“ประลองระหว่างหลี่เช่อ ลำดับสอง และมู่เชียน ลำดับห้า !!”
รอบข้างเงียบสงัด เห็นได้ชัดว่าคนที่ถูกเอ่ยชื่อผู้นั้นไม่ได้อยู่ที่นี่
“หลี่เช่ออยู่ที่ใดหรือ ?” เสียงหวานเอ่ยถาม ดวงตาสีน้ำตาลกวาดผ่านชายสองสามคนที่ยามนี้รายล้อมอยู่รอบตัวของถงชี่อย่างเ็า ที่แท้พวกเขาก็คือลูกน้องของหลี่เช่อ
รับรู้ถึงรังสีสังหารจากดวงตาคู่นั้น ชายทั้งสามเหลือบมองไปยังร่างไม่สมประกอบของถงชี่แล้วรู้สึกหนาวเยือกขึ้นทันที
“ระ...รอสักครู่ขอรับ พวกเราจะรีบไปแจ้งศิษย์พี่หลี่ให้ทราบ” หนึ่งในนั้นรีบละล่ำละลักเอ่ยตอบแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เช่อนั้น... แต่เดิมไม่เคยนึกว่ามู่เชียนจะสามารถเอาชีวิตรอดจากการประลองกับถงชี่ได้ เขาจึงไม่ได้เตรียมตัวใดๆ คิดแต่จะรอรับคำท้าจากลำดับที่หนึ่งฉวนสี่เพียงเท่านั้น กระทั่งคนของเขามาตามจึงแปลกใจมาก
“เ้าว่าถงชี่แพ้...แพ้นังเด็กปราณ 7 ดาวนั่นน่ะรึ ?”
“ขอรับ ! ยามนี้ศิษย์พี่ถงกลายเป็คนพิการ ขาทั้งสองข้างนั้นไม่มีอีกแล้ว !” ลูกน้องเอ่ยตอบเสียงสั่น หวาดกลัวทั้งคนตรงหน้าและสตรีร้ายกาจผู้นั้นอย่างยิ่ง
“เปรี้ยง !!” โต๊ะไม้ตรงหน้าถูกปราณสูงส่งบีบอัดจนแตกละเอียดเป็จุล
“นางใช้วิธีใด ?!” ถึงขั้นนี้หลี่เช่อก็ยังไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่านักยุทธ์เจ็ดดาวที่เป็แค่ศิษย์ใหม่ จะสามารถเอาชนะถงชี่ที่บรรลุแปดดาวขั้นปลายทั้งยังมีปราณป้องกันแกร่งกล้าเช่นนั้นได้
“นางมีเคล็ดวิชาธาตุไฟที่รุนแรงมากขอรับ อาจเป็คัมภีร์ชั้นดินระดับกลาง ทว่ากระบวนท่าสังหารนั้นน่าจะสิ้นเปลืองพลังงานเป็อย่างมาก ข้าเห็นนางฟุบลงไปวูบหนึ่ง”
“หึ! นักยุทธ์ต่ำต้อยกล้าอวดดีกล้าท้าทายข้าและคนของข้า!...เช่นนั้นให้นางได้ทดลองคัมภีร์ดูดิญญาของข้าเป็คนแรกก็แล้วกัน !!”
