กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 18

    บรรยากาศภายในบริเวณหน้าเรือนไม้ลำดับหนึ่งเต็มไปด้วยความเงียบ กว่า 3 ปีที่ผ่านมา เรือนไม้ลำดับหนึ่งไม่เคยถูกท้าชิงมาก่อน เล้งซุนเองก็ไม่ปรากฎตัวมากว่า 3 ปีแล้วเช่นกัน มีเพียงช่วงเวลารับทรัพยากรเท่านั้นที่เรือนไม้หลังนี้จะถูกเปิดออกไม่มีใครรู้ว่าบัดนี้ระดับการบ่มเพาะของเล้งซุนอยู่ที่ระดับใดในตอนนี้ แต่เหตุผลที่ไม่มีใครกล้าไปท้าทายนั่นเพราะ เล้งซุนเป็นคนเดียวที่อยู่ในระดับปฐพีของศิษย์สายนอก ด้วยเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนทำให้เขาเก็บตัวฝึกฝนไม่ยอมออกจากเรือนไม้และไม่ยอมเข้าทดสอบเพื่อเป็นศิษย์สายในหยางอี้ที่สอบถามข้อมูลของเล้งซุนจากศิษย์บางคนก็ได้รับข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อสามปีก่อนเล้งซุนเป็นคนที่โดดเด่นอย่างมากของศิษย์สายนอก เขาเข้าสำนักเมื่ออายุ 20 ปี และใช้เวลา 5 ปีในการไปถึงระดับปฐพีขั้นที่ 2 ทว่าในการทดสอบครั้งนั้น เล้งซุนกลับเจอเข้ากับศิษย์ที่โดดเด่นคนหนึ่งของสำนัก และมีเรื่องราวกันเล็กน้อย และในการทดสอบครั้งนั้นศิษย์คนนี้คือผู้ที่รับหน้าที่ทดสอบเล้งซุน ด้วยการที่เขาเป็นถึงศิษย์สายในลำดับต้นๆทำให้เล้งซุนถูกกลั่นแกล้งและได้รับความอับอายอย่างมาก หลังจากการพ่ายแพ้ในครั้งนั้นเล้งซุนก็ไม่ปรากฎตัวออกมาอีกเลย ทำให้ 3 ปีที่ผ่านมานี้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเล้งซุนอยู่ในระดับใดหยางอี้แม้จะไม่คิดมากทว่าก็มิได้ประมาทเช่นกัน ต้องรู้ว่านี่คือผู้ที่อยู่ในระดับปฐพีมามากกว่าหลายปีแล้ว ระดับความเข้มข้นของพลังปราณและความเสถียรไม่อาจเทียบได้กับพวกศิษย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเลื่อนระดับมาได้ไม่นานเช่นพวกเจินเซียง นั่นเป็นเหตุว่าทำไมศิษย์ที่โดดเด่นที่มีการบ่มเพาะพลังระดับเดียวกับพวกผู้อาวุโสจึงไม่กล้ายั่วยุเหล่าเฒ่าชรา“ข้าหยางอี้ศิษย์สายนอกลำดับที่ 17 ขอท้าประลองชิงอันดับที่ 1 กับศิษย์พี่เล้งซุน!”เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้งทันที มีหลายคนที่คิดว่าหยางอี้จะไม่กล้าท้าประลองกับเล้งซุน อันที่จริงหน้าใหม่ของ 10 อันดับแรกหยางอี้ยังคงสามารถท้าประลองได้ตามกฎของสำนัก ทว่าแล้วอย่างไร ? ชายหนุ่มผู้นี้ล้วนต้องการความท้าทาย นี่มิใช่การประลองเอาชีวิตกัน หยางอี้เองก็มิได้ทดสอบฝึมือตนเองมานานแล้ว... นาน? กับคนอื่นนั้นอาจจะผ่านไปเพียง 1 เดือน ทว่ากับหยางอี้อยู่ในมิติพิเศษนั้นช่วงเวลาได้ผ่านมามากกว่าผู้อื่นหลายเท่านัก ชายหนุ่มเองก็เริ่มคันไม้คันมือขึ้นมาแล้ว พวกขี้ปะติ๋วลิ่วล้อที่เฉินซิส่งมาจะเทียบได้อย่างไรกับเล้งซุนแอ้ดดดด !