นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 48 ดอกไพลินม่วง

             

            ตอนที่ 48 ดอกไพลินม่วง

             

             

            ท่ามกลางเสียงเอะอะมากมายและสายตานับร้อยที่จับจ้องมาที่นิทาน เขาเพียงอมยิ้มเล็กน้อยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ราวกับเป้าความสนใจทั้งหมดนั่นไม่ใช่ตนเอง

             

            เป็นฝีมือเจ้า? เสียงของนิลดังขึ้นในดวงจิตของนิทาน

             

            ไม่ใช่ผมหรอกครับ นิทานอมยิ้ม ตอบกลับในดวงจิตของตัวเอง เขามั่นใจว่านิลต้องได้ยิน

             

            นิลไม่ตอบอะไร เพียงหันไปสนทนากับสหายในงานเลี้ยงต่อตามเดิม ทั้งบรรพตและสาลิกาล้วนเดาะปากอย่างขัดใจ หันไปพูดคุยกับสหายฝั่งตนราวกับทุกสิ่งก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน

             

            องค์หญิงไพลินแม้สีหน้าเรียบเฉยแต่จิตใจกลับว้าวุ่นเป็นอย่างมาก เธอไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เธอนั้นไม่โง่ หากจะให้ว่าตามตรง เธอนั้นฉลาดยิ่งกว่าหลายคนในที่นี้เสียอีก เธอแน่ใจว่านั่นเป็นฝีมือของนิทานแน่นอน ไม่ใช่เพราะเธอสัมผัสถึงอะไรได้ แต่เพราะเธอรับรู้ได้ถึงอารมณ์โกรธของนิทานยามที่เชียนเป่า เยว่ดูถูกคีตา

             

            และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจยิ่งกว่าความสามารถของนิทานเสียอีก

             

            ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าเธอไม่กี่ปีตรงหน้าเธอนี้ภายนอกดูเป็นคนสุขุม แม้ยามที่ถูกโยนเข้ากรงเสือและสิงโตเช่นก่อนหน้าเขายังสามารถทำใจเย็น ตอบอย่างชาญฉลาด แม้จะโดนไล่ต้อนยังเลือกที่จะเป็นผู้รับความอับอายไว้แทนที่จะปัดให้พ้นตัว

             

            คนที่ใจเย็น สุขุม และ ไม่สนใจหน้าตาของตัวเองเช่นนี้กลับยอมทำเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่งอย่างการลอบโจมตีเชียนเป่า เยว่ต่อหน้าอริยะเพียงเพื่อเอาคืนให้สัตว์คู่หู

             

            และที่น่ากลัวพอ ๆ กัน คือเขาสามารถทำมันได้สำเร็จเสียด้วย

             

            องค์หญิงไพลินยิ่งคิดก็ยิ่งฉงน เธอเติบโตมาท่ามกลางสังคมแห่งการชิงดีชิงเด่น หากท่านไร้ประโยชน์ ท่านก็ไร้ค่า มิตรภาพล้วนเกิดขึ้นเพียงพริบตาและสลายหายไปในชั่วอึดใจ กว่าเธอจะเชื่อใจใครจริง ๆ ได้เธอต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อทำให้เธอมั่นใจ แม้กระนั้นเธอก็ยังเคยถูกหักหลังโดยคนที่เธอเชื่อใจอยู่ดี การเชื่อใจคนจึงเป็นเหมือนหนึ่งในของแสลงของเธอ

             

            เธอเชื่อใจในตนเป็นหลัก ในยามเธอไร้พลัง เธอย่อมใช้งานผู้อื่น และจะตอบแทนทุกสิ่งที่ได้รับมายามเธอมีพลัง ดังนั้นเธอจึงมักเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในทุกสถานการณ์เพื่อให้เธอสามารถไต่เต้าขึ้นไปแม้ไร้ซึ่งพลังโดยมีขั้นต่ำสุดคือเธอจะไม่ทรยศหักหลังพวกของตนเอง และหากเธอสามารถ เธอย่อมปกป้องคนของเธออย่างสุดความสามารถ

