ย้อนกลับไปก่อนหน้าไม่กี่นาทีบริเวณภายนอกอาคาร
“เห้ยนั่นเสียงปืนนี่หว่า”
“เอาไงดีครับต้องเกิดเื่ไม่ดีกับลูกพี่แล้วแน่ ๆ เลย”
“แล้วจะมัวยืนบื้อกันอยู่ทำไมล่ะวะบุกเข้าไปให้หมดนี่แหละ— เห้ย เดียวนะ... นี่มันกลิ่นห่าอะไรเนี่ย?”
ในขณะที่ชายซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็รองหัวหน้ากลุ่มกำลังสั่งการ
ข้างหลังเขามีเสียงครางเบา ๆตามด้วยเสียงเดินลากเท้า ถนนดูมืดครึ้มจนผิดปกติเขาหันไปเห็นชายบ่ากว้างผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้บริเวณเสาไฟฟ้าจากอีกฟากของถนน เงาบดบังร่างไปครึ่งตัวกำลังค่อยๆ ลากเท้าหันมาเหมือนคนที่กำลังาเ็หรือเมาขนาดหนักซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าที่โชยเข้าจมูก มันฉุนจัดจนชวนวิงเวียนชุดของชายผู้นั้นขาดวิ่นเลอะเทอะ
“ไอ้หมอนี่ไม่ป่วยหนักก็คงใกล้ตายแม่งเหม็นฉิบ— เฮ้ยแกน่ะหยุดอยู่ตรงนั้นเลยถ้ายังเดินเข้ามาอีกก้าวตัวได้เป็รูพรุนแน่”
ระหว่างพูดก็หันปากกระบอกปืนเล็งไปที่ลำตัวของชายผู้นั้นทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้กริ่งเกรงต่อคำเตือนเลยสักนิดยังคงลากเท้าอย่างทุลักทุเล ซวนเซคล้ายาเ็
ปัง ปัง ปัง!
ะุสามนัดเจาะเข้าบริเวณลำตัวจนเืสาดกระจายออกมาเพียงน้อยนิด
“เหอะเตือนไปแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้ามา... ไง...!?”
ชายผู้ที่ลั่นไกสังหารออกไปแล้วถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะพร้อมกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นภาพตรงหน้า เมื่อคนที่ถูกยิงกลับร้องครวญครางแ่โหยออกมาเพียงเท่านั้นไม่เพียงแค่ไม่ล้มลงแต่ยังคงก้าวฝีเท้าขึ้นหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนเข้ามาอยู่ในระยะแสงไฟ
ใบหน้าของมันราวกับภูตผีมีคราบเืแห้งกรังเปื้อนริมฝีปากเน่าเฟะก้อนเนื้อหลุดห้อยลงมาจากกระพุ้งแก้มตอบเป็ริ้ว ๆ มีของเหลวสีคล้ำไหลออกมาจากจมูกไหลผ่านปากซึ่งอ้าพะงาบ ๆ สองแขนเน่าเปื่อย
าแสาหัสแน่ชัดหากเป็มนุษย์ย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวเช่นนี้ได้
กล่าวคือสิ่งนั้นตอนนี้หาใช่มนุษย์
ตอนนั้นเองที่เหมือนทุกอย่างกระจ่างแจ้งความเป็จริงของสถานการณ์ทำให้ไม่มีใครสงสัยอะไรอีกแล้วว่าสิ่งนั้นใช่มนุษย์หรือไม่ปากกระบอกปืนนับสิบหันเล็งไปที่เ้าตัวประหลาดนั่นกระหน่ำยิงจนมันผงะหงายหลังล้มลง
ทว่ายังไม่ทันได้โล่งใจเสียงร้องโหยหวนดังกระหึ่มทะลุอากาศอันหนาวเย็น ตามด้วยเสียงที่สองและสามพบว่ายังมีตัวประหลาดแบบเดียวกันกับเ้าตัวที่เพิ่งล้มไปโผล่ออกมาจากใต้เงามืดมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเสียงครวญครางเหมือนกับกำลังหิวจัด
ทุกคนยกปืนขึ้นเล็งด้วยมืออันสั่นเทาเสียงปืนเบาลงเมื่อปะทะกับเนื้อเน่า ๆ บางตัวแม้ถูกยิงจนล้มลงมันก็ยังพยายามตะกายตัวมาหาด้วยความกระเหี้ยนกระหือรืออย่างเด็ดเดี่ยวและดื้อดึง ในใจต่างภาวนาถึงพระเ้าให้พวกตนมีะุมากพอ...
