“อะไรน่ะ? ทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางงั้นรึ?”
ฉู่ยวิ๋นเหยายกมือปิดปากและตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น ส่วนหลิวหลิงทำได้เพียงแค่จ้องมองด้วยความหวาดกลัว นางรู้ว่าเฟิงอู่เทียนแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่เมื่อใดกันที่หลงเฉินทรงพลังมากขึ้นถึงเพียงนี้? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ราวกับความฝันสำหรับนาง
ด้วยสายตาตื่นตระหนกของทุกคนที่นั่น การโจมตีที่น่าเกรงขามยิ่งขึ้นของหลงเฉิน [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า - อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] ปะทะเข้ากับ [เทพวิหคเดียวดาย] ของเฟิงอู่เทียน มันคือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของคนทั้งสอง และพวกเขาก็ใช้มันได้อย่างดีเยี่ยม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] มีการโจมตีอยู่สองกระบวนท่า คือ [เพลิงสวรรค์มอดไหม้] และ [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] หากเทียบกับกระบวนท่าแรกแล้ว ถือได้ว่า [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] นั้นทรงพลังกว่ามากนัก
มันทรงพลังเสียยิ่งกว่า [เทพวิหคเดียวดาย] ของเฟิงอู่เทียนที่ปล่อยพลังออกมาหลังจากใช้ [ชโลมเพลิงวิหค] เสียอีก! ครั้งนี้หลงเฉินเองก็มิได้ยั้งมือและทุ่มกำลังเต็มที่ เขาใช้ [กายาเพลิงอัสนี] และปราณมังกรที่เก็บกักพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงไว้
แม้ว่าเคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] ของเขาจะถูกใช้พร้อมกับ [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในตอนแรกเริ่ม ความรุนแรงของ [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] นั้นพอเทียบได้กับ [เทพวิหคเดียวดาย] อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่ทักษะยุทธ์ทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน พลังทำลายล้างของมันก็ระเบิดขึ้นในที่สุด
ราวกับพระอาทิตย์พุ่งลงมาบดขยี้ผืนดิน [เทพวิหคเดียวดาย] ระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ หลังจากถูก [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] พุ่งชนเข้าอย่างจัง เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลำแสงสว่างเจิดจ้าที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนมิอาจลืมตาขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างได้เป็นประจักษ์พยานแล้วว่ากระบวนท่า [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] มีชัยเหนือ [เทพวิหคเดียวดาย] การโจมตีของหลงเฉินทำลายการโจมตีของเฟิงอู่เทียนพร้อมกับเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น คลื่นพลังอันรุนแรงจากการโจมตีทำให้เฟิงอู่เทียนกระอักเลือดออกมา ก่อนจะกระเด็นลอยไปข้างหลังและร่วงลงสู่พื้น ร่างทั้งร่างของเขาไหม้เกรียมจนกลายเป็นสีดำและกำลังเพ้อคลั่ง
ขณะเดียวกัน หลงเฉินก็กลับลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคง ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว ทุกคนทำได้เพียงจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มด้วยความงุนงงและเงียบกริบ หากแต่ฉู่ยวิ๋นเหยากลับมีสีหน้าสนอกสนใจ
ก่อนหน้านี้นางต้องการเพียงให้หลงเฉินผลาญพลังของเฟิงอู่เทียนในการต่อสู้ แต่แล้วหลงเฉินกลับได้เปรียบและเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้โดยที่นางไม่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ แม้ว่าเฟิงอู่เทียนจะใช้ทักษะยุทธ์ขั้นสูงสุดของตนเองก็ตาม…
‘ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เสียแล้วสิ...’
ฉู่ยวิ๋นเหยาจับจ้องไปที่หลงเฉินด้วยความตกตะลึง ในทางกลับกัน สีหน้าของหลิวหลานนั้นพิศวงกว่าฉู่ยวิ๋นเหยามาก นางเป็นดั่งเทพีสำหรับทุกคน ทุกการเคลื่อนไหว ทุกท่วงท่าต่างเต็มไปด้วยความงามสง่า ทว่าในเวลานี้นางกลับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความตระหนกตกใจ
รูปลักษณ์ของหลงเฉินตราตรึงลงไปในหัวใจของนางแล้ว ครั้งแรกที่นางได้เห็นเขา นางเคยคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่คนที่น่าสนใจและดูถูกเขาเป็นว่าเล่น กระทั่งตอนนี้ สิ่งที่หลงเฉินสำแดงให้เห็นก็ราวกับกระแทกเข้ามากลางหัวใจของนางเอง
‘เขาเป็นคนเช่นไรกันนะ?’
หลิวหลานสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่จนหน้าอกกระเพื่อม นางส่ายศีรษะและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ครั้งนี้นางทำให้ตนเองต้องเสียหน้าต่อหน้าหลงเฉิน ก่อนจะมายังการแข่งขันของมิติห้วงนภา นางเคยย้ำนักย้ำหนาว่ามีโอกาสมากนักที่หลงเฉินจะเอาชีวิตไม่รอดจากการแข่งขันนี้
ไม่คิดเลยว่าหลงเฉินจะสามารถเอาชนะเฟิงอู่เทียนที่นางเฝ้าฟูมฟักและเป็นความภาคภูมิใจของนางมาโดยตลอด หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแน่
“พี่อู่เทียน...”
หลิวหลิงได้สติหลังจากตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว นางเห็นเฟิงอู่เทียนที่บาดเจ็บสาหัสจนไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย หัวใจของนางสลายและรีบวิ่งไปที่เฟิงอู่เทียนอย่างบ้าคลั่ง คนอื่น ๆ ในสำนักสุริยันมรกตที่เพิ่งได้สติก็วิ่งตามนางไปทันที
เฟิงอู่เทียนในตอนนี้หมดสติไปโดยสิ้นเชิง หลิวหลิงทำได้เพียงประคองเขาไว้ คนอื่น ๆ ช่วยกันเอาสมุนไพรวิญญาณออกมาให้เฟิงอู่เทียนกิน แต่อย่างไรก็ตาม เฟิงอู่เทียนในตอนนี้สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตาเป็นสีดำและผมเผ้าไหม้เกรียมจนดูอัปลักษณ์อย่างไม่น่าเชื่อ
เขาสูญเสียภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มรูปงามไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวหลิงเห็นเฟิงอู่เทียนในสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะหลงเฉิน แต่กระนั้นนางก็พบว่าตนเองไม่สามารถเกลียดชังหลงเฉินได้
เวลานี้ ชื่อของหลงเฉินแพร่สะพัดไปทั่วเหล่ามรกต หลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่แพร่ออกไป หลงเฉินก็กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในเหล่ามรกตทันที และอาจจะเป็นที่รู้จักในเหล่าอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน!
“ผู้คุมกฎหลิว หากพวกเราทุ่มเทความพยายามและฟูมฟักหลงเฉินมากกว่านี้ เขาอาจจะมีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในก็เป็นได้”
คนผู้หนึ่งพูดขึ้นข้าง ๆ หูของหลิวหลาน นางเองก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมา นางจึงทำได้เพียงส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“ข้อกำหนดในการคัดเลือกของเหล่าคนในนั้นเข้มงวดมาก สำหรับหลงเฉินคงเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ก็จริงอยู่ ข้าเชื่อว่ายวิ๋นซี พี่ชายของยวิ๋นเหยาคงได้เข้ารับการคัดเลือกในครั้งนี้ รอบนี้เป็นของตระกูลมังกรเขียวตะวันออกใช่หรือไม่?”
หลิวหลานพยักหน้าและรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ฉู่ยวิ๋นซีเป็นพี่ชายของฉู่ยวิ๋นเหยา เขาอายุเพียงสิบแปดปีแต่กลับบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีได้เมื่อปีก่อน เวลานี้ เขาประสบความสำเร็จและแข็งแกร่งขึ้นอีกทั้งยังบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีขั้นต้นอีกด้วย
เมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับแก่นปฐพี และได้รับการขนานนามว่ายอดอัจฉริยะแห่งเหล่ามรกต เป็นการดีที่จะมีความสัมพันธ์อันดีกับคนเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หลิวหลานปวดหัวก็คือเด็กหนุ่มผู้นี้กลับหลงรักนางและป่าวประกาศไปทั่วว่าจะไม่แต่งงานกับผู้ใดในชีวิตนี้นอกจากนางเพียงคนเดียว
‘ท่านพ่อก็เตรียมจะตกปากรับคำเรื่องการแต่งงานตามแผนของสำนักจักรพรรดิมรกต ข้าจะต้องแต่งงานและลงเอยด้วยการเป็นภรรยาของเขาจริง ๆ หรือ?’