             

            เธอรู้ตัวเองดีว่าเธอค่อนข้างย้อนแย้งกับตัวเอง เธอรักประชาชนที่เธอไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อ เธอเต็มใจช่วยเหลือคนแปลกหน้า แต่เธอกลับยากจะเชื่อใจพวกเขาเหล่านั้น

             

            องค์หญิงไพลินเป็นคนเช่นนั้น และเธอก็เชื่อว่านิทานเป็นคนเช่นเดียวกับเธอ ไม่ใช่ทางด้านการเชื่อใจคน แต่เป็นด้านความคิด ไม่สนใจหน้าตา เข้มแข็งยามต้องการ โอนอ่อนยามจำเป็น สามารถละทิ้งหลายสิ่งเพื่อไปสู่จุดที่สูงกว่า กล้ำกลืนยอมรับได้แม้ความอัปยศหากนั่นหมายความว่าเขาจะได้รับผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าในภายภาคหน้า

             

            ไม่สิเธอ 'เคย' เชื่อ ว่านิทานเป็นเช่นนั้นต่างหาก

             

            การตอบสนองและคำตอบของนิทานช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเธอเหลือเกิน หากเธออยู่ในสถานการณ์แบบเขา เธอคงเลือกทำสิ่งเดียวกันกับเขา สถานการณ์ที่เธอต้องเผชิญหน้ากับอริยะมากมาย รับคำยั่วยุจากนักสลักเอกที่แข็งแกร่งกว่า เธอไม่มีทางชนะเลย เธอยอมก้มหัว รับความน่าสังเวชไว้ที่เธอดีกว่านำไปโยนให้คนของตน

             

            และนิทานก็เลือกดังเช่นที่เธอคิดทุกประการ เธอจึงเชื่อว่าพวกเขานั้นคล้ายกัน

             

            แต่ทุกสิ่งพลิกผันไปในเวลาเพียงพริบตา เพียงแค่นักสลักเอกคนนั้นกล่าววาจาดูถูก ไม่สิ เรียกว่าดูถูกยังไม่ได้เลย แค่ถากถางสัตว์คู่หูของเขาเท่านั้น เขาก็พลิกกลับไปเป็นอีกคน

             

            เลือกทำสิ่งที่เสี่ยงอันตรายอย่างที่สุดเพียงเพื่อความสาแก่ใจอันเล็กน้อย เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นที่เอาคืนแม้กับเรื่องเล็กน้อย ราวกับคนละคนกับเด็กหนุ่มผู้สุขุมก่อนหน้า

             

            องค์หญิงไพลินอดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ เธอไม่ชอบคนเช่นนี้เลย คนที่เจ้าคิดเข้าแค้น คนที่ไม่อาจอดกลั้น คนเช่นนี้มักเป็นคนที่อนาคตสั้น ไม่คิดถึงอนาคต ไม่คิดถึงคนด้านหลัง เพียงทำอะไรตามอารมณ์ และเมื่ออารมณ์เข้าครอบงำ คนเหล่านี้ก็มักลืมเลือนซึ่งทุกสิ่งที่พวกเขาเคยมองว่าสำคัญ

             

            เธอเคยมองว่าเขาน่าสนใจ ด้วยเพราะอัจฉริยภาพและการแนะนำจากผู้พันลาลันตา แต่ในเวลานี้ภาพลักษณ์ของนิทานในหัวเธอพลันดิ่งฮวบ

             

            แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าการแก้เผ็ดเล็กน้อยเมื่อสักครู่สร้างภาพลักษณ์อันแสนดีงามให้แก่ฝักฝ่ายของเธอมากทีเดียว

             

            เมื่อเรามีพลัง เราจะไม่เป็นคนอย่างเขาแน่ จะไม่หลงระเริงไปกับพลัง จะใช้พลังเพื่อปกป้องเท่านั้น และเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ย่อมเป็นแค่กรวดก้อนเล็กที่ถูกโยนลงทะเลสาบ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ องค์หญิงไพลินคิด