โยซึรุกับชิโฮะช่วยกันใส่สิ่งของจำเป็และอาหารสำเร็จรูปที่ยังอยู่ในสภาพดียัดลงในกระเป๋าอย่างฉุกละหุกผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองรีบขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้า
"ทางฉันเรียบร้อยแล้ว ฮารุโตะล่ะ”
ชิโฮะเอ่ยถาม
“หมอนั่นล่วงหน้าไปสแตนด์บายอยู่ฝั่งนู้นแล้ว”
เคนจิบุ้ยปากไปยังดาดฟ้าของอีกสองตึกถัดไปซึ่งมีความสูงต่ำกว่า
“แล้วข้างล่างมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่พวกเขากำลังสู้อยู่กับอะไรน่ะ?”
ในขณะที่เตรียมแผนรับมือกับ ‘สถานการณ์เลวร้ายที่สุด’ ตามที่คาดไว้พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้ายใหม่ในเวลาเดียวกันด้วย
“เื่นั่นไว้ที่หลังขืนมัวชักช้า ไม่รู้จะมีตัวอะไรโผล่มาอีกบ้าง เอาล่ะจำให้แน่น ๆ ล่ะยังจำตอนที่ซ้อมกันได้ใช่ไหม"
“อะ...อืม!”
เคนจิตัดบท พวกเขาช่วยกันตั้งรอกรางคู่ไว้สำหรับโหนตัวเข้ากับสายสลิงซึ่งขึงโยงไว้กับอาคารอีกฟากฝั่งด้านหลัง เป็เส้นทางหลบหนีฉุกเฉินที่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้อยู่เสมอสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายจนยากจะควบคุมเสียงลมพัดผ่านดังวูบวาบในหูขณะที่พวกเขาโหนตัวผ่านความมืดมิดของยามค่ำคืน

ใจกลางเมืองที่ไหนสักแห่งบนตึกสูงอันมืดสลัว
ดวงตาใหญ่โตสีแดงก่ำฉายแววทะลุเมฆหมอกมันจ้องมองทิวทัศน์เบื้องล่างจากยอดตึกสูงแสงไฟจากอาคารโดยรอบส่องสลัวสะท้อนบนกระจกสูงตระหง่านอาคารสูงเหล่านี้เหมือนป้อมปราการในยามค่ำคืนที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบบรรยากาศเงียบงันแต่แฝงไปด้วยความลึกลับน่ากลัว ทุกครั้งที่สายลมพัดแรงหมอกจะพลิ้วไหวปกคลุมยอดตึกจนแทบไม่เห็นเส้นขอบฟ้า
สิ่งมีชีวิตปริศนาแฝงตัวอยู่บนยอดตึกท่ามกลางหมอกที่ปกคลุมเหมือนม่านกำบังดวงตาของมันส่องแสงสีแดงฉายผ่านหมอกอย่างน่าสะพรึงกลัว มันเฝ้าสังเกตการณ์เคลื่อนไหวเบื้องล่างอย่างใจจดใจจ่อก่อนที่จะส่งเสียงเหมือนนกขนาดใหญ่กำลังกระพือปีกเคลื่อนไหวสร้างลมกรรโชกมหาศาลที่กระจายไปทั่วบริเวณเสียงนั้นดังก้องท่ามกลางความมืดและเงียบงันของยามค่ำคืน
ไม่นานนักดวงตาคู่นั้นหายลับไปในหมู่เมฆที่กำลังเคลื่อนตัวเสียงปีกที่กระพือหายไปพร้อมกับสายลมกรรโชกทิ้งไว้เพียงร่องรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่บนขอบตึกความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้งสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
เวลาล่วงเลยใกล้เข้าสู่เช้าวันใหม่
ภายใต้แสงไฟสลัวในตรอกทางเดินยาวย่านชุมชนยามรุ่งสางท้องฟ้าขมุกขมัวมีเมฆครึ้มไร้แสงแดด บรรยากาศชวนไม่น่าไว้ใจ เป็ตรอกที่เรียกไม่ได้ว่าปลอดภัยบรรยากาศโดยรอบดูทึมๆ และหนาวเย็น เสียงลมเบา ๆ พัดผ่านใบไม้แห้งบนถนนเพิ่มความเงียบสงบและความหวาดระแวงให้กับการเดินทางของพวกเขา
“นายยังจำเื่ที่พวกเรากลับไปที่โรงเรียนครั้งก่อนได้ไหม”
ระหว่างลัดเลาะไปตามซอกตึกจู่ ๆเรย์ก็เปรยขึ้นให้เคนจิที่เดินเคียงข้างฟัง
“หืมได้สิ มันทำไมรึ”
เคนจิหยุดเดินหันหน้ากลับมาหาเลิกคิ้วอย่างสงสัย เห็นแววตาของเรย์ที่ฉายความกังวลและความไม่แน่ใจ
“ในฝูงศพเดินได้พวกนั้นฉันเห็นเครื่องแบบนักเรียนของพวกเรา...”
