บทที่ 74 ขัดขา
“ที่นี่คือที่ไหน ทำไมถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ” อันเหลียงขืนตัวไม่ยอมเข้าไปง่ายๆ ทว่าเธอที่ถูกลากจนมาถึงที่นี่แล้ว จะถูกปล่อยให้กลับไปง่ายๆได้อย่างไร
“บอกว่าเดี๋ยวก็รู้เอง ไม่เข้าใจรึไง!” ชายวัย 40 ที่ไปลากตัวอันเหลียงมาที่นี่เปลี่ยนท่าทางของตนเองทันที
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยการดูแคลนเท่านั้น แถมมือที่จับแขนอันเหลียงก็ยิ่งแรงกว่าเดิมจนเธอถึงกับส่งเสียงร้องออกมา
“นี่! ปล่อยนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วพ่ออันอยู่ที่ไหน!”
“เหอะ! คิดว่าฉันอยากจะจับพวกสกปรกๆอย่างแกรึไง! ส่วนไอ้ขยะอัน มันก็อยู่ข้างในนั้นไงล่ะ ฉันบอกว่ามันเกิดเรื่องขึ้นไม่ใช่หรอ อย่างนั้นก็ต้องเกิดเรื่องกับมันอยู่ เธอไม่เข้าใจอะไรอีกห๊า!”
ไม่พูดเปล่า หลังจากที่ตะโกนใส่อันเหลียง มันก็ผลักเธอจนเซไปข้างหลังเกือบล้มกระแทกเข้ากับผนังที่เต็มไปด้วยเชื้อราและคราบสกปรกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะอันซูหยวนเข้ามารับตัวแม่ของเธอไว้ทัน เชื่อได้เลยว่าจะต้องได้รับบาดเจ็บแน่
“หยวนหยวน ลูก!” ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ลูกสาวกลับมาที่บ้าน เธอตกใจจากคำพูดของชายวัยกลางคนที่บอกว่าสามีของตนเองเกิดเรื่อง หัวใจอันเหลียงที่หล่นวูบไปไม่ทันได้เห็นลูกสาวที่เดินตามมาด้วยซ้ำ
ทว่า...ท่าทางของชายตรงหน้าที่เปลี่ยนไปนี้ เธอกลับยิ่งหวาดกลัวมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าแท้จริงแล้วลูกสาวเดินตามพวกเธอมาโดยตลอด
จริงอยู่ที่เธอไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตนเองและสามี แต่เธอไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับลูกสาวมากที่สุดแล้ว
“ซูหยวน หนีไปลูก ออกไปจากที่นี่ก่อน” อันเหลียงพยายามกระซิบบอกลูกสาว เธอเอาตัวเองไปบังอยู่ด้านหน้า กลัวว่าชายร่างใหญ่ที่แสดงท่าทางชั่วร้ายนี้จะทำร้ายลูกของเธอไปด้วยอีกคน
ทางด้านของชายที่ได้รับคำสั่งมา เขาเองก็ประหลาดใจเช่นกันที่เด็กสาวเดินตามพวกเขามาจนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าเขารู้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นใคร ชื่อเสียงของอันซูหยวนโด่งดังมากในช่วงนี้ เดิมทีแล้วเขาเองก็ไม่ต้องการมีปัญหากับหล่อนหรอก ทว่า...เรื่องนี้ไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง เขาทำงานให้ผู้อื่น เป็นคนรับใช้ของผู้อื่น เมื่อมีคำสั่งก็แค่ต้องทำตามเท่านั้น
ใครใช้ให้ไอ้นักล่าขยะอันมันขัดหูขัดตาหัวหน้าของเขากันล่ะ!
