“ติ๊งต่อง...ขณะนี้เดินทางถึงเมืองหลวงแล้ว นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ทุกท่านโปรดลงจากเรือด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย”
เสียงไพเราะและอ่อนโยนดังขึ้น เซี่ยฮุยที่นั่งหลับตาพักผ่อนก็กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นก็พบว่าเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ ก็ตื่นแล้วเช่นกัน แต่พวกเขากลับไม่เคลื่อนไหว ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ
เนื่องจากจุดที่พวกเขานั่งอยู่ด้านในสุด คนที่อยู่โซนด้านหน้าจึงเริ่มลุกขึ้นยืนต่อแถวเพื่อเตรียมตัวลงจากเรือ
ต่อให้พวกเขาอยากจะออกไปเร็วกว่านี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่นั่งรอเวลาเท่านั้น
เมื่อทุกคนพร้อมที่จะเดินลงจากเรือ พวกเขาก็เริ่มทยอยลงไปด้านล่าง
ใช้เวลาเพียงไม่นาน คนที่อยู่ด้านหน้าก็หายไปมากกว่าครึ่ง เมื่อเห็นว่าทางเดินเหลือคนอีกไม่มาก
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยท่าทางไม่รีบร้อน พวกเขาลากกระเป๋าของตัวเองเพื่อออกจากเรือลำนี้
“เฮ้อ! ในที่สุดก็ถึงเมืองหลวงสักที”
ทันทีที่ลงมาจากเรือ เฉียนตัวตัวก็พูดด้วยเสียงดังสนั่น
“น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าระยะทางที่ใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง กลับบินนานถึง 5 ชั่วโมงแบบนี้”
เซี่ยฮุยแหงนหน้ามองพระอาทิตย์ที่อยู่ด้านบน บัดนี้พระอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกแล้ว อีกไม่นานก็คงจะลาลับขอบฟ้า
แสงอาทิตย์ที่นี่ไม่ได้ร้อนจนแสบผิวเหมือนกับเมือง Y แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมากเมื่อกระทบลงบนร่างกาย
“หยุดพูดเถอะ ไม่ได้มีแค่นายคนเดียวสักหน่อยที่เบื่อ”
หลังจากลงมาจากเรือ เมื่อลงมายืนอยู่บนพื้นที่โล่งแจ้ง หลี่เหมยก็เริ่มกลับมาแขวะเฉียนตัวตัวอีกครั้ง
“พวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ”
เจี่ยปิงอวี่ชี้ไปด้านหน้า ห่างออกไปไม่ไกลคือมีกลุ่มนักเรียนศิลปะการต่อสู้ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมือง Y ยืนรวมตัวกันอยู่
คนที่ยืนอยู่ตำแหน่งสูงกว่าคนอื่น ๆ ก็คือหลี่ต้าป้าว
เมื่อเห็นสายตาของหลี่ต้าป้าวที่กำลังมองมาทางนี้ เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ก็รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ ทันที
หลังจากหันไปส่งสายตาเตือนกลุ่มของเซี่ยฮุย หลี่ต้าป้าวก็หันมามองกลุ่มนักเรียนจำนวนเกือบร้อยชีวิตที่ยืนอยู่ด้านล่าง
“อีกเดี๋ยวรถของพวกเราก็จะมาถึงแล้ว เราจะไปที่หอพักของสมาคมศิลปะการต่อสู้ก่อน คืนนี้พวกเราจะนอนพักกันที่นั่น”
ระหว่างที่พูดเขาก็แอบชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็พูดเตือนขึ้นมาว่า “ครูหวังว่าคืนนี้จะไม่เห็นใครแอบเดินออกมาข้างนอกโดยพลการ นอนพักผ่อนในหอพักให้เรียบร้อย เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับการทดสอบในวันพรุ่งนี้”
“เข้าใจหรือยัง?”
“เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ!”