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ บนเวทีประลองก็ปรากฏร่างผอมแกร็นของชายชุดน้ำเงินเข้มเกือบดำ หลี่เช่อมองร่างบางที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเวทีพลางคิดถึงคำพูดของลูกน้องที่รายงานเขาเมื่อครู่ ใบหน้าชั่วร้ายก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน ...ดูเหมือนว่านางเด็กนี่จะทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการประลองเมื่อครู่นี้จนสิ้นแล้ว
“ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ ยามนี้เ้าควรเอาเวลามาเขียนจดหมายสั่งลาพ่อแม่พี่น้องน่าจะเหมาะสมกว่า” หลี่เช่อจ้องมองคู่ประลองตรงหน้าด้วยสายตาประหนึ่งมองคนที่ตายแล้ว
เสียงเย้ยหยันทำให้เด็กสาวที่นั่งรวบรวมปราณอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ
ระหว่างที่รอหลี่เช่อมาถึง มู่เชียนที่เสียปราณธาตุไฟไปกว่าครึ่งก็ไม่ได้ปล่อยเวลาไปเปล่าๆ เด็กสาวรีบดูดกลืนปราณธาตุไฟเข้าร่างอย่างรวดเร็วเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป โชคดีที่นางมีความสามารถในดึงดูดปราณธาตุยิ่งกว่าผู้ใด เวลาที่ผ่านไปไม่นานนี้นางก็รวบรวมปราณไฟกลับมาได้หมด.. เสียดายเพียงแค่ปราณเทพอสูรเท่านั้น หากเสี่ยวจิ้งไม่อยู่ข้างๆนางก็ไม่รู้จะไปหามาจากที่ใด
“ว่าอย่างไร ..อยากได้กระดาษหรือไม่ ?” เสียงเย้ยหยันที่แว่วมาจากคนตรงหน้าทำให้มู่เชียนรู้สึกรำคาญนัก คนพวกนี้มิน่าถึงคบกันได้
“จะสู้ก็สู้... เหตุใดต้องพูดมาก ?”
“ถุย !! ...นังเด็กชั้นต่ำ...เ้าอย่าได้ใจไป !! ข้ามิใช่ระดับเดียวกับเ้าถงชี่นั่น แม้แต่ฉวนสี่ก็มิอาจเป็คู่ต่อสู้ของข้าได้”
“ข้าไม่สนใจผู้อื่น ขอเพียงเ้าและคนที่ทำร้ายจือจือทั้งหมดได้รับกรรม...!”
“หึ นังเด็กรับใช้ไม่รักดีนั่นน่ะรึ ข้าเมตตานางกลับไม่รู้จักสำนึก ตายไปก็ไม่เห็นน่าเสียดายที่ตรงไหน”
มู่เชียนได้ยินแล้วก็กำหมัดแน่น เสี่ยวจือจือคือครอบครัวคนสำคัญ เ้าสวะหลี่เช่อกลับมองชีวิตนางไร้ค่าเพียงนั้น ?!
เด็กสาวพุ่งปราดเข้าหาหลี่เช่อ ปราณธาตุเพลิงห่อหุ้มมือเล็กสองข้างเอาไว้ แล้วตวัดขวางเข้าใส่ลำคอของศัตรูทันที !
การเคลื่อนไหวของมู่เชียนรวดเร็วจนคนด้านล่างมองไม่ทัน เพลิงที่ห่อหุ้มมือไว้ก็คมกริบไม่แพ้กระบี่ปราณธาตุ แต่กระนั้นหลี่เช่อกลับไปหลบไปด้านข้างด้วยสีหน้าเบาสบาย
“เป็แค่นักยุทธ์ เจ็ดดาว กลับท้าทายยอดยุทธ์ ข้าจะให้เ้าได้เห็นว่าข้าและเ้าระดับต่างกันเพียงใด” เสียงเยาะหยันแว่วมาจากด้านข้าง พร้อมกับร่างของหลี่เช่อที่หายไปต่อหน้าต่อตา
‘เร็วมาก !’ ขณะลอบตกตะลึงในความรวดเร็วของระดับยอดยุทธ์ผู้นี้ มู่เชียนพลันรู้สึกถึงฝ่ามืออันแข็งแกร่งที่ซัดลงกลางหลังของตนอย่างจัง !