“ใครอนุญาตให้พวกเธอไป? คิดจะไปจากที่นี่ได้ง่ายๆรึ?” เขารีบเดินมาขวางทางออกเอาไว้ ในเมื่อมาถึงที่นี่กันแล้ว อย่างนั้นก็ต้องเข้าไปข้างในก่อน หากทำตัวดีๆแล้วหัวหน้าของเขาไม่เอาเรื่อง อย่างนั้นพวกมันก็รอดไปได้ แต่ถ้าไม่...เช่นนั้นสองแม่ลูกนี้ก็คงต้องเอาชีวิตมาทิ้งกันแล้ว
ถึงจะน่าเสียดายเด็กสาวผู้มีพรสวรรค์ก็เถอะ แต่พรสวรรค์ของเธอไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเขาเสียหน่อย
สำหรับคนที่อดมื้อกินมื้อ จะอยู่หรือตายขึ้นอยู่กับหัวหน้าอย่างเขาแล้ว ต่อให้พวกทหารสามารถไปยังเขตพื้นที่ที่ไกลกว่าเดิม เขาก็ยังอดตายอยู่เหมือนเดิม
ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่าเธอเป็นคนแข็งแกร่งมาก แต่นั่นก็เทียบกับคนในรุ่นเดียวกันไม่ใช่หรือ? เขายังรู้ด้วยว่าทักษะของเธอที่ใช้กองทัพก็คือ “การยิงธนู” ซึ่งพวกนักธนูเหล่านี้ จุดแข็งก็คือการโจมตีระยะไกลได้ดี ทว่าจุดอ่อนมีใครไม่รู้บ้างว่าร่างกายของพวกมันอ่อนแอขนาดไหน
ดูเอาเถอะ เด็กสาวคนนี้ แค่แบกแท่งเหล็กประหลาดๆอยู่บนหลังก็คงจะเต็มกลืนแล้ว รูปร่างผอมบางจนเหมือนกระดูกจะหักออกมาได้ทุกเมื่อนั้นช่างน่าสมเพชจริงๆ เขายังแอบคิดเลยว่าตอนที่เข้าร่วมสนามต่อสู้ในกองทัพ อาจจะต้องมีคนแบกเธออยู่บนบ่าเพื่อให้เธอยิงธนูไปด้วยก็เป็นได้ เพราะขาเล็กๆสั้นๆนี้จะวิ่งตามคนอื่นทันได้ยังไง
สายตาดูถูกของเขาทำให้ซูหยวนพอใจ ศัตรูที่ประมาทแบบนี้ดีต่อตัวเธอมากกว่า ในตอนที่พวกเขาคิดว่าสามารถจัดการเธอได้ง่ายๆ เวลานั้นเธอก็จะตลบหลังเขาแล้วโจมตีให้ตายในครั้งเดียว
“แม่คะ เขาบอกว่าพ่ออยู่ข้างในนั้น ยังไงพวกเราก็เข้าไปดูก่อนเถอะค่ะ” ซูหยวนกล่าวอย่างใจเย็น ไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวชายร่างใหญ่เลย
แม้คนจะไม่พอใจ แต่เด็กสาวที่พูดรู้เรื่องและจัดการได้ง่ายๆนี้ดีต่อเขามากกว่า ดังนั้นท่าทีของเขาจึงเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“นักล่าอันอยู่ข้างใน พวกเธอก็เข้าไปได้แล้ว”
“บอกได้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันและแม่จะได้เตรียมใจค่ะ”
“เตรียมใจหรอ? เหอะ! เรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ต่อให้เตรียมใจก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก มันขึ้นอยู่กับท่าทีของพ่อเธอมากกว่า”
“หมายความว่ายังไงกันแน่” อันเหลียงถามขึ้นมาบ้าง เธออยากจะรู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็ไม่อยากให้ลูกสาวเข้าไปอยู่ดี
“หมายความว่ายังไง เข้าไปก็รู้กันเองนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้แนะนำ...ทำตัวให้สงบเสงี่ยมกันไว้ล่ะ อย่างน้อยๆก็อาจจะรอด 2 จาก 3 หรือรอด 1 จาก 3 ก็ได้” เขาให้คำแนะนำในขณะที่มองดูอันซูหยวน เด็กสาวอัจฉริยะที่ผู้คนต่างก็ชื่นชม
ซูหยวนไม่ได้ถามอะไรอีก ส่วนแม่อันก็เงียบไปเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้ยิน อันเหลียงนั้นเกิดมาก็ไม่เคยมีเรื่องราวอะไรกับใคร ไม่สิ! ต้องบอกว่าไม่มีใครอยากจะมีเรื่องกับพวกระดับต่ำแบบเธอ ดังนั้นคำขู่ที่ได้รับเช่นนี้ย่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน อะไรหมายถึงการรอดกลับไป 1 คน 2 คน พวกเธอถ้ารวมสามีแล้วมี 3 คน เช่นนั้นไม่ได้แปลว่าใครบางคนอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่หรอกหรือ?
ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรอีก ชายวัย 40 ก็เดินนำสองแม่ลูกเข้ามาด้านในแล้ว
ทันทีที่เข้ามา กลิ่นเหม็นอับก็ทำให้ซูหยวนต้องนิ่วหน้า ที่นี่มีกลิ่นเหม็นสาบและกลิ่นสกปรกมากมาย มันเหมือนกับบริเวณที่ทิ้งขยะในโลกก่อนเลย ยิ่งมองไปรอบๆก็ยิ่งเห็นสภาพที่ไม่น่ามองมากขึ้น
“อั่ก!!” อย่างไรก็ตาม เสียงร้องที่คุ้นเคยทำให้ซูหยวนต้องเลิกสนใจสภาพที่เน่าเหม็นรอบๆห้อง ท่ามกลางผู้คนที่สกปรกมากกว่าสามสิบคน ชายที่อยู่กลางวงนั้นก็คือคนที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี
“สามี!”
“พ่อ...”
คนที่ถูกเรียกเองก็ได้ยินผู้มาใหม่เช่นกัน เขาในสภาพที่ถูกบังคับให้คุกเข่า ยังมีเท้าของคนกดอยู่บนหัวเพื่อไม่เงยหน้าขึ้นสูงได้ สภาพของเขาไม่ค่อยดีนัก มีรอยเลือดอยู่เต็มเสื้อผ้า แถมอาวุธอย่างค้อนและโล่ที่ราคาแพงกว่า 3 หมื่นเครดิตก็ยังถูกคนอื่นถือเอาไว้อีกด้วย
“ทำไม...”
“ฮ่าๆ มากันแล้วหรอ ดี ดีเลย ในเมื่อมาแล้วก็เข้ามานี่สิ เป็นครอบครัวกันก็ควรจะต้องมาดูแลกันยามยาก ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันก็ถูกต้องแล้ว” คนที่เหยียบหัวของอันเฉินเห็นผู้มาใหม่ก็ยกเท้าของเขาออก
เดิมทีเขาให้คนไปตามภรรยาของไอ้ขยะอวดดีนี้มาแค่คนเดียว คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเด็กสาวตามมาด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ยิ่งมากันให้หมดครอบครัวก็ยิ่งดีสำหรับเขา เพราะอะไรน่ะหรอ? ก็เพราะตอนที่จัดการไอ้ขยะชั้นต่ำนี้ เวลาครอบครัวมันเห็นแล้วเสียใจ เขาก็จะยิ่งรู้สึกสนุกมากขึ้นอย่างไรล่ะ
“เกิดอะไรขึ้น พวกแกทำอะไรสามีของฉันกัน!” อันเหลียงตกใจมาก เธอเห็นสภาพของสามีเป็นเช่นนี้แล้วจะยังพูดดีกับพวกเขาได้ยังไง
“ทำอะไรน่ะหรอ ฉันจะทำอะไรนักล่าอันได้กันล่ะ ก็มีแค่กระทืบมันเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง” คนพูดหัวเราะออกมาเบาๆ
“!!”