เมื่อได้ยินเหล่านักเรียนตะโกนขานรับกลับมา หลี่ต้าป้าวก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีก
ในเวลาเดียวกัน รถรับส่งของพวกเขาก็ขับมาถึงที่นี่พอดี
รถรับส่งเป็นรถรับส่งรางเบารุ่นล่าสุด ถึงจะเรียกว่าเป็นรางเบา แต่ด้านล่างของมันกลับไม่มีรางให้เห็นแม้แต่เส้นเดียว
รถรับส่งลอยขึ้นจากพื้นราว ๆ 30 เซนติเมตร และเคลื่อนไปตามรางที่เป็นภาพเสมือนจริง
ถึงแม้ว่ารถรับส่งจะมีขนาดที่ยาวมาก แต่เนื่องจากมีกฎไม่ให้รถบินเคลื่อนที่ในระดับความสูงที่ต่ำเกินไป ดังนั้นบริเวณพื้นดินจะมีแค่รถรับส่งเท่านั้นที่ขับเคลื่อนในระดับความสูงนี้ได้ จึงไม่มีปัญหาในการเดินทาง
เนื่องจากรถรับส่งมีความยาวมากพอจึงทำให้ด้านในกว้างขวาง และมีที่นั่งรองรับผู้โดยสารได้มากพอตามความต้องการ
นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมือง Y และคณะครูที่เดินทางมาที่นี่มีจำนวนเกือบหนึ่งร้อยคน หลังจากเบียดเข้าไปด้านในก็พบว่ายังมีเก้าอี้นั่งเหลืออยู่บางส่วน
เซี่ยฮุยนั่งติดกับหน้าต่าง และหันหน้าออกไปมองวิวที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง
เมื่อเทียบกับถนนและอาคารภายในเมือง Y ที่พวกเขาอยู่ ที่นี่มีความเจริญกว่ามาก
ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาบนท้องถนน ต่างก็ใช้ชีวิตกันแบบสบาย ๆ
แตกต่างจากเมือง Y ที่ทุกคนต่างใช้ชีวิตกันด้วยความรีบร้อน เห็นได้ชัดว่าภายในเมืองหลวงแห่งนี้ใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป
“ถ้าหากครั้งนี้พวกเราทำคะแนนได้โดดเด่น เราก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้อีกนานเลย”
คำพูดของเจี่ยปิงอวี่ทำให้สายตาของเซี่ยฮุยที่กำลังชื่นชมฉากข้างทางชะงักไป
เซี่ยฮุยหันกลับมามองเจี่ยปิงอวี่ แสงสว่างจากด้านนอกกระทบลงบนใบหน้าที่งดงามของเธอ สายตาของเธอก็กำลังจ้องมองไปที่วิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างเช่นกัน
“อื้อ”
เซี่ยฮุยพยักหน้าเบา ๆ ถ้าหากเป็นไปได้เขาก็หวังว่าตัวเองจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เช่นกัน
เมืองที่อยู่ติดขอบชายแดนอย่างเมือง Y แห่งนั้น หากเกิดเรื่องแปลกประหลาดมากขึ้นกว่านี้ คงหาความปลอดภัยให้กับชีวิตไม่ได้
อีกอย่างฉากที่อยู่ด้านนอกก็ทำให้เขาได้เห็นสายตาของผู้คนเหล่านั้นที่มีความสุขอิ่มเอมใจ ดูเหมือนว่าเมืองหลวงแห่งนี้คงจะมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก
จนถึงตอนนี้เขาได้เจอกับสิ่งแปลกประหลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันก็ทำให้เขาเติบโตขึ้น และเข้มแข็งได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลใด ๆ
“ดูนั่นสิ!”
เสียงของเฉียนตัวตัวที่ตะโกนขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ทำให้ความคิดของเซี่ยฮุยหยุดชะงักลง
รถรับส่งที่นี่ชะลอความเร็วลงแล้ว เซี่ยฮุยเงยหน้าขึ้นและมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง
จู่ ๆ สายตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
อลังการงานสร้างอะไรขนาดนี้!
