วันรุ่งขึ้นฉันต้องเรียนวิชาดูดวงดาวเป็นครั้งแรกกับอาจารย์ศิษย์พี่สาม ซึ่งก่อนเริ่มเรียนฉิงซวงพูดให้ฟังเกี่ยวกับอาจารย์ศิษย์พี่สามว่า เป็นผู้ชายใจดี อ่อนโยน พูดจาไพเราะ ยิ้มหวาน แต่อีกมุมหนึ่งที่ฉันเคยพบช่างดูแตกต่างจากที่ฉิงซวงกล่าวชม เพราะที่ฉันเจอเขาดูเป็นผู้ชายเด็ดขาด ตรงไปตรงมา พูดจาไม่ไว้หน้าถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะฟังจากคำพูดที่เขาพูดกับกันฮวาวันนั้น แม้เป็นคำพูดเรียบง่ายแต่ฟังแล้วเจ็บ
เพียงครู่เดียวศิษย์พี่สามก็เดินเข้ามาในห้องเรียนเอ่ยทักทายลูกศิษย์ พร้อมกับสั่งให้เราแบ่งคนเป็นสองกลุ่มตามใจชอบกลุ่มละกี่คนก็ได้ เพราะอาจารย์ศิษย์พี่สามจะทำการสอบคืนนี้ในป่าหลังสำนัก ซึ่งเป็นการสอบรวมกันกับวิชาพลังธรรมชาติของอาจารย์ศิษย์พี่รองด้วย ใช้ชื่อข้อสอบว่า “เด็กน้อยหลงทาง”
โดยจะให้พวกเราเข้าไปทำภารกิจในป่า เมื่อเสร็จภาระกิจให้กลับออกจากป่า ให้ทันเวลาหนึ่งชั่วยามจะได้รับคะแนนเต็ม ส่วนกลุ่มที่กลับไม่ทันเวลาจะได้คะแนนเพียงครึ่งเดียว จากนั้นศิษย์พี่สามก็ปล่อยให้เราทบทวนวิชาดูดวงดาวเพื่อเตรียมพร้อมสอบคืนนี้ แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้องเรียน เพื่อไปเตรียมของสำหรับทำภารกิจ
ฉันนั่งฟังอ้าปากค้างเพราะมึนตึ้บ! กับการมาเร็วไปเร็วของศิษย์พี่สาม เพราะฉันยังไม่ทันจะได้เรียนก็ต้องสอบแบบไม่ทันตั้งตัว และไม่รู้ว่าวิชาดูดวงดาวเป็นยังไง พร้อมด้วยเสียงพูดคุยอื้ออึงของทุกคนในห้อง บ่นกันว่าอาจารย์ศิษย์พี่สามให้สอบกระทันหัน โดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน อีกทั้งไม่มีประกาศบอกล่วงหน้าเลย
จากนั้นทุกคนในห้องก็เริ่มแบ่งกลุ่มกันเป็นสองกลุ่ม โดยส่วนใหญ่จะไปขอเข้ากลุ่มกับเจียวจ้าน เพ่ยซาน และจื่อเถิงที่พวกเขาอยู่กลุ่มเดียวกัน และมีบางคนที่ยังยืนอยู่เฉยๆเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้ากลุ่มของใคร ส่วนพวกฉันทั้งห้าคนแค่มองตาก็รู้ใจจึงจับมือเข้ากลุ่มเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
และในขณะที่เพื่อนในกลุ่มกำลังอธิบายให้ฉันเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับวิชาดูดวงดาวที่พวกเขาเรียนไปแล้ว ช่างอิ่น กับเลี่ยงซู เพื่อนในห้องที่ไม่มีอะไรโดดเด่นและมักนั่งเรียนเงียบๆ จนเราลืมไปเสียด้วยซ้ำว่ามีสองคนนี้เรียนอยู่ในห้องเรียนด้วย
คนทั้งสองเดินเข้ามาหาเราเพื่อขอเข้ากลุ่ม โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มของเจียวจ้านมีคนเยอะแล้ว หลวนเฉินจึงรับคนทั้งสองเข้ากลุ่ม แล้วพูดขึ้นลอยๆว่าทำไมมีแต่คนอยากเข้ากลุ่มของเจียวจ้าน เลี่ยงซูสาวน้อยแต่งกายเรียบร้อย กับช่างอิ่นชายหนุ่มมาดขรึม จึงตอบออกมาตรงๆไม่เสแสร้งว่า
เลี่ยงซู : คงเพราะมีเจียวจ้านกับเพ่ยซานอยู่ในกลุ่ม เขาทั้งสองคนเป็นคนเก่งและดูน่าเชื่อถือ คนอื่นๆเลยอยากเข้ากลุ่มด้วย ขอโทษที่ข้าพูดตรงเกินไปหน่อย แต่ในสายตาข้าพวกเจ้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาหรอก
ช่างอิ่น : ส่วนข้าอยากมาเข้ากลุ่มกับพวกเจ้า ข้าก็มาแค่นั้นไม่มีอะไรมาก ถ้ามีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ
ช่วงบ่ายหลังจากที่พวกหลวนเฉินอธิบายวิชาดูดวงดาวให้ฉันเข้าใจคร่าวๆแล้ว เฝิ่นลู่กับฉิงซวงก็ยุให้ฉันไปพบกับเหยียนเหล่ย เพื่อให้ไปแอบถามว่าอาจารย์ศิษย์พี่สามจะออกสอบเกี่ยวกับอะไรเพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูก เพราะเหยียนเหล่ยน่าจะรู้แนวทางข้อสอบของอาจารย์ศิษย์พี่สามอยู่บ้าง
ฉันจึงแย้งว่าถ้าไปถามจะเหมือนการทุจริตแอบดูข้อสอบ แม้จะไปถามกับเหยียนเหล่ยก็เถอะ แต่คนอื่นๆในกลุ่มเห็นด้วยว่าควรไปถามแม้ได้คำตอบมาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี ยกเว้นหลวนเฉินที่เห็นด้วยกับฉันว่าทำแบบนั้นเหมือนการทุจริตข้อสอบ
จิ่นเกอจึงพูดขึ้นว่า อย่าใช้คำว่าทุจริตหรือแอบดูข้อสอบ เพราะเราเพียงแค่ไปขอคำแนะนำกับอาจารย์ศิษย์พี่สี่เท่านั้น จิ่นเกอยังพูดต่ออีกว่า เขาอยากไปร่วมงานเลี้ยงสำนักไป๋หู่เพราะอยากพบปะชาวยุทธ และที่สำคัญคืออยากให้พวกเราไปด้วยกันทั้งกลุ่ม
เมื่อได้ยินจิ่นเกอพูดแบบนั้นก็ทำให้ความตั้งมั่นในสุจริตของฉันมันลดลงจนเกือบถึงศูนย์ เพราะฉันเองก็อยากไปร่วมงานเลี้ยงสำนักไป๋หู่ เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดอีกทั้งยังหวงกลัวสาวชาวยุทธมาเกาะแกะเหยียนเหล่ย ฉันจึงทำตามแผนของจิ่นเกอ ด้วยการนำตำราเรียนไปคืนเหยียนเหล่ยที่เรือนพัก
ระหว่างทางเดินเห็นดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆน่ารัก จึงเด็ดมาสองดอกแล้วเหน็บใส่ในตำราเดินฮัมเพลงเบาๆมุ่งหน้าไปเรือนพักอาจารย์ แต่เดินมาถึงแค่ทางเข้าเขตเรือนที่พัก ก็พบอาจารย์ศิษย์พี่สามยืนอยู่และมองมาที่ฉัน จึงทำความเคารพและเอ่ยทักทาย อาจารย์ศิษย์พี่สามมองตำราที่ฉันถืออยู่ในมือแล้วถามว่า
ศิษย์พี่สาม : เจ้าจะไปไหน
มี่จื่อ : ข้าจะนำตำราไปคืนอาจารย์ศิษย์พี่สี่...
ศิษย์พี่สาม : ฝากข้าไปคืนก็ได้ เพราะข้าต้องเดินผ่านเรือนของศิษย์น้องสี่ ส่งมาสิ!
มี่จื่อ : เอ่อ…คือข้าจะไปคืนเอง เพราะข้าจะถามเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจในตำรา
ศิษย์พี่สาม : ถามข้าก็ได้ แม้ข้าจะสอนวิชาดูดวงดาว แต่ก็ใช่ว่าข้าจะไม่รู้วิชามนต์โบราณ หรือเจ้าจะถามข้าเรื่องนอกตำราก็ได้ ข้าอนุญาต
ฉันจึงไม่รอช้าถามอาจารย์ศิษย์พี่สามไปตามตรงเลยว่า คืนนี้เขาจะทดสอบเกี่ยวกับอะไร และจะต้องทำยังไงถึงจะผ่านการสอบครั้งนี้ ทำให้อาจารย์ศิษย์พี่สามถึงกับหัวเราะออกมา เพราะเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าฉันจะกล้าตัดสินใจถามเขาไปตามตรงแบบนั้น เขาจึงตอบว่า แค่มองดูดวงดาวบนฟ้าและเดินตามดวงดาวไปก็ออกจากป่าได้แล้ว
ฉันจึงบอกกับศิษย์พี่สามว่าดูดวงดาวไม่เป็น มิหนำซ้ำข้ายังไม่เคยเรียนกับเขาเลย ศิษย์พี่สามจึงตอบแบบง่ายๆ เข้าใจโคตรจะง่ายว่า ให้ฉันเดินตามเพื่อนคนที่ดูดวงดาวเป็น ส่วนฉันแค่ทำตามสัญชาติญาณตัวเองและทำในสิ่งที่ควรจะทำก็พอ
มี่จื่อ : เอ้อ!! ไม่ยากเลยนี่หว่า! ขอบคุณอาจารย์ศิษย์พี่สาม!
เมื่อฉันได้รับคำแนะนำการสอบที่สุดแสนจะง่าย จากอาจารย์ศิษย์พี่สามผู้ออกข้อสอบโดยตรง จึงเดินฮัมเพลงสบายใจกลับที่พัก แต่ระหว่างทางกำลังเดินกลับ เจอกับกันฮวามายืนดักรออยู่ข้างหน้า แม้ฉันจะพยายามไม่ปะทะแต่กันฮวาก็ตามตอแยฉันไม่เลิกรา
นางเดินปรี่เข้ามาหาแล้วเปิดศึกถามทันทีว่า ฉันกับเหยียนเหล่ยมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ เพราะจู่ๆฉันก็เข้ามาในสำนักพร้อมกันกับเหยียนเหล่ย อีกทั้งยังดูสนิทสนมกับเหยียนเหล่ยเกินไป กันฮวายังขู่อีกว่าถ้าไม่ยอมบอกความจริง นางจะทำให้ฉันไม่ได้ไปสอบวิชาดูดวงดาวคืนนี้ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบของเหยียนเหล่ยดังขึ้นว่า
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อเป็นคนในจวนฮุ่ยเฉิงของข้า นางมาศึกษาที่นี่เพราะท่านเจ้าสำนักต้องการรับมี่จื่อเป็นศิษย์ หมดคำถามของเจ้ารึยังกันฮวา?
กันฮวา : ศิษย์พี่สี่...ขะ ข้า….
เหยียนเหล่ย : กันฮวา อย่าให้ข้าต้องรายงานท่านเจ้าสำนัก ถึงกิริยาที่ไม่เหมาะสมของเจ้า ศิษย์พี่สามเล่าให้ข้าฟังหมดแล้วที่เมื่อวานเจ้าพยายามจะแย่งตำราจากมี่จื่อ รวมถึงตอนนี้ด้วยที่เจ้ากำลังข่มขู่คนในปกครองของข้า!
กันฮวา : ศิษย์พี่สี่ ที่ข้าทำไปเพราะว่าข้า….
เหยียนเหล่ย : เจ้าไปได้แล้วกันฮวา ไป!!!
กันฺฮวาถูกเหยียนเหล่ยต่อว่าจนหน้าเสียมีน้ำตาคลอตาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ทำท่าทางฟึดฟัดโมโหกลับไป เหยียนเหล่ยถือตำราเล่มที่ฉันเสียบดอกไม้เพิ่งนำไปคืนให้อยู่ในมือ แล้วถามฉันว่าถูกกันฮวาทำร้ายหรือเปล่า ฉันส่ายหน้าบอกเขาว่าแค่ถูกข่มขู่เท่านั้น ฉันจึงถามเหยียนเหล่ยด้วยความเป็นกังวลว่าจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา เพราะเขาตอบกันฮวาไปว่าฉันเป็นคนในปกครอง เหยียนเหล่ยจึงตอบว่า
เหยียนเหล่ย : ข้าไม่อยากให้กันฮวาหาเรื่องเจ้าอีก หรือจะให้บอกกันฮวาไปตามตรงว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้าล่ะ แต่บอกว่าเป็นภรรยาก็ดีเหมือน หลวนเฉินจะได้เลิกเกาะแกะเจ้าสักที เจ้ากับหลวนเฉินสนิทสนมกันจนข้าเริ่มจะหึง
มี่จื่อ : ข้ากับหลวนเฉินเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ แล้วนี่ท่านออกมาหาข้าเหรอ
เหยียนเหล่ย : ใช่! ข้าอยากเห็นหน้าเจ้า ข้ามาบอกว่าดอกไม้ที่เจ้าเสียบในตำราน่ารักมาก ข้าจะเก็บเอาไว้ในตำราแบบนี้ให้เป็นที่คั่นหน้าตำราของข้า