“มาสิ เข้ามาพูดคุยกันก่อน ฉันยังกระทืบสามีของเธอไม่เสร็จเลย ยังไม่ถึงตาของพวกเธอหรอก” รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏที่ใบหน้าของมัน ชายที่ชั่วร้ายส่งสัญญาณให้สมุนของตนเองหนึ่งครั้ง พวกมันก็กรูกันเข้ามา หวังจะจับอันเหลียงและอันซูหยวนแล้ว
“อย่าแตะต้องพวกเธอ!!” อันเฉินโกรธจัดจนดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง คนพยายามจะลุกขึ้นมาเพื่อหยุดไม่ให้พวกมันรังแกลูกและเมียของเขาได้ แต่น่าเสียดายจริงๆ หากเขาสู้พวกมันได้ตั้งแต่แรกก็คงจะไม่ถูกจับมาแบบนี้ ดังนั้นทันทีที่ขัดขืน เท้าของผู้ที่จับกุมอันเฉินอยู่ก็เตะเข้าไปที่หัวของอันเฉินจนหงายท้อง
“ถ้าไม่ขัดขืน พวกเราก็จะไม่ต้องเสียเวลาลงมือ ซึ่งมันหมายความว่าพวกเธอจะเจ็บตัวโดยไม่จำเป็นล่ะ” คนเป็นหัวหน้าหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ สถานการณ์ที่ครอบครัวรักใคร่นี้ช่างเป็นอะไรที่เขารังเกียจจริงๆ
อันเหลียงพยายามปกป้องลูกสาวของตัวเองด้วยการเอาร่างกายผอมแห้งมาบังไว้ ทว่าแค่เธอขยับเท่านั้น มือใหญ่ของชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหน้าก็คว้าเธอไว้แล้ว อันเหลียงดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่สามารถขยับได้เลย ในขณะเดียวกัน...ชายฉกรรจ์อีกสองสามคนก็ตรงมาที่ซูหยวน สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ทำเหมือนกับการจับเด็กสาวตัวเล็กนี้ก็เหมือนกับการโยนอาหารสังเคราะห์เข้าปาก
ปัง!!
อย่างไรก็ตาม ตอนที่พวกเขาไม่ทันระวังตัว เท้าเล็กๆที่พวกเขาคิดว่าไม่มีเรี่ยวแรงมากนักของซูหยวนก็ยกขึ้นแล้วเตะหนึ่งในชายร่างใหญ่กระเด็นออกไปจนชนกับผนังกั้นห้องล้มระเนระนาด
เห็นพลังกายของเธอเช่นนี้แล้ว ชายอีกสองคนที่มุ่งมายังซูหยวนต้องชะงักไป พวกเขาไม่ใช่ผู้ใช้พลังงาน หากต้องรับการโจมตีนั้น ก็คงมีจุดจบไม่ต่างกับเพื่อนของตนเมื่อครู่
“อะไร!”
“หัวหน้าครับ คนนี้เป็นลูกของไอ้นักล่าอันครับ คนที่กำลังเป็นข่าวตอนนี้ เด็กอัจฉริยะที่เป็นทหารยศสิบเอกตั้งแต่อายุยังน้อยคนนั้นครับ” เมื่อเห็นว่าหัวหน้าของตนเองตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชายฉกรรจ์ที่ไปยังบ้านของอันเฉินก่อนหน้านี้ก็รีบอธิบาย
เนื่องจากห้องแคบๆอันเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกเขานี้ค่อนข้างมืด หัวหน้าที่ไม่ทันได้เห็นหน้าของเด็กสาวก็เลยยังไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินลูกน้องพูดแบบนั้น เขาก็เดินออกมาจากตำแหน่งที่อันเฉินอยู่แล้วเตะซ้ำเข้าไปที่ลูกน้องของตนซึ่งโดนซูหยวนเตะกระเด็นไปก่อนหน้านี้
“ไอ้โง่เอ้ย! แกคิดจะเอามือสกปรกๆแตะต้องสิบเอกหรอวะ!! สมองแกคงทำด้วยขยะกลายพันธุ์สินะถึงได้โง่ขนาดนี้ ไอ้โง่อย่างแกไม่น่าจะมาเป็นลูกน้องของฉันเลย ให้ตายสิ!!” เขาเตะซ้ำที่รอยแผลเดิมของลูกน้องจนกระอักเลือดออกมา