‘เปรี้ยงงง...!’ แรงโจมตีผลักร่างเด็กสาวเซไปด้านหน้าห้าก้าวก่อนจะหยุดลง มู่เชียนหันมาเผชิญหน้ากับหลี่เช่ออีกครั้งด้วยท่าทางปกติอย่างมาก .. เมื่อครู่ดีที่มีชุดเกราะเวทย์ปกป้องไว้ นางจึงไม่ได้รับอันตราย
“สวมเกราะป้องกันงั้นรึ ดูว่าจะป้องกันไปได้ถึงเมื่อไร?!” หลี่เช่อยิ้มเยาะ ก่อนจะพุ่งเข้ามาหามู่เชียนด้วยความเร็วอย่างมาก
ฝ่ามือชุดหนึ่งรัวเข้ามาโจมตีนางไม่หยุด เด็กสาวอาศัยการหลบหลีกปัดป้องตามสถานการณ์ ปราณไฟเทพอสูรห่อหุ้มมือของนางไว้ ทำให้ยังพอรับมือกับยอดยุทธ์ได้ ทว่าอย่างไรก็ตาม เพราะไม่เคยฝึกวิชาการหมัดมวย การต่อสู้ประชิดตัวคือจุดอ่อนของนาง และยามนี้มันก็ถูกหลี่เช่อจับจ้องไว้แล้ว !!!
หลี่เช่อสำเร็จระดับยอดยุทธ์ เคล็ดวิชาที่เขาใช้ก็เป็ถึงระดับอสูรขั้นสูง.. ไหนจะมีปราณธาตุมืดช่วยเสริมการเคลื่อนไหวให้ดูลึกลับคาดเดาได้ยาก มู่เชียนลอบหาจังหวะอยู่นานก็ยังไม่อาจโจมตีกลับได้
‘หากใช้อาวุธเวทย์ระดับฟ้าที่นี่ จะดึงดูดความสนใจเกินไปหรือไม่ ?’ แคว้นแห่งนี้ไม่ปรากฏอาวุธเวทย์ระดับฟ้ามานับร้อยปี.. หากนางหยิบออกมาเกรงว่าคงไม่อาจปกปิดกับราชสำนักได้
“ปัง!!” ฝ่ามือที่สองซัดเข้ามาที่กลางหลังของเด็กสาวอีกครั้ง มู่เชียนถลาไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้ ทว่าไม่จบเพียงเท่านี้ มีดเล่มหนึ่งฉาบด้วยไอมืดคมกริบพลันปรากฏขึ้นในมือของหลี่เช่อ เขาซัดมีดตรงเข้ามายังร่างที่เสียหลักอยู่
‘ปึ้ก !’มีดเล่มนั้นมิอาจทะลุชุดเกราะเวทย์ไปได้ จึงร่วงลงกับพื้นลานประลอง มู่เชียนยังคงปลอดภัยดีทุกประการ แม้จะเจ็บหลังจนมั่นใจได้ว่าต้องทิ้งรอยช้ำเป็ปื้น แต่ก็นางไม่คิดเสียเวลาคร่ำครวญใดๆ เด็กสาวพลิกตัวหันกลับมาดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายสีแดงเจิดจ้า
หากไม่สามารถใช้อาวุธเวทย์ได้เช่นนั้นก็เหลือเพียงคัมภีร์เพลิงประทับเท่านั้น !!
“เพลิงประทับโลกันตร์ !!!”
มู่เชียนซัดเพลิงประทับโลกันตร์เข้าใส่ร่างที่กำลังพุ่งเข้ามาหา ปราณธาตุไฟที่เหลืออยู่ทั้งหมดถูกทุ่มเทลงไปในการโจมตีครั้งนี้อย่างไม่เสียดาย ทว่าเพราะเพลิงจากเทพอสูรที่เหลืออยู่นั้นน้อยลงไปกว่าครั้งแรก ความร้ายแรงของกระบวนท่านี้จึงต่างกับครั้งก่อนอยู่บ้าง
เห็นเพลิงขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือเด็กสาวตรงหน้า หลี่เช่อก็มิได้วิตกแต่อย่างใด มันทำมือเป็รูปมุทราเป็รูปวงกลม แล้วพลังธาตุมืดพลันพวยพุ่งออกมา
“คัมภีร์ดูดิญญา สะท้อน !!!”
ปราณธาตุมืดจากหลี่เช่อพุ่งเข้ามาเกาะเกี่ยวกลืนกินปราณธาตุไฟของนางลงไป ก่อนจะแปรกลับเป็ปราณโจมตีที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง
‘บรึ้มมมม...!!’ เสียงะเิกระทบร่างของมู่เชียนดังลั่น เมื่อปราณธาตุมืดที่รุนแรงกว่าเพลิงประทับโลกันตร์กระแทกกลับมา นั่นคือความสามารถของกระบวนท่าสะท้อนของคัมภีร์ดูดิญญา สามารถแปรการโจมตีของศัตรูให้กลับไปหาเ้าของทั้งรุนแรงขึ้นนับสิบเท่า
“ฮ่าฮ่า คราวนี้รู้จักตายหรือยัง ?” หลี่เช่อหัวเราะลั่น.... ดีที่การสังหารบนเวทีแห่งนี้ไม่ใช่เื่ผิดกฎสำนัก เขาจึงสามารถใช้คัมภีร์ดูดิญญาออกมาได้อย่างสบายใจ
ไร้เสียงตอบรับจากกองเพลิงสีดำ ขณะที่หลี่เช่อกวาดตามองหาซากร่างของนาง มู่เชียนพลันพุ่งตัวออกมาจากกลุ่มเพลิงนั้นรวดเร็วอย่างมาก ... การโจมตีที่สะท้อนมาเมื่อครู่นี่นับเป็ครั้งที่สี่แล้ว เหลือเพียงครั้งเดียวเกราะเวทย์ชุดนี้ก็จะคลายอาคมลง นางไม่อาจรอได้อีกต่อไป
หลี่เช่อตกตะลึงกับเด็กสาวที่ไม่ได้รับาเ็สักนิด หากเปลี่ยนเป็ตัวเขาเองโดนเข้าเต็มๆอย่างนี้แม้แต่ผมสักเส้นก็ไม่เหลือ..
มู่เชียนฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามยืนนิ่ง รีบเร่งฝีเท้าเข้าหา ทว่าหลี่เช่ออย่างไรก็เป็ยอดยุทธ์ ประสบการณ์ต่อสู้โชกโชนมาก บุรุษชั่วร้ายได้สติขึ้นทันเวลา เขารีบกระแทกฝ่ามือทรงพลังออกไปขวางมู่เชียนไว้
เด็กสาวพลิกร่างหลบไปอีกทาง ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายวาบตัดสินใจจะใช้ดาบเวทย์ระดับฟ้าสังหารคนตรงหน้า ขณะมือน้อยล้วงเข้าไปในมิติกำไลกลับรู้สึกได้ถึงปราณคุ้นเคยเสียก่อน
หลี่เช่อสังหารมู่เชียนไม่สำเร็จสักทีกำลังนึกหงุดหงิดปนหวาดหวั่น จู่ๆเห็นเด็กสาวชะงักยืนนิ่งก็คลี่ยิ้มชั่วร้าย ปราณมืดลอบซัดมีดคมกริบเล่มหนึ่งออกมา.. ตอนนั้นเองที่หลี่เช่อสังเกตุเห็นว่าบนไหล่ของมู่เชียนปรากฏสิ่งมีชีวิตสีแดงคล้ายกิ้งก่าเกาะอยู่ !
เทพอสูรตัวน้อยอดหลับอดนอนมาหลายวันจึงอารมณ์ไม่ดีนัก เมื่อหันไปเห็นมีดเล่มหนึ่งพุ่งมาก็อ้าปากหมายจะพ่นไฟเผาให้ราบทั้งคนทั้งมีด
เสียดาย...ร่างๆหนึ่งเพิ่งลงมือตัดหน้าเขาไปก่อนแล้ว
“เคร้ง !!” มีดเล่มนั้นร่วงลงกลางทางอย่างประหลาด เบื้องหน้ามู่เชียนปรากฏร่างหญิงงามอรชรนางหนึ่ง ครึ่งบนนั้นคืุ์เพศหญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุดที่ผู้ใดจะนึกฝัน ผิวขาวราวหิมะ ผมสีดำเหยียดยาวจรดเอว รูปร่างทรวดทรงเย้ายวนยิ่งนัก
ทว่าครึ่งล่างของสาวงามกลับเป็หางสีดำที่ยาวเหยียดอวบหนา มันโบกสะบัดม้วนไปมาอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของร่างงาม ในมือขาวกระจ่างยึดกุมวัตถุสีแดงสดที่กำลังเต้นตุบๆเอาไว้
หลี่เช่อมองหัวใจสดๆที่เต้นแรงอยู่ในมืองดงามตรงหน้าแล้วพลันเจ็บอกขึ้นมา เขาก้มลงมองโพรงอกที่ว่างเปล่าของตนครั้งหนึ่งก่อนภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็มืดดับ... ร่างของบุรุษผู้ชั่วร้ายล้มลงตายไปอย่างเงียบงัน
อสรพิษครึ่งสาวงามบิดกายครั้งหนึ่งอย่างสบายใจก่อนจะปล่อยหัวใจชิ้นนั้นร่วงลงพื้นดั่งขยะไร้ค่า ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปเห็นร่างพิการของถงชี่ก็พลันจดจำได้ หางขนาดใหญ่สะบัดแรงขึ้นอย่างสนุกสนาน ขณะที่ใบหน้างดงามแย้มยิ้มร่าเริง
“อืมม...วันนั้นเ้าก็อยู่ด้วยนี่นา” เสียงเอ่ยทักอ่อนหวาน.. ทว่าย่อมไม่มีผู้ใดคิดว่านั่นคือเจตนาดีไปได้ อสูรสาวกำลังจะพุ่งเข้าใส่ถงชี่ ทันใดนั้นเสียงกังวานใสพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“จือจือ...?”
ร่างของอสรพิษที่กำลังบ้าคลั่งหยุดชะงัก ก่อนจะหดเล็กลงรวดเร็วอย่างมาก อึดใจเดียวก็เหลือเพียงเด็กหญิงวัย 12-13 ปี ผู้มีท่าทางไร้เดียงสา เด็กน้อยยังสวมชุดสีเหลืองอ่อนเช่นเดียวกับวันที่ถูกทำร้าย
“คุณหนู..” จือจือหันมายิ้มให้มู่เชียน รอยยิ้มนั้นแสนร่าเริงและบริสุทธิ์ ไม่คล้ายกับสัตว์อสูรที่เพิ่งจะควักหัวใจสังหารคนไปเมื่อครู่แม้แต่น้อย
“คิดถึงท่านเหลือเกินเ้าค่ะ...คิดว่าชาตินี้ข้าต้องตายกลายเป็ผีโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดดูใจเสียแล้ว” ร่างเล็กเอ่ยพลางวิ่งเข้ามากอดนายสาวไว้ คล้ายยังเป็เสี่ยวจือจือคนเดิมที่ไม่ได้เปลี่ยนไป มีเพียงดวงตากลมโตสีฟ้าคู่นั้นที่แสดงความแข็งกร้าวเช่นอสูรร้าย
ที่แท้นางแสร้งทำกิริยาเช่นเด็กน้อยไปเพียงเพื่อหยอกล้อให้คุณหนูสบายใจเท่านั้น แม้จะยังเคารพรักทว่านางมิได้้าพึ่งพาให้นายสาวดูแลอีกต่อไป ตรงกันข้ามนางจะคอยคุ้มครองดูแลคุณหนูเอง !!
“เ้ากลับมาก็ดีแล้ว” มู่เชียนลูบศีรษะเล็กอย่างทะนุถนอม กิริยาที่เสี่ยวจือจือแสดงออกมา มู่เชียนย่อมทราบดีว่าเป็เพียงแค่เื่หลอกลวงเท่านั้น
จือจือเปลี่ยนไปและไม่มีวันเหมือนเดิมอีกตลอดกาล...!!
“นั่นมันสัตว์อสูรหรือ ? เหตุใดเด็กรับใช้ของศิษย์น้องมู่จึงกลายเป็สัตว์อสูรไปได้…??”
“เป็ไปได้อย่างไร มนุษย์คืุ์ จะกลายเป็สัตว์อสูรได้อย่างไร นี่มันประหลาดเกินไป…?!!”
