หลายวันก่อนหน้า ณ เขตสลัมทางทิศใต้ของทารอน ภายในตึกร้างทรุดโทรมที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเงามืดของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังประชุมกันอย่างลับ ๆ รอบโต๊ะไม้ที่หักบิ่น บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระซิบของสายลมทะเลทรายที่พัดผ่านรอยแตกของกำแพง
“อย่างที่รู้กันดีว่าการรบที่กำลังจะมาถึงนี้ ทารอนเสียเปรียบทุกด้าน” อาเธอร์ พูดอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังแต่ละคน “ไม่ว่าจะเรื่องจำนวน ทรัพยากร และที่สำคัญคือ ยุทธวิธี การชนะอย่างเด็ดขาดนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน”
อาเธอร์หยุดเงียบไปพักหนึ่งเพื่อให้ทุกคนกลืนความจริงอันขมขื่นนั้นลงไป “นั่นหมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเราคือ การทำให้พวกคาร์ทุซเสียหายมากพอ จนกว่ามันจำต้องถอยกลับไป แล้วต้องให้พวกมันใช้เวลาอีกพักใหญ่ถึงจะบุกมาได้อีกครั้ง เพื่อให้ทารอนได้เตรียมพร้อมมากกว่านี้”
วาลาส ขมวดคิ้วแน่น เขาเป็นชายนักรบที่มองโลกตามความเป็นจริง “เจ้าบอกเองว่าทารอนเสียเปรียบ แล้วเราจะทำความเสียหายระดับนั้นให้คาร์ทุซได้ยังไง? ถ้าจะทำแบบนั้น ทารอนก็คงพังไม่ต่างกัน”
“เจ้าพูดถูก” อาเธอร์ยิ้มเล็กน้อยที่ดูมั่นใจ “ดังนั้นเราจึงต้องใช้ ตัวแปร ที่พวกนั้นยังไม่รู้ นั่นคือตัวข้า และก็เดวิด” เขาชี้ตัวเองและเดวิดที่ยืนนิ่งราวเงามืดข้างกำแพง
“เจ้ากับเดวิดอย่างนั้นหรือ?” วาลาสยักคิ้วสงสัย มองเดวิดที่เงียบกริบ
“ถูกต้อง” อาเธอร์พยักหน้า “แผนของข้าคือข้าจะนำทัพกองกำลังพันธมิตรของตระกูลอัลดาริส ไปแอบตั้งค่าย ที่ทางเหนือของที่ราบคาราดูน ที่ๆ คาดการณ์เอาไว้ว่าเป็นที่ตั้งค่ายของพวกมัน จากนั้นให้ ราเมซ ไปรายงานเรื่องแผนนี้ต่อสภาเรื่องแผนนี้” อาเธอร์หรี่ตาลงมองราเมซที่นั่งเงียบ “ข้ามั่นใจเก้าในสิบส่วนเลยว่าภายในสภาต้องมี หนอนบ่อนไส้ อยู่ และมันจะนำเรื่องที่ตั้งของค่ายลับนี้ไปบอกพวกคาร์ทุซอย่างแน่นอน”
“แล้วทำไมเจ้าถึงอยากให้พวกมันรู้ว่าเจ้าแอบไปตั้งค่ายที่ตรงนั้นด้วย?” คาย่า ถามขึ้นด้วยความมึนงง คนอื่นๆ ต่างก็งงด้วยเช่นกัน
อาเธอร์ยิ้มกว้างอย่างเยือกเย็น “นี่แหละตัวแปรที่พวกมันไม่รู้ ข้าจะ ยอมให้พวกมันจับตัวไป”
ราวกำลังโยนระเบิดใส่ที่ประชุม “ห๊ะ!” ทุกคนอุทานพร้อมกัน
“ถ้าเจ้าอยากจะตายนักล่ะก็ ทำไมไม่เดินไปให้หนอนยักษ์ทะเลทรายกินซะให้มันจบ ๆ เลยเล่า!” คาย่าพูดด้วยน้ำเสียงโมโหปนประชด
‘มันมีหนอนยักษ์ด้วยหรอ?’ อาเธอรคิดตามแต่ก็สลัดมันไป เขาไม่ตอบโต้คาย่า แต่เขาหยิบมีดพกขึ้นมาแล้ว กรีด ลงบนฝ่ามือตัวเองเป็นแผลยาวลึก เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาทันที
“นี้เจ้าทำบ้าอะไรอีกเนี่ย!?” คาย่าพยายามจะห้าม