“อา...”
เคนจิผุดสีหน้าเข้าใจทันทีโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม เพราะเขาจำได้ดีว่าวันนั้นที่โรงเรียนตนนิ่วหน้าย่นจมูก มีกลิ่นจาง ๆ ในอากาศซึ่งไม่ค่อยโสภาเท่าใด เป็กลิ่นที่คุ้นเคยเขายืนนิ่งอยู่อีกครู่ พยายามจะนึกให้ออกว่ามันคือกลิ่นอะไร
วันหนึ่งในฤดูร้อนของชนบทตอนที่เคนจิยังเด็กโซ่รถจักรยานของเขาหลุดในระหว่างที่ออกไปปั่นแข่งกับเพื่อน ๆ เขาล้มไปในร่องห่างจากเศษซากสัตว์ที่ตายเพราะรถทับไปเพียงหกนิ้วมันคือซากแหลกเหลวแห้งกรังของสัตว์ซึ่งน่าจะเป็สุนัขจิ้งจอกเวลาและความร้อนได้เจือจางกลิ่น่ที่เหม็นที่สุดไปแล้วแต่ที่ยังเหลือก็แย่ไม่น้อย
เขาอาเจียนเอาอาหารกลางวันออกมารดซากนั้นทำให้เพื่อนหัวเราะกันยกใหญ่แล้วพอหายใจเข้าลึกก็ต้องอาเจียนออกมาอีกจนฝังลึกเข้าไปในความทรงจำมันเป็กลิ่นบูดอันเข้มข้มปะปนกลิ่นอาจมและกลิ่นนั้นก็ลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในโรงเรียนวันนั้นแม้ว่าจะไม่มีซากศพเหลืออยู่เลยก็ตาม
“เดียวนะพวกนายกำลังพูดถึงเื่อะไรกันน่ะ อย่างเข้าใจกันเองสองคนสิเพื่อน”
ฮารุโตะเกาหัวแกรกแสดงสีหน้างุนงงไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขาและเคนจิ
“หมายความว่ายังไงเื่ศพเดินได้เธอกำลังจะบอกว่าเ้าพวกนั้นเคยเป็มนุษย์มาก่อนเหรอ!?”
โยซึรุเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อจับใจความบางอย่างในประโยคได้เป็คนแรกเธอได้ประจักษ์ผ่านสายตาตัวเอง ถึงเหล่าสิ่งมีชีวิตที่บุกโจมตีกลุ่มคนร้ายเมื่อคืน
“ไม่มีความเป็ไปได้อื่นมากกว่านี้อีกแล้วเ้าพวกที่เราเพิ่งเจอไปก็คือ—”
หลังจากนั้นเรย์จึงเล่าเื่ราวที่พวกเขากลับไปโรงเรียนเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ทุกคนฟังถึงแม้เขายังไม่มีคำตอบอันแน่ชัดให้ทุกคนแต่การที่ได้เห็นหน้าพวกมันก็ทำให้ได้รู้ว่านั่นคือใบหน้าของคนที่ตายแล้วจริง ๆ
“นอกจากพวกปีศาจบ้านั่นนี่ฉันยังต้องมาเจอกับพวกซอมบี้อีกด้วยงั้นเหรอหลังจากนี้คงไม่มีอะไรทำให้ฉันแปลกใจได้อีกแล้วล่ะ”
ชิโฮะบ่นด้วยสีหน้าขยะแขยงแม้มีบ้างที่เคยได้อ่านนิยายห่วย ๆ เกี่ยวกับศพเดินได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดไม่รู้พอผสมกับเื่ที่พวกเธอต้องเผชิญ เื่ซอมบี้ยังเชื่อได้ยากอีกหรือมันไม่ยากเลยสำหรับเธอ
“เดียวนะ...ถ้าเ้าพวกนั้นคือซอมบี้ มันก็ต้องเป็โรคระบาดหรืออะไรสักอย่างใช่ไหมแล้วเชื้อนี้ติดต่อกันทางไหน เมื่อัักันหรือเปล่า หรือแค่สูดหายใจเข้าไปก็—”
ฮารุโตะที่กำลังพูดอยู่นั้นรีบหยุดความคิดของตนทันทีการคิดว่าตัวเองอาจติดเชื้อโรคนี้ด้วยก็ทำให้เขาเหงื่อแตกพรั่งพรูเหมือนจับไข้
“เหตุการณ์เกิดมาตั้งหลายอาทิตย์แล้วถ้าเป็งั้นจริงฉันกับนายคงไม่ได้เดินกันอยู่แบบนี้หรอกมั้ง”
เคนจิรีบระงับความสติแตกของอีกฝ่ายไว้ถ้ามัวแต่มานั่งกังวลเื่นั้นก็ไม่เป็อันทำอะไรพอดี
“จะยังไงก็ช่างเื่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะ พวกเราใช้บันไดตรงนั้นลงไปข้างตึกแล้วเดินตัดเข้าซอยเล็ก ๆ อ้อมไปได้”
เรย์ที่จำแผนที่ของเขตนี้ไว้ในหัวเร่งฝีเท้าเดินนำทางทุกคนโดยสอดส่องไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนพวกเขาอาศัยหลบอยู่ในอาคารซึ่งห่างจากที่พักเดิมไม่ไกล รอฟ้าสางจึงค่อยออกมา
“ต่อจากนี้จะเอายังไงดีล่ะที่กบดานของพวกเราไม่เหลือแล้ว”
ฮารุโตะถามด้วยสีหน้ากังวลเพราะในใจรู้สึกว่าอยู่ในนั้นปลอดภัยกว่าข้างนอกเป็ไหน ๆ การที่ต้องมาเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้จักทำให้ตนรู้สึกไม่มั่นใจ
“นายคิดว่าไงถึงสิ่งที่พวกเขาพูดเกี่ยวกับบอร์ดเวย์นั่น”
เคนจิหันมาขอคำปรึกษาเรย์
“บอร์ดเวย์มันทำไมนี่ฉันพลาดอะไรไปอีกแล้วงั้นรึ”
ชิโฮะทำหน้าสงสัยซึ่งโยซึรุก็รอฟังอยู่เช่นกัน ดูเหมือนเพราะเมื่อคืนดันเกิดเื่ขึ้นซะก่อนพวกเขาจึงยังไม่ทันได้อัปเดตสถานการณ์ให้กับทุกคน
เรย์จึงถือโอกาสเล่าเื่กลุ่มคนที่พวกเขาได้ช่วยไว้ให้ฟัง
“ไหน ๆ แถวนี้ก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วทำไมไม่ลองไปดูด้วยตาตัวเองกันซะเลยล่ะ”
หลังจากได้ยินเื่ราวทั้งหมดโยซึรุจึงเงยหน้าขึ้นมองเรย์ก่อนเอ่ยถาม แม้เคนจิยังไม่ได้พูดออกมาแต่ก็มองเรย์เป็เชิงว่ารอคำตอบอยู่เช่นกัน
“อืมงั้นลองเดินทางไปค่ายผู้ลี้ภัยนั่นดูกันเถอะที่นั่นอาจจะมีคำตอบที่เราตามหาอยู่ก็ได้”