             

            แต่เธอไร้พลัง เมื่อเธอไร้พลัง เธอจึงได้แต่คิด ได้แต่วางแผน ได้แต่วาดฝัน

             

            แต่เขามีพลัง เธอพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ องค์หญิงไพลินเม้มกัดริมฝีปากตัวเองแน่น เธอรู้สึกคับแค้นตนเองอย่างที่สุด

             

            นี่สินะความแตกต่างระหว่างเขาและเธอ เธอโอนอ่อน เธอแบกรับความคาดหวัง เธอยอมรับคำถากถาง เธอก้มหัวเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพราะเธอทำได้ แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอทำได้เพียงเท่านี้ระหว่างที่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อที่วันหนึ่งเธอจะแข็งแกร่ง

             

            แต่เขาไม่ใช่ เขาโอนอ่อน เขาแบกรับความคาดหวัง เขายอมรับคำถากถาง เขาก้มหัวเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีทางเลือก แต่เขาทำเพราะเขายินดีทำหลังจากการชั่งผลดีผลเสีย แต่เมื่อใดที่ล้ำเส้นเขา เขาย่อมไม่โอนอ่อนอีกต่อไป พลังของเขาถูกใช้เพื่อการนี้

             

            แล้วเราเอาอะไรไปตัดสินเขาล่ะ องค์หญิงกำหมัดแน่น

             

            เพียงแค่เขาปกป้องสิ่งที่เขารัก เราก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นคนที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพียงแค่เขาไม่ทำตามที่เราคิด เราก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นคนที่ไม่อาจอดกลั้น

             

            ห้วงอารมณ์ขององค์หญิงไพลินปั่นป่วนจนแม้แต่ผู้พันลาลันตายังสัมผัสได้ ผู้พันลาลันตายิ้มเล็กน้อย สายตาของเธอจับจ้องไปที่นิทานและหันกลับมามององค์หญิง

             

            ผู้พันลาลันตาเห็นสายตาที่แฝงความไม่พอใจยามมองไปที่นิทานในตอนแรกขององค์หญิงไพลิน และเธอก็สังเกตเห็นยามที่สายตานั้นแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน ต่อด้วยความอึดอัด และปัจจุบันนี้ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

             

            “องค์หญิงไพลิน ออกไปสูดอากาศกับกระหม่อมหน่อยมั้ย” ผู้พันลาลันตายิ้ม

             

            องค์หญิงไพลินสะบัดหน้าเพื่อกลับสู่สีหน้าเข้าสังคมของเธอ เธอสะกดอารมณ์ที่ตีกันในหัวของเธอกลับลงไป หวนคืนสู่องค์หญิงไพลินผู้แจ่มใส

             

            “ไม่เป็นไรค่ะ เราสบายดี แค่เหนื่อยนิดหน่อย” องค์หญิงไพลินยิ้ม

             

            “แต่กระหม่อมได้ยินมาว่าดอกไพลินม่วงที่สวนของราชวังนั้นบานแล้ว กระหม่อมได้ยินเรื่องความสวยงามของสวนราชวังมานานหวังว่าองค์หญิงจะให้เกียรติพากระหม่อมไปชม เรายังมีเวลาอีกมากก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มอย่างเป็นทางการ” ผู้พันลาลันตายิ้มบาง

             

            องค์หญิงไพลินสับสนเล็กน้อย แม้เธอไม่ทราบว่าผู้พันลาลันตาคิดเห็นอย่างไร แต่เธอมั่นใจว่าผู้พันลาลันตาอาจมีบางสิ่งต้องการจะพูดกับเธอ เธอไม่ปฏิเสธอีกต่อไป เพียงคล้องแขนผู้พันลาลันตาเดินจากไป

             

            “นิทาน นายทำความรู้จักกับคนอื่นไปก่อนนะ” ผู้พันลาลันตาหันมากำชับ

             

            ทิ้งกันดื้อ ๆ เลยเหรอ นิทานหน้าเจื่อนลง

             