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขยับตัว บาดแผลที่มือของอาเธอร์ก็ สมานตัว เข้าหากันอย่างรวดเร็ว เนื้อที่ฉีกขาดเชื่อมประสานกันราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทิ้งไว้เพียงรอยเลือด และรอยแดงจาง ๆ ที่หายไปในพริบตา ภาพนี้ทำให้คนในที่ประชุมนิ่งอึ้ง ทุกคนได้แต่อ้าปากค้างมองด้วยความหวาดระแวง
“ข้าไว้ใจพวกเจ้าทุกคนในที่นี้ นี่คือ ความลับ ของข้า” อาเธอร์เก็บมีดแล้วพูดต่อทันที “ฉะนั้น พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้ายินดีใช้ตัวเองเป็น เหยื่อล่อ เพื่อให้แผนนี้ดำเนินต่อไป”
“พอพวกมันจับตัวข้าได้แล้ว พวกมันจะคิดว่าพวกมันจับแม่ทัพของศัตรูได้ แต่จริง ๆ มันคือการจัดฉากต่างหาก” อาเธอร์ยิ้มแล้วหันไปที่เดวิด “แต่แผนนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าเราขาด เดวิด”
อาเธอร์หันมองไปรอบ ๆ โต๊ะเพื่อขจัดความกังวลบางอย่างก่อน “และไม่ต้องห่วงเรื่องเดวิดด้วยเช่นกัน เห็นแบบนี้แต่เดวิดแข็งแกร่งกว่าข้าหลายเท่าตัวนัก”
ทุกคนในโต๊ะประชุมนั้นหันไปมองที่เดวิดที่ยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับรูปปั้น ‘ไอ้ตัวประหลาดที่แผลรักษาเองได้ บอกว่าเดวิดนี่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามันอีกงั้นหรือ? พวกนี้มัน สัตว์ประหลาด จากที่ไหนกัน’ คาย่าคิดในใจด้วยความรู้สึกที่เริ่มสับสน
“เรื่องนั้นข้ายืนยันให้พวกเขาได้ ข้า…เคยเห็นความสามารถพวกเขาแล้ว” ราเมซพูดขึ้น แล้วภาพในหุบเขาที่พวกเขาไปตามล่าโจรคาร์ทุซก็กลับมา ทำให้เขาหวาดกลัวเล็กน้อย
“เดวิดจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคาร์ทุซไปทั่วทารอน ข้อมูลที่เขาจะรวบรวมก็คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับคาร์ทุซ ประวัติศาสตร์ ภาษา การใช้ชีวิต วัฒนธรรม” อาเธอร์อธิบายต่อ “และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ราเมซจะให้สิทธิ์เดวิดในการเข้าไปที่คุกใต้ดิน ที่ขังพวกทหารคาร์ทุซเอาไว้ เพื่อให้เดวิดสอบปากคำพวกมันจนสามารถ ปลอมตัวเป็นทหารคาร์ทุซและแฝงตัวเข้าไปในค่ายนั้นอย่างลับ ๆ”
แน่นอนว่าตอนนี้ทุกคนก็อ้าปากค้างอีกครั้ง เพราะถ้าแผนยอมให้ถูกจับของอาเธอร์ว่าบ้าแล้ว แผนของเดวิดก็ยิ่ง บ้าคลั่ง เข้าไปใหญ่
“เห้ย ๆ! แผนของตัวเจ้าข้าก็ว่ามันบ้ามากพอแล้ว แต่แผนของเดวิดมันยิ่งกว่าบ้าซะอีก!” คาย่าตบโต๊ะพูดขึ้น “ถ้าการแฝงตัวเข้าไปในกองทัพศัตรูมันง่ายดายขนาดนั้น ปานนี้ทารอนก็คงได้ข้อมูลต่าง ๆ ภายในกองทัพพวกคาร์ทุซมาหมดเปลือกจนรู้ยันสูตรต้มซุปในครัวของพวกมันแล้ว และพวกเราก็นอนจิบไวน์แทะผลอีเดนสบาย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยและปวดหัวเช่นนี้หรอก!”