เซี่ยฮุยตะโกนอยู่ภายในใจขณะจ้องมองอาคารที่อยู่ตรงหน้า
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออาคารขนาดใหญ่และสูงมาก ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่จึงจะเดินทางไปถึงที่นั่น
แต่เนื่องจากระยะห่างนี้ทำให้พวกเขาเห็นอาคารแห่งนั้นได้อย่างชัดเจน และทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
อาคารสูงเสียดฟ้าห้าตึกวางเรียงกันเป็นรูปทรงเดียวกับอุ้งเท้าแมว ถ้าหากมองจากมุมสูงก็จะเห็นว่าตึกทั้งห้าหันหน้าเข้าหาตรงกลาง
รูปทรงของมันเหมือนกับฝ่ามือขนาดใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับต้องการจะปกคลุมท้องนภาด้วยฝ่ามือนี้
รถรับส่งหยุดนิ่งสนิท พวกเขาเดินทางมาถึงด้านหน้าอาคารที่เห็นเมื่อสักครู่แล้ว
หลังจากเซี่ยฮุยเดินลงมาจากรถ เท้าของเขาก็สัมผัสเข้ากับพื้นที่ทำมาจากอิฐ เขาหันไปมองอาคารที่ทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อขยับเข้าใกล้ความรู้สึกตกตะลึงก่อนหน้านี้ก็ทวีคูณมากขึ้นไปอีก
สมาคมศิลปะการต่อสู้
ตรงกลางของอาคารทั้งห้าตึก มีป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่แขวนลอยอยู่ ซึ่งมีความยาวลากยาวตั้งแต่ด้านบนอาคารลงมาถึงด้านล่าง
ตักอักษรที่มีความสง่างามราวกับมังกรที่เหาะเหินอยู่บนท้องนภา ตัวอักษรเหล่านั้นต่อเข้าด้วยกันโดยปราศจากเส้นเชื่อมระหว่างกัน
“แม้แปลกใจเลยที่เป็นสำนักงานใหญ่ของสมาคมศิลปะการต่อสู้”
เฉียนตัวตัวแหงนหน้ามอง จากนั้นเขาก็สะบัดหน้าเพื่อสลัดความตกตะลึงออกไป
หลี่เหมยก็พยักหน้าเห็นด้วย สายตาที่ระยิบระยับจากความตกตะลึงของเธอจ้องมองไปที่อาคารหลักของสมาคมศิลปะการต่อสู้
สามสาวที่เหลือยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย พวกเธอจ้องมองอาคารเพียงแค่ชั่วครู่ จากนั้นก็หันกลับไปทำธุระของตัวเองต่อ
เฉียนตั๋วตั่วกำลังกินขนม ป๋ายเสียวเสี่ยวเดินตามเจี่ยปิงอวี่ ส่วนเจี่ยปิงอวี่หลังจากที่เดินลงมาจากรถ เธอก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดเพียงลำพัง
เซี่ยฮุยหลังจากที่เห็นอาคารขนาดใหญ่ของสมาคมศิลปะการต่อสู้ เขาก็หันไปมองฝั่งอื่น ๆ ก็พบว่านักเรียนศิลปะการต่อสู้เดินเข้าไปด้านในอาคารกันอย่างต่อเนื่อง
เซี่ยฮุยมองด้วยความพินิจพิเคราะห์ เขาพบว่าไม่มีนักเรียนจากสิบสามเมืองแรกปรากฏตัวอยู่ที่นี่ คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนจากสิบสามเมืองหลังทั้งหมด
พวกเขามาถึงก่อนหน้านี้ หรือว่ายังมาไม่ถึงนะ?
เซี่ยฮุยแอบสงสัยอยู่ภายในใจ จากนั้นเขาก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีก เขาเริ่มสำรวจกลุ่มนักเรียนศิลปะการต่อสู้จากสิบสามเมืองหลังอย่างเงียบ ๆ
สิ่งที่เห็นทำให้เซี่ยฮุยแอบรู้สึกประหลาดใจ เขาพบว่าในกลุ่มคนที่เดินอยู่ด้านหน้าเขา ต่างก็เป็นกลุ่มคนที่มีพลังลมปราณที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่
หนึ่ง...สอง...
เซี่ยฮุยแอบนับภายในใจจากพลังปราณที่เขารู้สึกได้ หลังจากนับจำนวนพลังปราณเหล่านั้น เซี่ยฮุยก็ต้องตกตะลึงเพราะเขาพบว่าในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้มีนักเรียนศิลปะการต่อสู้ที่เข้าสู่ขอบเขตพิเศษขั้น 6 จำนวนมาก
สิ่งนี้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดตอนที่เขาเข้ามาในเกมช่วงแรก ๆ ไป บนโลกใบนี้มีผู้มีพรสวรรค์ไม่น้อยเลย
นี่แค่สิบสามเมืองหลังยังมีนักเรียนศิลปะการต่อสู้แข็งแกร่งมากขนาดนี้ ทางฝั่งสิบสามเมืองแรกที่มากมายไปด้วยทรัพยากรเหล่านั้นจะแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกันนะ?
จะมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 9 หรือเปล่า? หรือว่าจะมีใครที่มีขอบเขตสูงกว่าขั้น 9 ไหมนะ?
เซี่ยฮุยถอนหายใจและเปิดหน้าจอแสดงผลขึ้นมาดูอย่างละเอียด
ผู้เล่น : เซี่ยฮุย
VIP:LV.5(10,000/500,000)
พลังลมปราณ:LV.5(0/50,000)ระยะเวลาในการใช้งาน 180 นาที
อาชีพ :นักมวย
เลเวล :LV.9
ค่าพลัง :900
พลังทางกายภาพ :900
ความว่องไว :90
สกิล :เจิ้งเฉวียน เจี๋ยเฉวียน ป้าวเฉวียน หมัดมังกรตระหง่าน ขามังกรขนดตัว กระโดดตลบวายุ รำมวย ภูตผีย่างก้าว
แต้มเสริมความแข็งแกร่ง :330
ค่าสถานะ :ผู้ฝึกยุทธ์(24 แต้ม /วัน)
แต้มเสริมความแข็งแกร่งมีอยู่ 330 แต้มแล้ว หลังจากที่ใช้เวลาฝึกอยู่หลายวัน ความแข็งแกร่งของเขากลับเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะเขาใช้ชีวิตหย่อนเกินไป แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น หลายวันมานี้เซี่ยฮุยจึงไม่ได้ออกตามหาแก๊งที่ทำงานด้านมืดหรือพวกปีศาจแปลกประหลาดเหล่านั้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
วันนี้หลังจากที่เขาได้เห็นว่านักเรียนศิลปะการต่อสู้มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเขา เขาก็เพิ่งจะคิดได้ว่าวิสัยทัศน์ของเขายังถือว่าแคบนัก
“ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายแล้วสิเนี่ย”
เซี่ยฮุยแอบกำหมัดแน่น
“ผู้แข็งแกร่งปีนี้มีเยอะเหมือนกันนะ”
จู่ ๆ เจี่ยปิงอวี่ก็พูดขึ้นมา จนดึงดูดสายตาของเพื่อนร่วมทีมให้หันไปมองเธอ
“มีหลายคนที่ฉันไม่สามารถมองความแข็งแกร่งของพวกเขาได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าฉัน”
หลังจากที่หายตกใจจากอาคารสมาคมศิลปะการต่อสู้ สายตาของทุกคนก็มองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้า
มีทีมที่แข็งแกร่งมากอย่างที่คิดไว้จริง ๆ!