ฉันยืนยิ้มเคอะเขิลที่เหยียนเหล่ยเริ่มมีคำพูดหวานๆเหมือนเพิ่งจีบกัน แล้วเหยียนเหล่ยก็ถามฉันว่า สอบคืนนี้ฉันเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง ฉันตอบว่ายังไม่ได้เตรียมตัว แต่ฟังจากที่อาจารย์ศิษย์พี่สามบอกแนวข้อสอบดูไม่ยากเท่าไหร่เลย แค่เดินตามเพื่อนก็ออกจากป่าได้แล้ว แต่สิ่งที่ฉันยังแปลกใจทำไมบังเอิญเจออาจารย์ศิษย์พี่สาม อยู่ที่ปากทางเข้าเรือนเหมือนจงใจมายืนรอ
เหยียนเหล่ยจึงบอกว่าความจริงแล้วศิษย์พี่สามคาดเดาออก ว่าฉันจะต้องไปหาเขาที่เรือนพักเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการสอบ ศิษย์พี่สามจึงไปดักรอฉันที่ปากทาง เพื่อให้ฉันถามเกี่ยวกับการสอบกับศิษย์พี่สามโดยตรง แต่ศิษย์พี่สามเป็นคนแปลกประหลาด อะไรที่เขาบอกว่าง่ายมักจะตรงกันข้ามเสมอ ส่วนอะไรที่ยากกลับทำให้เป็นเรื่องง่ายไปซะงั้น
เหยียนเหล่ยจึงเป็นห่วงกลัวว่าฉันจะสอบไม่ผ่าน จึงแอบออกมาบอกข้อสอบให้ฉันรู้หนึ่งข้อ เขาบอกว่าตอนที่กลับออกจากป่าจะมีมนต์พรางตาปิดทางออกไว้ ให้มองหาดูให้ดีๆแล้วเดินทะลุออกมาก็จะเจอทางออกที่ถูกต้อง ฉันจึงถามเขาว่าจุดสังเกตุอยู่ตรงไหน แต่เหยียนเหล่ยไม่ยอมบอก เพราะเป็นการสอบเขาบอกข้อสอบมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วเร่งให้ฉันกลับเรือนที่พักไปเตรียมตัวสอบคืนนี้ ฉันจึงคะยั้นคะยอออดอ้อนถามเหยียนเหล่ยให้บอกจุดสังเกตุมนต์พรางตา
มี่จื่อ : บอกจุดสังเกตุหน่อยนะสามีที่รักของข้า แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไปกวาดเรือนให้ท่านจนกว่าท่านจะพอใจ
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ! อย่าออดอ้อนข้าแบบนี้จะได้มั้ย?! อ่ะ!! ก็ได้ๆ ตอนขากลับมนต์พรางตาจะอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้นก่อนเข้าดงทุ่งหญ้า อย่าบอกเรื่องนี้กับใครล่ะ! แล้วพรุ่งนี้มากวาดเรือนให้ข้าด้วย ข้าจะรอ!
มี่จื่อ : ข้าไปแน่นอน! รักนะสามี จุ๊บๆ
จากนั้นจึงเดินแยกออกมาจากเหยียนเหล่ยเดินมาตามทางเรื่อยๆ ก็พบกับหลวนเฉินที่กำลังเดินมาทางฉัน หลวนเฉินบอกว่าฉันหายไปนานจึงเป็นห่วง กลัวว่าจะเจอกับกันฮวากลางทางอีกจึงเดินตามมาดู ฉันจึงบอกเขาว่าเจอกับกันฮวากลางทางแล้ว ต่อไปนางคงไม่มายุ่งกับฉันอีก แต่เรื่องกันฮวานั้นไม่น่าสนใจเท่าเรื่องข้อสอบลับหนึ่งข้อที่ฉันรู้มา
จึงบอกหลวนเฉินเกี่ยวกับมนต์พรางตาที่ฉันต้องการให้เขาช่วยมองหามนต์นั้น หลวนเฉินพยักหน้าเข้าใจ เมื่อเราเดินกลับมาถึงเรือนที่พัก ก็อยู่พูดคุยกันกับคนในกลุ่มสักพักหนึ่ง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อรอสอบคืนนี้
●
●
●
หมายเหตุ
ช่างอิ่น แปลว่า สิ่งที่ซ่อนเร้น และอิสระภาพ
เลี่ยงซู แปลว่า ความสวยงามที่สว่างไสว
หนึ่งชั่วยาม คือ สองชั่วโมง