            “เจ้าหนู เจ้ามากับข้า ข้าจะพาเจ้าไปแนะนำให้รู้จักกับเหล่าผู้สนับสนุนองค์หญิง 4” นิลเดินมาคว้าร่างของนิทานเข้าสู่ฝูงชน

             

            ——————————————————————————————————————————————————

             

            ในสวนหย่อมขนาดเล็กแห่งหนึ่งด้านข้างราชวังขนาดใหญ่ ร่างของผู้พันลาลันตาและองค์หญิงนั้นยืนอยู่ที่ระเบียงหินอ่อนอันแสนวิจิตร ดอกไม้สีม่วงเข้มและอ่อนมากมายต่างเบ่งบานสะพรั่งงดงามสู้กับแสงสีขาวนวลของจันทราเบื้องบน เกิดเป็นภาพที่งดงามราวกับความฝัน

             

            องค์หญิงเมื่อได้เห็นภาพที่แสนสวยงามเช่นนี้พลันรู้สึกสงบลงได้บ้าง ยิ้มออกมาบางเบา

             

            “สวยงามสมคำร่ำลือจริง ๆ ไม่รู้ว่าสวนราชวังแห่งนี้ต้องได้รับการดูแลปรนนิบัติมากเพียงไหน ถึงปรากฏภาพที่งดงามราวกับดินแดนของเดรฟัสเช่นนี้” ผู้พันลาลันตาชวนคุย

             

            “ไม่ลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ ดอกไพลินม่วงน่ะเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดี ดูแลไม่ยาก ไม่ได้ต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อนขนาดนั้น” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น

             

            “แต่ที่กระหม่อมได้ยินมา การจะทำให้มันเบ่งบานอย่างงดงามได้นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนี่คะ”

             

            “ใช่ค่ะ ดอกไพลินม่วงนั้นดูแลง่ายก็จริง ไม่ต้องได้รับการเอาใจใส่มากก็ไม่ตาย เป็นพืชที่แข็งแกร่ง หากแต่ว่าถ้าเราต้องการให้มันเบ่งบานอย่างงดงามละก็ การดูแลเป็นอย่างดีเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ ปริมาณน้ำ อุณหภูมิ พื้นดิน รวมถึงต้องทำให้มันเหี่ยวเฉาก่อนเพื่อสลัดเอาใบเก่าออกก่อนด้วยค่ะ”

             

            ผู้พันลาลันตาพยักหน้า เธอประคองกลีบดอกไพลินม่วงดอกหนึ่งขึ้นมาเชยชม พลางก้มหน้าหยิบดอกไพลินม่วงดอกหนึ่งที่หล่นลงสู่พื้นขึ้นมาอย่างเบามือ

             

            ดอกไพลินม่วงในมือของเธอนั้นมีสีม่วงเข้มอันแสนสวยงาม ยิ่งมีสีเข้มยิ่งแสดงถึงอายุของตัวดอก ยามสีม่วงนี้สะท้อนเป็นประกายกับแสงจันทร์ ปลายดอกจะสุกสกาวขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังเรืองแสงอยู่

             

            องค์หญิงไพลินมองดอกไพลินม่วงในมือของผู้พันลาลันตาด้วยรอยยิ้ม

             

            “แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหน แม้จะโดดเดี่ยวได้ไม่ได้ถึงตาย แต่หากอยากจะเปล่งประกายก็ต้องได้รับการดูแล ได้รับความรัก รวมถึงการผ่านพ้นประสบการณ์ และปลดเปลื้องบางสิ่งออกก่อนสินะคะ” ผู้พันลาลันตาพลางหันมององค์หญิงไพลินพร้อมรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน เธอยื่นดอกไพลินม่วงให้แก่องค์หญิงไพลิน

             

            รอยยิ้มของเธอแข็งค้างไป ขาดความเป็นธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น เธอรับดอกไพลินม่วงมาสูดดมเล็กน้อย ก้มหน้าหลบสายตาของผู้พัน

             

            ผ่านไปนาน กว่าเธอจะเอ่ยปากพูด

             

            “แล้วเมื่อไหร่ล่ะคะถึงจะผ่านพ้น เมื่อไหร่ถึงจะปลดเปลื้องออกไปได้” องค์หญิงไพลินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

             

            ผู้พันลาลันตาไม่ตอบอะไร เพียงยกมือขึ้นลูบหัวเด็กสาวบางเบา

             

            ผ่านไปสักพักหนึ่ง องค์หญิงที่เงียบลงภายใต้ฝ่ามืออันแสนอบอุ่นของผู้พันลาลันตาก็พูดขึ้น

             

            “แข็งแกร่งจริง ๆ นะคะ คนคนนั้นน่ะ” เสียงเรียบนิ่งขององค์หญิงไพลินนั้นสั่นเครือเล็กน้อย

             

            “เขาก็เป็นดอกไม้ดอกหนึ่งที่ผ่านพ้นลมฝนมาได้แล้วค่ะ และตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดอกไพลินจะต้องผ่านพ้นไปบ้าง” ผู้พันลาลันตาตอบเสียงเบา

             

            “ไม่เหมือนกันหรอกค่ะ เขาน่ะมีพรสวรรค์ แล้วเราล่ะ มีอะไรบ้างนอกจากฐานะอันหนักอึ้งนี้ แม้จะผ่านพ้นไปแล้วก็ไม่อาจผลิบานอย่างงดงามได้” องค์หญิงไพลินพูดด้วยเสียงที่ราวกับกระซิบ

             

            “องค์หญิงมีครอบครัว มีมารดาที่รักองค์หญิง มีคนรอบตัวที่พร้อมช่วยองค์หญิง มีประชาชนมากมายที่ได้รับการดูแลจากองค์หญิง พรสวรรค์ไม่เคยเป็นเงื่อนไขในการเป็นผู้แข็งแกร่งเลยนะคะ มหาทวีปแห่งนี้เท่าเทียมกับทุกคนเสมอ” ผู้พันลาลันตาตอบ

             

            ราวกับคำพูดปลอบโยนนี้ได้ไปกระตุกแผลลึกในใจของเธอ ความนุ่มนวลที่ฉาบเคลือบอยู่บนใบหน้าเธอพลันละลายหายไป

             

            “เท่าเทียม? เท่าเทียมงั้นเหรอ! คนที่มีพรสวรรค์ คนที่แข็งแกร่งน่ะจะไปเข้าใจได้ยังไงล่ะ! แล้วคุณรู้จักเราดีแค่ไหนกันเชียว!” องค์หญิงปัดมือของผู้พันลาลันตาออก

             

            “เราน่ะรักประชาชนมากมายในอาณาจักรแห่งนี้! คุณยายร้านขนมปังที่ชอบเอาขนมปังอร่อย ๆ มาให้ คุณลุงใจดีที่คอยช่วยเราให้อาหารเด็กกำพร้า คุณนักบวชที่คอยดูแลสัตว์อสูรไร้เจ้าของ คุณน้าผู้รักษาที่รักษาคนโดยไม่คิดเงิน เด็ก ๆ ทุกคนที่ยิ้มแย้มเวลาที่เราไปเล่นด้วย คนเฒ่าคนแก่ที่ทักทายเราด้วยรอยยิ้มเวลาเราเข้าเมือง เรารักทุกคนเลย! เราอยากให้พวกเขามีความสุข!”

             

            องค์หญิงไพลินตะโกนออกมาอย่างสุดกลั้น สลัดภาพลักษณ์และเปลือกนอกอันแสนจอมปลอมที่ประกอบขึ้นมาจากคำว่าองค์หญิงทิ้งจนหมด เธอไม่ทันสังเกตเลยว่ารอบ ๆ พวกเธอเกิดปราการบางเบาสายหนึ่งที่ป้องกันทั้งภาพและเสียงสู่ภายนอก อริยะแปลงเพลิงหันไปมองท้องฟ้าว่างเปล่าทางด้านข้าง ส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม

             

            “แต่เราทำอะไรได้บ้าง? เราพยายามดึงผู้มีอิทธิพลมากมายมาอยู่เคียงข้างก็เพื่อให้พวกเขาร่วมมือกันบริหารอาณาจักรนี้! พยายามสนิทสนมกับเหล่าผู้แข็งแกร่งก็เพื่อให้อาณาจักรนี้สงบสุข! พยายามสร้างเส้นทางการค้าก็เพื่อให้ทุกคนได้อิ่มท้อง!”