เสียงประตูเรือนไม้ถูกเปิดออก พร้อมกับไอพลังปราณที่แผ่ทะลักออกมา เหล่าศิษย์คนอื่นๆต่างลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อสูรสายนอกนั้นเป็นดั่งตำนานของเขาทดสอบ ไม่มีใครครั่นคร้ามถึงความแข็งแกร่งของเขา ทุกคนต่างรู้ว่าที่เล้งซุนนั้นแข็งแกร่งพอที่จะเข้าเป็นศิษย์สายในได้นานแล้ว ทว่าด้วยความเจ็บแค้นที่ถูกทำให้อับอายจึงทำให้เขารั้งอยู่เป็นศิษย์สายนอกไม่ยอมเข้าทดสอบท่ามกลางความมืดมิดของเรือนไม้ด้านใน ร่างของชายคนหนึ่งค่อยๆปรากฎออกมา ทั้งร่างเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผิวพรรณหยาบกระด้าง หนวดเครายาวเฟ้อพร้อมกับผมสีดำที่ยาวพะรุงพะรัง หยางอี้มองไปแว้บเดียวถึงกับคิดในใจว่า ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเล้งซุนเป็นเพียงศิษย์สายนอก ด้วยภาพนี้หากบอกว่าเล้งซุนเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักจะน่าเชื่อถือมากกว่า“เจ้าคือคนที่ท้าทายข้า?”เล้งซุนมองไปยังหยางอี้ก่อนจะเอ่ยถามออกมา ชายคนนี้ไม่ได้ปล่อยแรงกดดันอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยความดุดัน แกร่งกล้า หยางอี้พยักหน้าคราหนึ่ง ขณะที่เล้งซุนลอบสำรวจชายหนุ่มเบื้องหน้าพลางพยักหน้าหงึกๆ ไปด้วย ก่อนจะกล่าวถามออกมาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีเจตนาดูถูกเลยแม้แต่น้อย“เจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะให้ข้าสนุกหรือไม่?”“แน่นอน ข้าคิดว่าการต่อสู้ของเราคงเป็นอะไรที่น่าสนุกไม่น้อย”หยางอี้เองก็ถูกบรรยากาศของเล้งซุนชักนำจนกระหายในการต่อสู้แล้วเช่นกัน“ฮ่าๆๆๆ ดี ดี ข้าไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแล้ว ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนทดสอบแล้วกัน”เล้งซุนกล่าวออกมาพร้อมกับเดินหมุนตัวกลับไปเว้นระยะห่างกับหยางอี้ 10 เมตร และยืนตัวตรงเพื่อรอการปะทะแม้จะเป็นเพียงการยืนนิ่งๆ ทว่าสิ่งที่ทุกคนรู้นั้นราวกับเล้งซุนคือภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง ภูเขาที่ไม่อาจสั่นคลอนและพร้อมรับทุกการโจมตีจากศัตรูเบื้องหน้าเหล่าคนดูถอยออกเป็นวงกว้างการปะทะกันของระดับปฐพีไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับไหวหากโดนลูกหลง หยางอี้ตั้งสมาธิไม่หลงเหลือความวอกแวกในสายตา สูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะค่อยๆระบายออกมา พร้อมกับบุคลิกที่เปลี่ยนไป จากเด็กหนุ่มคนก่อนหน้าที่เต็มไปด้วยความกระหายในการต่อสู้กลับกลายเป็นดังนักล่าที่จ้องมองเหยื่อ เล้งซุนสัมผัสได้ถึงสายตาของหยางอี้ก็ไม่รอช้า มุมปากยกยิ้มหัวใจสั่นไหวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พลังปราณระดับปฐพีขั้นที่สองถูกปลดปล่อยออกมาทันที เศษฝุ่นใบไม้แห้งปลิวกระจายว่อนออกไปเป็นวงกว้าง หยางอี้โคจรพลังปราณต้านแรงกดดันก่อนจะพุ่งเข้าหาเล้งซุนอย่างซึ่งหน้าปัง !เสียงดังสนั่นจนแสบแก้วหูสะเทือนลั่นไปยังโสตประสาทของผู้ชม ไอพลังปราณตกค้างจากหมัดต่อหมัดระเบิดกระจายออกเป็นประกายไฟ ปัง ปัง ปัง ปังหมัดต่อหมัดรัวใส่กันไม่ยั้ง หัวใจของผู้คนกลายเป็นสั่นไหวเมื่อมองไปยัง ทั้งคู่ที่ต่อสู้กันอยู่เบื้องหน้า ลำตัวที่ตั้งตรงราวกับต้นไม้สูงใหญ่ สองขาที่จมปลักอยู่กับพื้นดินไม่อาจสั่นคลอนดั่งรากลึกของต้นไม้พันปี สองคนที่ระดมสาดเข้าหากันในระยะประชิดราวกับกระสุนปืนใหญ่ที่ทรงพลัง10 หมัด50 หมัด100 หมัดผ่านไป 1 ก้านธูปทั้งคู่ซัดกันไปกว่าร้อยหมัดแล้ว พื้นดินโดยรอบถูกแรงปะทะอันหนักหน่วงกดทับจนเกิดเป็นแอ่งกว้างกว่า 10 เมตร โดยมีเพียงส่วนเล็กๆที่ทั้งสองยืนปักหลักอยู่ที่ยังคงสภาพไว้เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดังออกมาจากทั้งสองคนราวกับอสูรร้ายที่ได้รับการปลดปล่อย เป็นเสียงที่สนุกสนานและบ้าคลั่ง จนผู้ชมที่ได้ฟังต้องสั่นสะท้าน ตั้งแต่การต่อสู้ดำเนินมาไม่มีแม้สักคนที่ปริปากพูด ตลอดหนึ่งก้านธูปได้ยินเพียงเสียงหัวเราะและท้าทายกันเองของชายทั้งสองคน“ฮ่าๆ ไอ้หนู เจ้าเองก็มิได้ดีแต่ปากนี่หว่า”“ฮี่ๆ ท่านเองก็เช่นกัน”การปะทะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพียงกำลังต่อกำลัง ไร้ซึ่งอาวุธ ไร้ซึ่งทักษะวิชา การปะทะกันของบุรุษผู้องอาจทั้งสอง ในใจพวกเขามีเพียงเสียงร่ำร้องที่เหมือนกันสนุก..สนุกมาก...เข้ามาอีก.....เข้ามาให้มากกว่านี้.......“ไอ้หนูเลิกเล่นแล้วมาเอาจริงกันดีกว่า เจ้าว่างั้นไหม?”“ข้าเองก็เบื่อแล้วเช่นกัน!”คำพูดนี้ทำให้คนฟังต่างสั่นสะท้าน เล่น? เอาจริงดีกว่า? บัดซบ นี่พวกเจ้ายังไม่เอาจริงกันอีกเรอะ!ทันใดนั้นทั้งคู่ก็แยกออกจากกันระยะหนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาทั้งสองจะยิ้มเหี้ยม เล้งซุนเริ่มโคจรพลังปราณตามวิถีของทักษะก่อนที่ร่างกายจะเริ่มคล้ำลงศิษย์บางคนที่มองออกต่างตกตะลึงก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ“นั่น กายาทมิฬ ไม่น่าเชื่อว่าศิษย์พี่เล้งซุนจะฝึกสำเร็จถึงขั้นนี้แล้ว”กายาทมิฬเป็นทักษะสายเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ เป็นทักษะในระดับปฐพีขั้นสูง เล้งซุนได้รับมาเมื่อ 3 ปีก่อนโดยแลกกับแต้มที่กับ 5 ปี ด้วยการทุ่มเทอย่างหนัก เขาตัดสินใจจะใช้ทักษะนี้ในการลบความอับอายเมื่อครั้งก่อน“ระวังด้วยเจ้าหนู หมัดของข้าตอนนี้ป่นได้กระทั่งผาหิน!”