“นั่นเพราะพวกเขาไม่ใช่เดวิดยังไงล่ะ” อาเธอร์ยิ้มส่ายหัวด้วยความเย่อหยิ่ง
“ห๊ะ?” คาย่าอึ้งกับคำอธิบายแบบขวานผ่าซากของอาเธอร์
“พวกเจ้าไม่ต้องเชื่อมั่นในพวกข้าเต็มร้อยก็ได้ หากเรื่องราวมันไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้ พวกเจ้าก็ถอยได้โดยทันที ไม่ต้องสนใจพวกข้า” อาเธอร์พูดต่อ “แต่ข้าให้คำมั่นสัญญาได้ว่าเดวิดจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่!” อาเธอร์พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
ทุกคนในโต๊ะต่างเงียบเพราะอึ้งเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้
“เอาล่ะถึงไหนแล้ว...อ่อ พอตัวข้าและเดวิดเข้าไปอยู่ภายในค่ายของพวกคาร์ทุซแล้ว ตัวข้าจะเล่นละครว่าเจ็บหนักและนอนรออยู่ในคุกของพวกมัน รอจนกว่าเดวิดจะรวบรวมข้อมูลภายในค่ายและก็…” อาเธอร์วางก้อนอะไรบ้างรูปร่างแปลกตาที่พันผ้าเอาไว้ บนโต๊ะประชุม “เดวิดจะติดตั้งสิ่งนี้ไปยังจุดสำคัญ ๆ ของค่าย”
“มันคืออะไร?” วาลาสหยิบมันขึ้นมาตรวจดูด้วยความระแวง
“มันเรียกว่า ‘ระเบิด’ ” อาเธอร์ยิ้ม “เมื่อจุดไฟมันจะเกิดระเบิดขึ้นทำให้สิ่งที่อยู่รอบๆ เกิดไฟไหม้ขึ้น”
“โห่…เหมือน ‘เวทบอลไฟ’ อย่างงั้นหรือ?” วาลาสถามขึ้น มองไปที่ก้อนในมือด้วยความกลัวนิด ๆ
“ใช่ ๆ เหมือนเวทบอลไฟ…” อาเธอร์พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้ว เพราะนึกอะไรบางอย่างได้ “เดี๋ยวนะ? หมายความว่าไง เวทบอลไฟ?”
“ก็มันมีอุปกรณ์เวทอันหนึ่ง ที่ร่ายแล้วจะมีลูกไฟขนาดประมาณนี้ออกมา พอโดนเป้าหมายแล้ว ก็จะเกิดระเบิดขึ้น ทำให้คนที่โดนบาดเจ็บมีแผลไหม้ อาจะหนักถึงขั้นตายได้เลย” คาย่าอธิบายพร้อมกับวาดแขนเพื่อบอกขนาดของลูกบอลไฟ
“ห๊ะ! มีอุปกรณ์เวทเจ๋ง ๆ แบบนั้นด้วยหรือ?!” อาเธอร์ตกใจแล้วหันไปหาราเมซ “ทำไมเจ้าไม่เห็นบอกข้าเลย?”
