ส่วนทางด้านยูกินะก็ได้มีการอัญเชิญภูติพิทักษ์ตนอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเท็นมะ ภูติพิทักษ์ประจำกายของตนออกมา เพื่อช่วยในการจัดการกับเจ้านางอสูรโยสุซุเมะ-อายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีทั้งไทโยคังการุ จิงโจ้แสงสุริยัน คายากุริสุ กระรอกดินระเบิด ไรคุราเกะ แมงกะพรุนสายฟ้า อิวะเอบิ งูหินผา โคริเซอุจิ วอลรัสน้ำแข็ง อาคามาสึรุกิ ปลาสากกระบี่ และโคริรุกะ โลมาน้ำแข็ง
หลังจากที่ต่อสู้กันมาได้สักระยะ เจ้านางอสูรโยสุซุเมะนั้นก็ได้เสียท่าให้กับพวกยูกินะ และพวกพ้องจนแทบจะทรุดลงที่พื้นโดยทันที
“เท็นมะ” ยูกินะรีบอัญเชิญภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาออกมา ก่อนที่เธอนั้นจะรีบทำการรวมร่างเข้ากับภูติพิทักษ์ประจำกายของตนเพื่อกลายสู่ร่างโอกามิ-มาโฮมุฉะ
“ด้วยเวทย์ศาสตราคมแห่งข้า ข้าขอให้กายสังขารของข้า และดาบพลังแสงเล่มนี้จงรวมเป็นหนึ่งกับภูติพิทักษ์ประจำกายของข้าบัดเดี๋ยวนี้”
หลังกล่าวจบ เท็นมะ ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาก็ได้พุ่งเข้ามาสิงสถิตอยู่ในร่างงามของยูกินะด้วยความรวด เร็ว จนทำให้เธอนั้นได้กลายสู่ร่างโอกามิ-มาโฮมุฉะโดยทันที พร้อมกับดาบพลังแสงคุซานางิที่ได้กลายมาเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์โฮชินเซย์ โนะ สึรุกิ
ยูกินะที่อยู่ในร่างโอกามิ-มาโฮมุฉะนั้นรีบทำการเสกพลังเวทย์ธาตุสายฟ้าลงบนคมดาบของขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ จนมีกระแสไฟฟ้าสีเหลืองอ่อนไหล เวียนไปทั่วคมดาบ ยูกินะรีบปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่นางอสูรโยซุสุเมะ-อายาคาชิเข้าอย่างจัง จนทำให้ร่างของนางอสูรโยสุซุเมะนั้นไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนมาไหนได้
จากนั้น ยูกินะก็รีบพุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างของนางอสูรโยสุซุเมะ-อายาคาชิด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง พลางเสกพลังเวทย์ธาตุอื่นๆ ลงบนคมดาบของขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ เพื่อใช้ในการจัดการกับนางอสูรโยสุซุเมะที่อยู่ตรงหน้า ในระหว่างนั้น เธอก็ได้ทำการสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างดาบ หอก และดาบยาวอีกด้วย
จนกระทั่งในท้ายที่สุด เจ้านางอสูรโยซุสุเมะ-อายาคาชิก็ได้พ่ายแพ้ให้กับยูกินะอย่างราบคาบ ยูกินะรีบทำการเปิดฝากำไลกระจกยาตะ ก่อนที่เธอนั้นจะรีบทำการเก็บขนนกของมันเข้าไปในตัวของกระจกยาตะทันที จนกระทั่งมันได้เกิดแสงวาบขึ้นมาแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง และยูกินะก็ได้พบกับดวงวิญญาณของนายหญิงแห่งซันโจว ผู้เป็นภรรยาของทาเคดะ ชินเก็น เจ้าปกครองแห่งแคว้นคาอิที่ได้มาอยู่ตรงหน้าเธอ
“เจ้าหญิงฮิเมรากิ เจ้าจะต้องจัดการกับเหล่าอายาคาชิที่เหลือทั้งหมด เพื่อที่จะปลดปล่อยเหล่าวิญญาณวีรชนแห่งสงครามดวงที่เหลือทั้งหมดให้เป็นอิสระให้จงได้”
จากนั้น ดวงวิญญาณของนายหญิงแห่งซันโจวก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตรงหน้ายูกินะ ก่อนที่ภูติพิทักษ์ม้าลายแห่งภูผาที่มีนามว่า ยามะ-ชิมาอุมะนั้นจะปรากฏขึ้นที่ตรงหน้ายูกินะ และพุ่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในสร้อยอัญมณีแห่งยาซาคานิด้วยความเร็วสูง
หลังจากนั้นไม่นาน มันก็ได้เกิดเรือนแสงวาบออกมา และแล้ว ภาพความทรงจำในอดีตของเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของเธอ
ณ บ้านพักริมธารในกลางป่า มีเหล่าบรรดาอสูรโยไค และเหล่าบรรดาวิญญาณอสูรองยูเรียวชนิดต่างๆ ได้พากันบุกเข้ามาถึงที่บ้าน เจ้าหญิงฮิเมรากิพยายามเข้าจัดการกับพวกมันอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะไม่ให้พวกมันนั้นเข้ามาในพื้นที่ภายในบ้านได้
ในขณะเดียวกัน เธอก็ได้สั่งให้เจ้าหญิงโอริฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาววัย 7 ขวบของเธอซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านพักริมธารแห่งนั้นด้วย
เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบชักดาบพลังแสงคุซานางิออกมา ก่อนที่เธอนั้นจะรีบพุ่งเข้าไปจัดการกับเหล่าบรรดาอสูรโยไค และเหล่าบรรดาวิญญาณอสูรองยูเรียวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว ฉับไว และต่อเนื่อง พลางสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างดาบ ง้าว และคมดาบ
และในระหว่างนั้น เธอก็ได้ทำการร่ายเวทย์ชนิดต่างๆ พร้อมกับร่ายเวทย์ธาตุต่างๆ ลงบนคมดาบ เพื่อใช้ในการจัดการกับพวกมันด้วย หลังจากที่คอยจัดการกับเหล่าบรรดาอสูรโยไค และเหล่าบรรดาวิญญาณอสูรองยูเรียวมาได้สักระยะ พวกมันก็ค่อยๆ ทยอยกันถูกกำจัดลงจนหมดสิ้น และสักพัก ก็ได้มีเสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงโอริฮิเมะดังลั่นออกมาจากบ้าน เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นน้องสาววัย 7 ขวบของเธอโดยทันทีด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
เมื่อได้เข้ามาถึงที่ห้องนอนภายในบ้าน เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ต้องตกใจ เมื่อได้เห็นว่าเจ้าหญิงโอริฮิเมะวัย 7 ขวบที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และสักพัก เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้เหลือบไปเห็นกระดาษจดหมายจากใครบางคนที่ได้เขียนทิ้งเอาไว้
‘ถ้าอยากได้ตัวน้องสาวของเจ้าคืนมา เจ้าก็จงมาหาข้าที่ป่าอาโอกิกะฮาระ’
เจ้าหญิงฮิเมรากิเริ่มแสดงสีหน้าที่เป็นกังวลออกมาก เมื่อได้มาเห็นข้อความในจดหมายที่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเช่นนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงรีบอัญเชิญภูติพิทักษ์ประจำกายที่มีนามว่าเท็นมะออกมา ก่อนที่เธอนั้นจะรีบขึ้นไปขี่บนหลังม้าปีกมีเขา แล้วรีบบินขึ้นไปบนท้องฟ้าและมุ่งหน้าไปยังป่าอาโอกิกาฮาระโดยทันที
อดทนไว้นะ โอริฮิเมะ เดี๋ยวข้าจะรีบไปช่วยเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้หล่ะ
เจ้าหญิงฮิเมรากินึกกล่าวพึมพำอยู่ภายในใจด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด พลางรีบขี่ม้าปีกมีเขามุ่งหน้าไปยังป่าอาโอกิกาฮาระจากทางอากาศด้วยความเร็วสูง หลังจากที่บินมาได้สักระยะ เธอก็ได้เดินทางมาถึงที่ป่าอาโอกิกาฮาระโดยทันที
เจ้าหญิงฮิเมรากิพลางกวาดสายตามองไปทั่วทุกพื้นที่ภายในป่าจากบนท้องฟ้า จนกระทั่งได้มาสังเกตเห็นพื้นที่โล่งที่มีขนาดกว้าง
บนพื้นที่โล่งนั้นมีลายอักขระที่ถูกสลักเรียงรายทั้งในลักษณะแนวตั้ง 7 แถวที่เรียงเป็นวงกลม และในลักษณะแนวนอนที่เรียงรายกันเป็นแนววงกลม พร้อมกับตัวอักษรคันจิ 7 ตัวที่นำหน้าด้วยชื่อของอสุนีเทพทั้ง 7 ที่ถูกสลักอยู่ตรงบริเวณหัวแถวในแต่ละแถวที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับลายอักขระแนวนอนที่ถูกสลักเรียงรายกันเป็นแนววงกลม ซึ่งทั้งหมดได้เรือนแสงสีทองออกมา มีการจุดไฟบนแท่นคบเพลิงทั้ง 7 จุดที่ถูกสลักเรียงรายในลักษณะเป็นแนววงกลม
มีแท่นหินบูชายัญรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าถูกจัดวางอยู่ตรงบริเวณกลางลานประกอบพิธี ซึ่งจะประกอบไปด้วยสายชิเมนาวะที่ประดับด้วยริ้วกระดาษชิเดะพันไว้รอบๆ แท่นหิน ตรงบริเวณพื้นที่ๆ อยู่รอบๆ แท่นหินนั้นจะถูกปักด้วยไม้โอนุสะที่มีทามากุชิพร้อมใบชิเดะถูกประดับเอาไว้ทั้ง 4 มุม พร้อมกับเชือกประดับใบชิเดะที่ถูกนำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน
และที่สำคัญ มีร่างเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาววัย 7 ขวบนอนอยู่บนนั้นในลักษณะถูกมัดมือมัดเท้า เมื่อลองสังเกตดูดีๆ ก็จะพบว่าสร้อยมากะทามะกันอสูรที่อยู่ตรงบริเวณคอนั้นได้ถูกทำลายลง
เจ้าหญิงฮิเมรากิพลางนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ได้ทำนายไว้ว่า บ้านเมืองกำลังจะเกิดเหตุอาเพศ จะเข้าสู่ยุคแห่งไฟสงครามจากการที่เจ้าหญิงโอริฮิเมะถูกทำพิธีกรรมสาปแช่งในคืนวันเพ็ญ แล้วนี่ก็ใกล้จะถึงคืนวันเพ็ญเข้ามาทุกทีแล้วด้วย เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงรีบตรงเข้าไปช่วยเจ้าหญิงโอริฮิเมะทันที เพราะว่าเธอนั้นไม่ต้องการให้ใครบางคนมาใช้ร่างของผู้เป็นน้องสาวของเธอเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง