามองดี ๆ ก็ยังเห็นรูปร่างคล้ายปีกของไคริวอยู่
เขาไม่พูดอะไร
แค่นั่งลงข้างเด็กคนนั้นเงียบ ๆ
ปล่อยให้หัวใจสองดวง—ในร่างเดียวกัน—เต้นร่วมกันอีกครั้ง
ในห้องที่ไร้เวลา
กลางคืนที่ไร้จุดจบ
กับความทรงจำที่ยังไม่เคยจากไปไหนเลย