แรงที่ซูหยวนเตะออกไปไม่น้อยเลย เธอไม่คิดจะยับยั้งพลังของตนเองเวลาจัดการคู่ต่อสู้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่อีกฝ่ายจะช้ำในขั้นรุนแรง พอถูกหัวหน้าเตะอีกรอบ เลือดจำนวนมากก็พุ่งออกมาจากปาก
ลูกน้องของเขาหลายคนเห็นเหตุการณ์นี้ ทุกคนได้แต่คิดว่าโชคดีที่ไม่ใช่ตนเอง ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเป็นคนที่นอนดิ้นทุรนทุรายที่พื้นแล้ว
“สิบเอกอัน ฉันต้องขอโทษแทนลูกน้องโง่ๆของฉันด้วยนะ เพราะความโง่ของมันก็เลยทำให้สิบเอกโกรธแล้วใช่ไหม? ฮ่าๆ มาเถอะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะชดเชยให้อย่างดีเลย สิบเอกอันมานั่งตรงนี้ก่อนเถอะ .... พวกแกยังไม่เตรียมที่นั่งกับน้ำดื่มดีๆให้สิบเอกอีกหรอ ห๊า!! ไอ้พวกโง่เง่าพวกนี้คิดจะลองดีกับฉันรึไง”
เขาพูดกับซูหยวนอย่างดีก่อนหันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมที่นั่งสำหรับเธอ แต่ซูหยวนไม่ได้หลงกลไปกับท่าทางนอบน้อมของเขา คนเจ้าเล่ห์สารเลวคนนี้กล้าลงมือกับพ่ออัน ทั้งๆที่รู้ว่าเขาก็คือพ่อของเธอตั้งแต่แรก ดังนั้นย่อมแปลว่าอีกฝ่ายไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา
เวลานี้ที่แสร้งทำเป็นนอบน้อมอ่อนแอจะต้องมีแผนการซ่อนอยู่ในใจแน่ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ซูหยวนมองดูน้ำดื่มในแก้วสกปรกที่ทางนั้นเตรียมให้ ไม่ต้องพูดถึงความสะอาดเพราะที่นี่ไม่มีอยู่แล้ว ในน้ำนั่นก็ดูจะมีสิ่งผิดปกติอยู่ด้วยเช่นกัน
“สิบเอกอันมาเหนื่อยๆ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญดื่ม...”
เพล้ง!!
อันซูหยวนไม่มีเวลามาเล่นด้วย ในเมื่อน้ำนี้เต็มไปด้วยสารพิษ เธอก็ไม่จำเป็นต้องเล่นละครไปกับเขา ใช้เพียงนิ้วเดียวก็ทำลายแก้วน้ำแตกละเอียดได้ การแสดงออกที่ไม่ประนีประนอมของเธอทำเอาดวงตาของชายผู้เป็นหัวหน้ามืดครึ้ม
“ก็ดี ในเมื่อฉันตั้งใจจะทำให้ตายง่ายๆแล้วไม่ยอม ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษฉันที่รังแกเด็กก็แล้วกัน”
แปะ แปะ แปะ
“ออกมาได้แล้วไอ้หมาบ้า ฉันมีเหยื่อที่น่ากินมาให้แกด้วย” เขาปรบมือสามครั้งเป็นสัญญาณ ฉับพลันนั้นเอง...เสียง “เคร้ง” ก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นก็ปรากฏกรงขนาดใหญ่ที่ถูกพาออกมา
ดวงตาของซูหยวนหรี่ลงเล็กน้อย ภาพที่เธอมองเห็นอยู่ในตอนนี้ก็คือภาพของสัตว์กลายพันธุ์สีดำตัวใหญ่ ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่เคยต่อสู้กับมัน แต่เธอก็รู้ว่าเจ้าตัวนี้อันตรายขนาดไหน...ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไอ้คนอ่อนแอตรงหน้าของเธอนี้จะกลายเป็นหัวหน้าของชายกักขฬะจำนวนมากได้ ท้ายที่สุดแล้วคงจะเป็นผลมาจากสัตว์กลายพันธุ์ตัวนี้นี่เอง
“เมื่อต้องเจอกับ “สุนัขทมิฬ” ฉันก็อยากจะรู้ว่าอัจฉริยะตัวน้อยจะจัดการมันอย่างไร ฮ่าๆ”
………………………………….