หลิวหลานต่อต้านความคิดนี้อย่างมาก ตั้งแต่เด็ก ๆ นางก็ดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ ในสำนักสุริยันมรกตมาตลอด ซึ่งทำให้นางมีบุคลิกที่แน่วแน่และมุ่งมั่น นางมิอาจปล่อยวางสิ่งที่นางมีอยู่ในตอนนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม นางก็มิใช่เด็กสาวแรกแย้มอีกต่อไปแล้ว นั่นก็หมายความว่านางจะต้องละทิ้งทุกสิ่งและยอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี
สภาพแวดล้อมในการต่อสู้ทำให้หลิวหลานจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นนอกเหนือจากเรื่องน่าปวดหัวของนางเอง หลงเฉินเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้ แต่ในที่สุดเขาก็ยั้งมือและไม่ได้สังหารเฟิงอู่เทียน ด้วยการเยียวยารักษาของผู้อื่นจากสำนักสุริยันมรกต เขาจึงรอดชีวิตมาได้ แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฟื้นคืนสติกลับมาในตอนนี้
เมื่อปัญหาของเฟิงอู่เทียนจบลงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการครอบครองกระบี่แก้วสิขร ความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวของหลงเฉินทำให้ยอดฝีมือทุกคนในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์มองหน้ากันไปมาและไม่กล้าลงมือใด ๆ
ทุกคนยกเว้นฉู่ยวิ๋นเหยา กระบี่แก้วสิขรเป็นสิ่งที่นางต้องครอบครองให้จงได้ นางจะไม่ยอมแพ้เพียงเพราะการปรากฏตัวของม้ามืดเช่นหลงเฉินอย่างแน่นอน
‘ข้าแน่ใจว่าการโจมตีเช่นนั้นคงทำให้เจ้าเด็กนั่นเสียพลังไปมาก และข้าเองก็แข็งแกร่งกว่าเฟิงอู่เทียน ดูเหมือนว่าอย่างไรเสียกระบี่แก้วสิขรคงก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่ดี’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉู่ยวิ๋นเหยาจึงไม่อยู่เฉยและเดินเข้าไปหาหลงเฉินด้วยท่าทีสงบ สัตว์อสูรกร่อนจิตตัวนั้นยังต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่
เมื่อเห็นว่ากำลังจะมีการต่อสู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่พวกเขา ฉู่ยวิ๋นเหยาเอ่ยขึ้นพลางมองไปที่หลงเฉิน
“ข้ารู้สึกชื่นชมที่เจ้าสามารถเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้ แต่ถึงกระนั้นข้าก็หวังว่าเจ้าจะมีน้ำใจยกกระบี่แก้วสิขรให้ข้า เพราะข้าเห็นว่าเจ้าเองก็ไม่ได้ใช้กระบี่ จึงคิดว่ากระบี่แก้วสิขรคงไม่จำเป็นสำหรับเจ้านัก”
หลงเฉินหัวเราะ
“เจ้านี่พูดจาน่าขันเสียจริง ต่อให้ข้าไม่ได้ใช้กระบี่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเอามันไปไม่ได้มิใช่รึ? มันคงได้ราคาดีไม่น้อยหากเอาไปแลกเป็นเงิน”
แม้จะพูดอย่างสุภาพ แต่ฉู่ยวิ๋นเหยาก็พบว่าหลงเฉินไม่คิดจะยกกระบี่ให้นาง นางจึงบันดาลโทสะเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม นางเห็นแล้วว่าหลงเฉินแข็งแกร่งเพียงใด นางจึงยังไม่ลงมือจนกว่าจะถึงเวลาอันควร
เวลานี้นางจับจ้องไปที่หลงเฉินที่มีท่าทีเคร่งขรึม พลางครุ่นคิดหาวิธีการรับมือหลงเฉินให้ได้ ไม่นานนักนางก็คิดออกและยิ้มหวานออกมา