“จือจือนางเป็สัตว์อสูรแต่แรก แต่ที่ผ่านมาถูกสะกดไว้ เมื่อถูกทำร้ายสายเืก็พลันหลุดจากพันธนาการ ก็เท่านั้น” เสียงฝูงชนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายเสี่ยวจิ้งได้เตรียมคำตอบไว้ให้นางนานแล้ว
“โอ้... มู่เชียนสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งปานนี้ ผู้ใดจะกล้าชิงตำแหน่งศิษย์สายในกับนางอีก ?”
“สัตว์อสูรเก่งแล้วอย่างไร การประลองคัดเลือกมิใช่การประลองเป็ตาย ระบุชัดเจนห้ามใช้สัตว์อสูรและอาวุธเวทย์ ถึงเวลานั้นย่อมมีผู้ท้าชิงมากมายหวังแย่งตำแหน่งนาง”
“พลังฝีมือนางมิใช่ด้อย เ้าไม่เห็นสภาพถงชี่หรือไร ผู้ใดอยากสู้ก็สู้ไปผู้เดียวเถิด หากข้าเจอนางในการประลอง ข้าจะขอสละสิทธิ์แน่นอน”
ท่ามกลางเสียงวิพากวิจารณ์ ผู้เฒ่าหานก้าวขึ้นมาบนลานประลอง ชายชราเหลือบตามองร่างไร้ิญญาของหลี่เช่อครั้งหนึ่งอย่างเวทนา การประลองแห่งนี้ ไม่มีกฎใดทั้งสิ้น ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย ในเมื่อยามนี้ หลี่เช่อตายไปแล้ว เขาจะได้กลับไปนอนเสียที
“ผู้ชนะคือ มู่เชียน ขึ้นเป็ศิษย์สายนอกลำดับสอง”
มู่เชียนค่อยๆลุกขึ้น โค้งคารวะท่านผู้เฒ่าหาน ส่วนเสี่ยวจือจือหันไปยิ้มหวานให้ลิ่วล้อทั้งสองคนของหลี่เช่อครั้งหนึ่ง ทว่าดวงตานั้นเย็นเยียบจนชายสองคนนั้นขาสั่นแทบร่วงไปกับพื้น
มองสภาพอนาถของสองคนนั้นจนพอใจแล้วเสี่ยวจือจือก็เข้ามาประคองคุณหนูของตนลงจากเวทีอย่างร่าเริง ด้านล่างนางได้พบกับคนอีกคนหนึ่งที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำของนางเช่นกัน
“จือจือ…นั่นเ้าจริงหรือ ?” ฉวนสี่เอ่ยด้วยสีหน้าสับสนอย่างมาก เด็กน้อยน่ารักคนนี้ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ทว่าในดวงตากลมโตคู่นั้นไม่หลงเหลือแม้เศษเสี้ยวของความหวาดกลัวในตัวเขาอีกต่อไป.. เหมือนจะมีร่องรอยท้าทายและหยอกล้อด้วยซ้ำ
‘คนๆนี้แกล้งข้าไว้มาก .. แล้วตอนนี้ยังจะมองมาด้วยสายตารันทดน่าขนลุกเช่นนั้น ?!’เสี่ยวจือจือรู้สึกหงุดหงิดปนหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หางอวบใหญ่สีดำสะบัดวูบ โยนร่างฉวนสี่ออกไปไกลลิบ
“ตูม !!” ยอดยุทธ์ร่างสูงที่มัวแต่ตกตะลึง ยามนี้ค่อยพบว่า...ร่างของเขาเพิ่งร่วงลงในบึงน้ำขนาดใหญ่ใกล้ๆ... เสียงหัวเราะกังวานใสจากผู้ลงมือเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
“ฮ่าฮ่า ฮ่า…ไปกันเถอะเ้าค่ะ คุณหนู” จือจือหัวเราะพลางเดินแกว่งมือคุณหนูไปพลางอย่างอารมณ์ดี