             

            องค์หญิงยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งดัง ราวกับต้องการปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นมานาน

             

            “นั่นล่ะสิ่งที่เราทำได้ พึ่งพาคนอื่น!”

             

            “ใช่! เราเป็นเจ้าหญิง มีชีวิตอันหรูหรา ใช่! เราไม่ต้องเผชิญความลำบากที่หลายคนเผชิญ คนรอบตัวรักเรา ประชาชนรักเรา เพราะเราพยายามเพื่อพวกเขา และเราก็รักพวกเขา เพราะพวกเขาก็พยายามเพื่อเรา แต่แล้วยังไงล่ะ! นั่นแหละทั้งหมดที่เราทำได้ ได้แค่พยายาม! แต่สุดท้ายสิทธิ์การตัดสินใจก็อยู่ที่คนอื่นอยู่ดี อยู่กับพวกที่มีพลัง! เราบังคับใครไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีพลัง มีแต่ฐานะงี่เง่านี่!”

             

            หยดน้ำใสที่สะท้อนแสงจันทร์อย่างงดงามหยดลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล หยดน้ำนี้แฝงไปด้วยอารมณ์มากมายที่อัดอั้นอยู่ภายในร่างเล็กของผู้หญิงคนหนึ่ง

             

            ทั้งความเศร้า ความอิจฉา ความเครียด ความเหนื่อย และที่มากที่สุด ความโกรธ ความโกรธต่อตนเองที่ไร้ซึ่งพลัง

             

            “แล้วพวกคุณที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์จะไปเข้าใจอะไร! เราต้องแบกรับทั้งหมดนี่ด้วยร่างที่ไร้พลัง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้อนาคตเป็นไปได้อย่างดี แต่ไม่ว่ายังไงมันก็ดูเหมือนจะไม่พอเลย เพราะยังไงพลังก็คือทุกสิ่ง!” องค์หญิงไพลินไม่อัดอั้นอีกต่อไป ระเบิดอารมณ์ด้านลบออกมา

             

            เธอรู้ตัวว่าเธอนั้นเสียมารยาทเป็นอย่างยิ่ง ผู้พันลาลันตาเพียงต้องการปลอบโยนเธอ แต่เธอกลับระเบิดอารมณ์ใส่ผู้พัน ราวกับเธอพึ่งจะได้สติกลับมา

             

            องค์หญิงสะอื้นไห้ สองมือพยายามเช็ดน้ำตา นัยน์ตาแดงก่ำก้มหัวกล่าวขอโทษ ผู้พันลาลันตาคือในหนึ่งผู้สนับสนุนใหญ่ของเธอ เธอไม่อาจทำให้ผู้พันลาลันตาเกลียดได้

             

            “เรา เราขอโทษค่ะ ที่พูดแบบนั้นไป เราอัดอั้นจากความผิดพลาดและไร้ความสามารถของตัวเองเลยกล่าววาจาเช่นนั้นไป เรา..” องค์หญิงพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก น้ำตายังคงเปื้อนแก้มแดง

             

            ผู้พันลาลันตามองหน้าเด็กสาวด้วยสีหน้านิ่งเฉย ไม่อาจอ่านอารมณ์ใด ๆ เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นช้า ๆ จนทำเอาองค์หญิงสะดุ้ง

             

            มือข้างนั้นพลันยกขึ้นสูง ก่อนวางลงบนศีรษะเธอ ลูบอย่างแผ่วเบา

             

