หลังจากมื้ออาหารค่ำที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจบลง
เชนขอตัวพารินออกมาคุยที่ระเบียงห้องพักเป็นการส่วนตัว ลมเย็น ๆ ของเขต12 ยามรัตติกาล แสงไฟสว่างของตึกลับฟ้า ที่ยุ่งวุ่นวายเหมือน ยามค่ำคืนไม่เคยหลับใหล พัดเย็นๆ ผ่านโชยเข้าหาใบหน้าของทั้งคู่
เชนเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าปากัว ให้รินฟังแบบคร่าว ๆ โดยเฉพาะเรื่องการวิวัฒนาการของต้นไม้ชีวิต และการปรากฏตัว ของพวกระดับชาติ
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ เพราะไม่อยากให้ แม่เอิญ ที่เพิ่งฟื้นตัวต้องมาพลอยเป็นกังวลกับเรื่องเสี่ยงตายของเชน จนกลายเป็นเรื่องกังวล
สายตาของคนเป็นแม่ ที่หลังประตูห้องนั่งเล่น แม่เอิญแง้มประตูออกมาดูเพียงเล็กน้อย
ภาพลูกชายของนางที่บัดนี้ดูตัวสูงโปร่ง ไหล่กว้างขึ้น และมีแววตาที่หนักแน่นเหมือนผู้ใหญ่ กำลังยืนคุยกับหญิงสาวคนหนึ่ง ทำให้นางอดยิ้มออกมาไม่ได้
แม้จะไม่รู้ว่าเชนไปเจออะไรมาบ้าง แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่บอกนางว่า ลูกชายคนนี้ แบกรับอะไรไว้มากมาย เพื่อพาเธอกลับมา นางค่อย ๆ ปิดประตูลงเบา ๆ เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวกับคนหนุ่มสาว
ซึ่งก็ไม่อยากให้ลูกชาย เป็นกังวลกับเรื่องของนางมากนัก
ด้านของรินที่ได้ฟังเรื่องราวความโกลาหลบนเกาะป่าปากัว อดย่นคิ้วไม่ได้ "มันวุ่นวายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย... มิน่าล่ะ ฮันเตอร์ระดับชาติของสหรัฐอเมริกา อย่างไอโอเซฟถึงเคลื่อนไหว เพราะผลชีวิตที่ปรากฏขึ้นมานี่เอง"
เธอนั่งลงบนขอบระเบียงพลางมองเสี้ยวหน้าของเชนที่ดูอิ่มเอมใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป้าหมายที่เขาเคยตั้งไว้ดูเหมือนจะสำเร็จลุล่วงไปแล้ว รินจึงลองหยั่งเชิง ถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกมาดู
"แล้วนาย... จะเอาอย่างไรต่อกับอาชีพฮันเตอร์ล่ะ?"
เชนพิงหลังกับราวระเบียง มองออกไปที่แสงไฟของเมืองหลวง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ดูแฝงไว้ด้วยความคาดหวังไม่น้อย “บางที... คงถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปใช้ชีวิตปกติที่มันควรจะเป็น ส่งพิซซ่าเหมือนเช่นเคยแล้วกระมัง?”
“นายว่าไงนะ!” รินหันขวับมามองทันที เธอพุ่งเข้าคว้าคอเสื้อของเชน แล้วดึงเข้ามาใกล้จนหน้าแทบจะชนกัน
แววตาของเธอดูทั้งโกรธและเสียดายในเวลาเดียวกัน “คนที่มีพรสวรรค์ขนาดนาย... จะทิ้งมันไปเฉย ๆ เพื่อไปส่งพิซซ่าเนี่ยนะ? นายเอาจริงเหรอเชน!”