หลังจากปรึกษาหารือกันเรียบร้อยเรย์จดจำทิวทัศน์มุมกว้างของเมืองและตัดสินใจเลือกเส้นทางคร่าวๆเพื่อไปยังค่ายอพยพ แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาตกลงกันว่าจะแวะศูนย์การค้าที่อยู่ใกล้ ๆเพื่อรวบรวมของใช้จำเป็เสียก่อน เพราะเท่าที่มีอยู่ตอนนี้อาจไม่เพียงพอยามฉุกเฉิน

ณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเขตเดียวกัน
เมื่อพวกเขามาถึง ก็ได้เห็นผู้คนบางส่วนต่างกำลังเก็บรวบรวมของกินของใช้ภายในห้างอย่างเงียบเชียบเป็กลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจาย ผู้คนเหล่านี้ต่างไม่ได้ให้ความสนใจพวกเขามากนักเพียงชำเลืองมองเล็กน้อยด้วยสายตาระแวดระวัง เมื่อเห็นกลุ่มของเขาพกปืนเดินเข้ามาแต่เมื่อไม่เห็นท่าทีคุกคามใด ๆก็เลิกให้ความสนใจและหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ห้างสรรพสินค้านี้มีพื้นที่กว้างขวางและหลายชั้นเสาอาคารใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตามมุมต่าง ๆผนังและพื้นห้างเคลือบด้วยหินอ่อนสีครีมที่ให้ความรู้สึกหรูหราและสะอาดสะอ้านแสงไฟสีเหลืองอบอุ่นจากโคมไฟที่ติดอยู่บนเพดานสูงส่องสว่างทำให้ห้างทั้งห้างดูโปร่งโล่งพื้นที่ทางเดินกว้างมีบันไดเลื่อนเชื่อมต่อระหว่างชั้นต่าง ๆด้านซ้ายและขวามีร้านค้าหลากหลายที่เคยเปิดขายแต่ตอนนี้ประตูร้านหลายร้านถูกปิดสนิท ชั้นวางของที่เคยอัดแน่นไปด้วยสินค้าตอนนี้เหลือเพียงของเล็กน้อยที่ผู้คนยังไม่้าทางเดินกลางห้างโล่งพอที่จะเห็นผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ไกล ๆซึ่งกำลังหาของใช้ที่ยังหลงเหลือ
เรย์มองไปรอบ ๆพลางคิดว่าคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากพวกเขาทุกคนต่างปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน
“น่าจะยังมีของเหลืออยู่บ้างหวังว่าพวกเราคงจะมาไม่ช้าเกินไปนะ”
เคนจิเอ่ยขึ้นขณะกวาดตามองไปรอบๆ
“อืม งั้นแยกกันเถอะฉันกับชิโฮะจะไปหายาเอง”
เขาเสนอให้แยกกันหาดูท่าจะเร็วกว่าเพื่อโฟกัสในสิ่งที่้าเป็อย่าง ๆ
เคนจิพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนั้น
“ตกลงฉันกับโยซึรุจะไปหาเสบียงเพิ่มที่ชั้นบน เสร็จแล้วเราไปเจอกันที่ลานจอดรถด้านหลังแล้วกัน”
“ฮารุโตะนายช่วยหาแผนที่เมืองนี้ให้หน่อยสิ ไม่มีมันคงลำบากแน่”
เรย์ไหว้วานในเมื่ออินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ ก็จำเป็ต้องพึ่งแผนที่ไว้วางแผนคำนวณเส้นทางที่ดูปลอดภัยคร่าวๆ
“ไม่มีปัญหา ไว้เป็หน้าที่ฉันเองแล้วเจอกันที่จุดนัดหมาย”
เรย์และชิโฮะเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นบนบันไดเลื่อนทำงานอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงกลไกดังขึ้นเบา ๆพวกเขาผ่านร้านขายเสื้อผ้าและร้านเครื่องประดับที่ปิดไฟมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากทางเดินที่ส่องลอดเข้ามาให้เห็นสิ่งของภายในร้านที่ยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนกับเวลาได้หยุดนิ่งไป