“ก็ตอนนั่นเจ้าแค่ถามข้าว่ามีอุปกรณ์เวทอะไรบ้างที่บ้าน ข้าก็บอกเจ้าว่ามีสามชิ้น” ราเมซตอบแบบขอไปที ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “อุปกรณ์เวทส่วนมาก อยู่ที่คลังอาวุธของตระกูลเป็นหลัก”
“โถ่วโว๊ย ราเมซ! ทำไม่บอกพวกข้ากันเล่า!” อาเธอร์หงุดหงิดขึ้น ก่อนที่จะหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกลับมาจริงจังอีกครั้ง หันไปหาวาลาสและคาย่า
“สิ่งที่ เงาทะเลทราย ต้องทำก็คือกระจายตัวกันออกไป ปลอมตัวเป็นพวกพ่อค้าคาราวานแล้วเดินทางไปทางอ้อมใต้ ข้ามั่นใจว่าพอพวกคาร์ทุซเห็นว่ากองทัพทารอนเริ่มขยับแล้ว พวกมันจะเลิกสนใจคาราวานพ่อค้าไปเอง ยิ่งเป็นพวกคาราวานเล็ก ๆ แล้วยิ่งแล้วใหญ่”
“ทำให้พวกเจ้ามั่นใจได้ว่าพวกเจ้าจะไม่เป็นที่สนใจ” อาเธอร์พูดอธิบายต่อ “พวกเจ้าจะต้องแฝงตัวอยู่ทางใต้ของที่ราบคาราดูนไปเรื่อย ๆ”
อาเธอร์หันไปมองที่ราเมซ “และเมื่อกองทัพหลักของทารอนเริ่มเคลื่อนทัพไปตั้งค่ายที่ ที่ราบคาราดูน พวกเจ้าเคลื่อนตัวเข้าไปแอบซ่อนตัวใกล้ ๆ ทางใต้ค่าย แล้วรอสัญญาณ”
“สัญญาณ?” คาย่าเอียงคอสงสัย
“สัญญาณแรกก็คือเดวิดจะจุดระเบิดทั่วทั้งค่ายเพื่อสร้างความโกลาหล” อาเธอร์ชี้ไปที่ก้อนระเบิดที่วาลาสถืออยู่ “จากนั้นพวกเราจะถ่วงเวลาและสร้างความวุ่นวายจากภายในจนกระทั่ง…”
เดวิดก้าวออกจากเงามืดวางแท่งบางอย่างลงที่โต๊ะ อาเธอร์หยิบมันขึ้นมาแล้วอธิบายต่อ “สัญญาณที่สอง พวกเราจะ ยิงพลุ ขึ้นไปบนฟ้า มันจะมีแสงสีแดงขึ้นบนฟ้า นั่นเป็นสัญญาณแรกเพื่อบอกราเมซให้สั่งกองทัพทารอนบุกโจมตีได้”
อาเธอร์หันไปที่เดวิด “พวกคาร์ทุซจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเอากำลังหลักไปต่อสู้กับทัพทารอน จากนั้นทั้งข้าและเดวิดจะสร้างความวุ่นวายจากภายในให้หนักขึ้นอีก และจะทำลายแนวป้องกันทางประตูทิศใต้ เพื่อให้กลุ่มเงาทะเลทรายเข้ามา” เขาหันไปหาวาลาสและคาย่า “เมื่อเดวิดทำลายแนวป้องกันที่ประตูทิศใต้แล้ว เขาจะยิงพลุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะเป็นแสงสีเขียวเพื่อบอกพวกเจ้าว่าให้บุกได้”
“แต่จำเอาไว้หน้าที่ของเงาทะเลทรายคือทำลายเสบียง อุปกรณ์เวท และสร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่การต่อสู้ตรงๆ ” อาเธอร์ทำหน้าจริงจัง “พวกเจ้าต้องทำความเสียหายให้ได้มากที่สุดแล้วหนีออกไปให้เร็วที่สุด”
“และเมื่อแผนทุกอย่างสำเร็จ กองทัพคาร์ทุซ ต้องถอยทัพและต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกนานกว่าจะบุกทารอนได้อีกครั้ง” อาเธอร์อธิบายจบ
ห้องเงียบสนิท ทุกคนในที่ประชุมต่างคิดตาม แต่เหมือนยังมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ สิ่งที่ถูกมองข้ามไปอย่างจงใจ
วาลาสเป็นคนแรกที่เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก เขามองหน้าอาเธอร์อย่างไม่เข้าใจ แล้วถามขึ้น “ข้าสงสัยอะไรบางอย่าง...แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ กองทัพของทารอนที่ประตูตะวันตก?”