“เจ้าเคยได้ยินชื่อ ตงฟางเทียนหยู หรือไม่? ข้ามีความสนิทชิดเชื้อกับเขาทีเดียว หากเจ้ายอมยกกระบี่แก้วสิขรให้ข้า เขาอาจจะยอมชี้แนะเรื่องการฝึกฝนให้เจ้าก็เป็นได้”
“ตงฟางเทียนหยูรึ? ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อ แม่นาง เลิกพูดพล่ามเสียทีเถอะ กระบี่แก้วสิขรเป็นสิ่งที่เราต้องได้มาด้วยความสามารถในการต่อสู้มิใช่รึ? ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะออมมือให้เจ้าหน่อยก็แล้วกัน....”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ความวิตกกังวลก็ผุดขึ้นในใจ มีเหล่าคนนอกทั้งหมดเก้าเหล่าในตระกูลหลิงอู่ และเหล่าคนในอีกสี่เหล่า เหล่าคนนอกถูกแบ่งออกเป็นเหล่าทับทิม เหล่าพลอยแสด เหล่าอำพัน เหล่ามรกต เหล่าไพลิน เหล่านิลคราม เหล่าม่วงโมรา เหล่าเงิน และเหล่าทอง ในขณะที่เหล่าคนในประกอบไปด้วย มังกรเขียวตะวันออก วิหคแดงใต้ เสือขาวตะวันตก และเต่าดำเหนือ
คนของเหล่ามังกรเขียวใช้แซ่ตงฟาง และเห็นได้ชัดว่าตงฟางเทียนหยูที่ฉู่ยวิ๋นเหยาเอ่ยถึงต้องอยู่ในเหล่านั้นแน่นอน เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่ยอมเข้าใจ ฉู่ยวิ๋นเหยาก็ไม่รู้สึกโกรธแต่กลับหัวเราะออกมา
“ข้าไม่กล้าโจมตีเพราะเกรงว่าจะทำลายความสงบที่พวกเรามีในตอนนี้ เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นรึ? และในเมื่อเจ้าไม่ยอมแพ้ ข้าก็จะทำให้เจ้าได้รู้ว่าความห่างชั้นของสำนักจักรพรรดิมรกตและสำนักสุริยันมรกตของเจ้านั้นแตกต่างกันมากเพียงใด และสำนักใดที่อยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย!”
“โอ้?”
หลงเฉินมีท่าทีประหลาดใจและแฝงไปด้วยความกลัดมันเล็กน้อย เขาหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง
“ดูเหมือนว่าริมฝีปากของเจ้าจะว่องไวไม่น้อยทีเดียว และข้าแน่ใจว่าเจ้าคงจะใช้ปากเก่งน่าดูชม ไว้เราหาเวลาว่าง ๆ ให้เจ้าได้แสดงทักษะให้ข้าดูดีหรือไม่”
ดูเหมือนว่าฉู๋ยวิ๋นเหยาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด นางมีท่าทีสับสนเล็กน้อย ก่อนที่จู่ ๆ จะดูเย็นชาราวกับพร้อมจะฆ่าใครสักคน
อย่างไรก็ตาม พวกที่เข้าใจความหมายต่างหน้าแดงไปตาม ๆ กัน พวกเขายอมรับและชื่นชมในความกล้าของหลงเฉินอย่างจริงใจ แม้แต่หลิวหลานยังต้องกัดฟันเพราะคำพูดของหลงเฉิน แก้มของนางแดงเรื่อ
‘เจ้าเด็กนั่นกล้าล้อเลียนเด็กสาวที่ตงฟางเทียนหยูหลงใหล ข้าสงสัยนักว่าหากทำตัวเช่นนี้ เขาจะมีชีวิตรอดไปได้นานเพียงใดกัน?’
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น สายลมพัดผ่านและปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวปักลวดลายมังกรสีเขียวยืนอยู่ข้างกายฉู่ยวิ๋นเหยา ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ขาวนวลเนียนอย่างน่าเหลือเชื่อ เขามีรูปลักษณ์ที่น่าประทับใจและรูปงามจนยากจะพรรณนา เขาส่งยิ้มให้ฉู่ยวิ๋นเหยา
“เหยาเอ๋อร์ ทำสีหน้าเช่นนี้ ...มีใครรังแกเจ้ารึ? บอกพี่เทียนหยูมาสิ ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง...”
***********************