            “อีกแล้วนะ พอรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรที่ไม่ตรงกับภาพลักษณ์ที่สร้างไว้ ก็รีบก้มหัวขอโทษ รับความผิดทั้งหมดไว้เอง พวกเธอสองคนนี่เหมือนกันจริง ๆ เด็กสมัยนี้เขาไม่รู้จักการมีความสุขแบบเด็ก ๆ กันแล้วรึไงนะ” ผู้พันลาลันตายิ้ม

             

            “เป็นเด็กเป็นเล็ก จะมีเรื่องเครียด จะเกเร จะดื้อ จะซน จะทำเรื่องผิดพลาดแล้วมันเสียหายตรงไหนล่ะ”

             

            “ในเมื่อยังเป็นเด็ก ในเมื่อยังไร้พลัง การพึ่งพาคนอื่นมันเป็นสิ่งที่ผิดขนาดนั้นเลยเหรอ?” มือของเธอลูบหัวองค์หญิงอย่างอ่อนโยน

             

            องค์หญิงนั้นนิ่งไป แม้เธอจะสนิทกับผู้พัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเธอทั้งคู่ได้เปิดใจคุยกันจริงจัง

             

            “เราไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ ปีนี้ก็ 24แล้ว โตมากพอที่จะต้องคิดถึงเรื่องของอนาคตตัวเองแล้ว” องค์หญิงเถียง

             

            “แล้วองค์หญิงคิดว่าชีวิตคนเรามันจบตอน 40หรือ? ถึงโตแล้วมันยังไงล่ะ โตแล้วเราไม่สามารถมีความสุขได้แล้วหรือ โตแล้วเราจะผิดพลาดไม่ได้เลยหรือ?”

             

            องค์หญิงไพลินก้มหน้าเงียบ

             

            “ที่องค์หญิงพูดมันก็ถูกต้อง โลกนี้น่ะ มันไม่ได้ใจดีกับเราเพียงเพราะเราเป็นคนดีหรอกนะ เพราะงั้นพลังน่ะ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ ถึงได้ถูกเรียกว่าการขีดเขียนชะตายังไงล่ะ ถ้าองค์หญิงอยากทำให้ทุกอย่างได้ดั่งใจ ก็จงครอบครองพลัง”

             

            องค์หญิงก้มหน้าไม่ตอบคำ แม้เธอจะรู้อยู่แก่ใจแล้ว แต่การได้ยินคำตอบอีกครั้งนั้นกลับยิ่งปวดใจ

             

            “กระหม่อมน่ะมีพรสวรรค์ นิทานก็ด้วย กระหม่อมเกิดมาก็เก่งกว่าคนทั่วไปแล้ว ไม่เคยแพ้ใครในรุ่นเดียวกัน เติบโตมาอย่างไร้สิ่งกีดขวาง เข้าวิทยาลัยทหาร ไต่เต้าไม่นานก็เป็นผู้พันแล้ว” ผู้พันลาลันตายิ้ม

             

            องค์หญิงกำหมัดแน่น เธอนั้นอิจฉาผู้พันลาลันตาจริง ๆ หากเธอมีพลังเช่นผู้พันละก็

             

            “องค์หญิงกับนิทานแม้จะมีส่วนที่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงเป็นคนละคนกัน องค์หญิงพูดถูกต้องแล้ว นิทานมีพรสวรรค์ มีมากจนน่ากลัวเชียวล่ะ ผ่านไปไม่กี่ปีก็คงจะเหนือกว่ากระหม่อมแล้ว”

             

            องค์หญิงไพลินพยักหน้าเบา

             

            “แต่ความสุขที่เขามีในตอนนี้น่ะ เขาสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ เขาน่ะ ต่างจากองค์หญิงมากนะ องค์หญิงบอกว่าตนไร้ซึ่งพรสวรรค์ แต่คนมากมายที่รายล้อมรอบองค์หญิงพร้อมช่วยองค์หญิงจากใจ”

             

            “แต่นิทานน่ะไม่ใช่ เขามีพรสวรรค์จริง แต่เขาไม่มีใครเลย” ผู้พันลาลันตายิ้ม


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810