อาเธอร์ทำหน้าจริงจังเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาหันไปมองราเมซที่ตอนนี้ทำหน้าจริงจังไม่ต่างกับเขา จากนั้นราเมซก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า:
“เรื่องนั้น…”
กลับมาที่ปัจจุบัน คลื่นนักรบ อัคคาวิส นับร้อยวิ่งอย่างสุดกำลังไปยังประตูทิศใต้ของค่ายคาร์ทุซ สภาพของค่ายในยามนี้คือ ความโกลาหลที่สมบูรณ์แบบ แสงสีแดงฉานจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำในหลายจุดของค่ายส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืน เสียงกรีดร้องของทหารและเสียงแตรสัญญาณที่พยายามรวบรวมกองกำลังอย่างสิ้นหวัง
คาย่า และ วาลาส นำขบวน พวกเขาทั้งคู่ถือ คทาเวทมนตร์ ที่ถูกราเมซจัดหามาให้ ขณะที่คนอื่น ๆ ถือธนูพร้อมด้วยลูกธนูที่พันผ้าชุบน้ำมันไว้ที่ปลายลูกศร พวกเขาทะลวงผ่านช่องว่างของประตูที่ เดวิด ทำลายไว้เมื่อครู่อย่างรวดเร็ว กลุ่มอัคคาวิสไม่ได้มองหาการต่อสู้ พวกเขาคือ เพลิงสงคราม ที่เข้ามาเพื่อทำลายล้าง เมื่อพุ่งเข้าถึงระยะ ทุกคนก็ยิงออกไปพร้อมกัน ลูกธนูเพลิงพุ่งเข้าใส่เต็นท์ เสบียงที่กองพะเนิน และรถลากที่บรรทุกหีบอุปกรณ์และหินเวทมนตร์อย่างแม่นยำ
“กระจายตัว! เผา! แล้วหนี!” วาลาสตะโกนสั่ง เสียงของเขาแข็งกร้าวและดุดันกว่าที่เคยเป็นมา
คาย่าเล็งไปยังกองเสบียงอาหารขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เธอร่ายเวทสั้น ๆ แล้วปล่อยลูกไฟขนาดใหญ่เข้าใส่ ตูม! เปลวไฟลุกท่วมกองเสบียงทันที กลิ่นของเนื้อที่ถูกย่างไหม้ กลิ่นข้าวสาลีไหม้ผสมคาวเลือดและควันดำลอยคละคลุ้ง ภายในเวลาไม่กี่นาที ทหารอัคคาวิสกว่าร้อยนายได้สร้างความเสียหายแก่คลังเสบียง คลังอาวุธ และคอกม้าไปแล้วกว่าครึ่ง
เสียงสัญญาณถอนทัพจากวาลาสกรีดแทรกความโกลาหล “พอแล้ว! ถอย! เดี๋ยวนี้!”
พวกเขาเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนที่พวกเขาบุกเข้ามา ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง ไฟที่โหมกระหน่ำ การซุ่มโจมตีของเงาทะเลทรายได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ท่ามกลางเปลวไฟสีแดงที่ลุกไหม้ พลุสีเขียว ที่รอคอยก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นการยืนยันว่า การโจมตีครั้งสำคัญ
“ระ..รีบกลับไปรายงานท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้!” นายทหารคาร์ทุซที่ถูกสั่งให้นำกำลังมาที่ประตูทิศได้ตะโกนสั่ง พวกเขามาช้าเกินไป ตอนนี้ค่ายทหารของคาร์ทุซเสียหายอย่างหนักจนไม่อาจกู้กลับได้อีกแล้ว!