“ผมก็เอาจริงน่ะสิครับ” เชนหัวเราะแห้ง ๆ แม้จะถูกคุกคาม แต่เขาก็ไม่ได้ถอยหนี ความตั้งใจของตนเอง ที่จะได้อยู่ใช้ชีวิตกับแม่อีกครั้ง
รินเห็นความตั้งใจ ในดวงตาของเชน ตอนนี้ดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ความโกรธในใจของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เธอปล่อยมือจากคอเสื้อเขา แล้วโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน
"รับปากฉันอย่างหนึ่ง... ต่อให้นายจะไปส่งพิซซ่าหรือทำอะไร นายต้องห้ามทิ้งการฝึกฝน อย่างน้อยก็อย่าแพ้ฉันเชียวล่ะ"
พูดจบ รินก็โน้มตัว ทัดผมข้างใบหูของตนเอง ยื่นหน้าเข้าหาเชนทันที ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนปากของอีกฝ่าย อย่างนุ่มนวลและดูดดื่ม เป็นจังหวะเดียวกับที่ พลุไฟโฮโลแกรม จากตึกสูงย่านใจกลางเมืองระเบิดออก เป็นสีสันสวยงามสะท้อนในดวงตาของทั้งคู่
มันเป็นจูบที่เป็นทั้งการลา และคำมั่นสัญญา… รินรีบถอนตัวออกมา ด้วยใบหน้าแดงซ่าน
ก่อนจะรีบออกจากห้องอพาร์ทเม้นท์ไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เชนยืนส่งอยู่ที่ประตู พลางโบกมือลา เบาๆ เขามองรุ่นพี่สาวขึ้นรถ จนลับสายตาไป…ความรู้สึกตื่นเต้น และโลกที่โลดโผนในช่วง2ปีผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นเพียงความฝัน ที่จบลงอย่างสวยงาม
หลังจากคืนนั้น...
รินเดินทางกลับประเทศจีนเพื่อรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยราชัน ตามกำหนดการเดิม บรรยากาศในค่ายฝึกยังคงคึกคักเหมือนเช่นเคย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เหล่าฮันเตอร์ และหัวหน้าผู้คุมค่าย ต้องประหลาดใจคือการไม่ได้เห็น รายชื่อผู้เป็นอันดับ3 อย่างเชนมารายงานตัว แม้แต่มาร์คอันแลน เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เลือกจะถอนตัวไม่เข้าร่วม
ฮันเตอร์หลายคนที่มองเชน เป็นเหมือนคู่แข่งของพวกเขาแล้ว ต่างก็บ่นกันออกมาน้อยๆ “เฮ้ย! เจ้าบ้านั้นหนีไปแล้ว… ทีนี้พวกเราจะเอาคืนสายสนับสนุน คนนั้นอย่างไรได้อีก”
“อืมๆ” ขณะเสียงฮันเตอร์ นักเรียนมองกระดานอันดับ ต่างก็ลอบถอนลมหายใจออกมา รัวๆ
เกรงว่าจะมีแต่อาเวย ที่เผยใบหน้าเข้าใจเชนขึ้นมา “แบบนี้ ดีที่สุดสำหรับเจ้า แล้วงั้นหรือสหาย?”
เวลาเดียวกันนั้นอีกด้าน เชนกลับมาขับรถส่งพิซซ่า ร้านหัวมุมตึกที่เดิม ยังไอจามขึ้นมาน้อยๆ “ใครกำลังนินทา ข้าอยู่กัน” แค่ก! แค่ก! ขณะเกือบขับรถสกู๊ดเตอร์ แหกโค้ง ต้องตะโกนขอโทษรถเหาะคันอื่นๆ ปีบเสียงเตือนขึ้นมาอย่างวุ่นวาย
ส่วนนี้ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย หลี่ไป๋ ยังโทรติดต่อไปหาเชนเป็นการส่วนตัว หลังจากเขาส่งออเดอร์แรกเสร็จ…แต่เหมือนราชาเพลิง หลี่ไป๋ ฮันเตอร์ระดับชาติ ก็เกลี้ยกล่อมอะไรอีกฝ่ายมากไม่ได้ตอนนี้
“หากเจ้าอยากกลับมาเมื่อใด มหาวิทยาลัยราชัน ยังเปิดหน้าประตูต้อนรับเจ้า กลับมาอยู่เสมอ!”
เชนกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจที่สุด “ผู้อำนวยการ หลี่ไป๋ หากผมพร้อมเมื่อใด จะไปหาคุณอย่างแน่นอนครับ” ครั้นสิ้นคำผู้จัดการสาว จะส่งออเดอร์ให้เชนไปส่งต่อ
ก่อนสายนั้นของหลี่ไป๋จะตัดไป… ชายหนุ่มอายุ30ต้นๆ พลางลอบส่ายหัว เบาๆ จริงๆ เขาก็ไม่ได้เกลียดชีวิตธรรมดาเท่าใดนัก