“พวกเราไปที่หอพักก่อนเถอะ”
เซี่ยฮุยเข้าใจความหมายของเจี่ยปิงอวี่ เขาจึงพยักหน้าตอบกลับไป
คนอื่นไม่ได้มีความเห็นต่าง พวกเขาจึงเดินตามนักเรียนคนอื่น ๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าไปในประตูใหญ่ของสมาคมศิลปะการต่อสู้
หลังจากที่เท้าก้าวเข้ามาด้านในประตูใหญ่ ภายในห้องโถงใหญ่ก็มีความวิจิตรเป็นอย่างมาก
แต่สิ่งที่เซี่ยฮุยสนใจไม่ได้อยู่ที่ความงามภายในนี้ เขาจำได้ว่าตอนที่เขาเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาด้านในประตูบานใหญ่ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานกวาดไปทั่วร่างของเขาราวกับกำลังตรวจสอบหาอะไรบางอย่าง หลังจากผ่านไปได้ไม่นานมันก็หายไป
ตรวจจับงั้นเหรอ?
เซี่ยฮุยยังคงเงียบเสียงและเดินตามหลังเพื่อนร่วมทีมอยู่ด้านหลังสุด สายตาของเขาจ้องมองไปยังแผนที่ที่แสดงอยู่ตรงหน้า
เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านบนแผนที่เต็มไปด้วยจุดสีเขียว
นอกจากนี้ยังมีจุดสีแดงบางส่วนด้วย แต่ก็มีจุดสีเหลืองดันจุดสีแดงเหล่านั้นให้ออกห่างจากห้องโถง
ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบเท่านั้น แต่มันยังมีฟังก์ชันสกัดให้ออกไปได้ด้วย!
จุดสีแดงเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์เพื่อแทนศัตรู ต่อให้ใช้ตาตุ่มคิดเซี่ยฮุยก็รับรู้ได้ว่ามีนักเรียนบางคนที่ถูกสิ่งแปลกประหลาดครอบงำร่างกาย หลังจากที่ถูกตรวจจับพวกมันก็ถูกคนของสมาคมลากออกไปทันที
เซี่ยฮุยไม่ได้บอกเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ เกี่ยวกับสิ่งนี้ เพราะเขารู้ดีว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายกับพวกเธอ หากถูกถามว่าเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
ทั้งหกคนไม่ได้หยุดเดินเพื่อชื่นชมห้องโถงแห่งนี้ พวกเขายังคงเดินหน้าต่อจนกระทั่งถึงห้องพักที่ถูกแบ่งเป็นทีม
ก่อนหน้านี้หลี่ต้าป้าวได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หลังจากลงจากรถให้รวมกลุ่มกับคนในทีมให้เรียบร้อย เพราะเขาจะไม่ได้นำทุกคนมาที่นี่
พรุ่งนี้เขาจะเดินทางไปที่สนามสอบเพื่อดูการทดสอบของทุกคน หลังจากบอกกับทุกคนให้พยายามกันอย่างสุดความสามารถ เขาก็หมุนตัวและเดินจากไป
“ตี๊ด ๆ!”
หลังจากใช้บัตรรูดเข้ากับเครื่องเซนเซอร์ แสงสีเขียวก็กะพริบขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกแง้มออก
หลังจากที่ทุกคนเดินเข้าไปด้านในและประตูถูกปิดลง พวกเขาก็ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
“ทุกคนคิดยังไง?”
เจี่ยปิงอวี่สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ และเตรียมใจมาก่อนแล้วว่าคู่ต่อสู้จะมีความแข็งแกร่ง
แต่จำนวนคนที่มีความแข็งแกร่งเหล่านั้นกลับมีอยู่สูงมาก จนเหนือความคาดหมายก่อนหน้านี้ของเธอไปอย่างสิ้นเชิง
“แน่นอนว่าต้องนั่งคิดสิ...”
เฉียนตัวตัวปากไวและพูดติดตลกออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร เมื่อเห็นสายตาโกรธเคืองของสาว ๆ เขาก็เพิ่งจะคิดได้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเล่น
เขาจึงพูดว่า “พวกเราก็ไม่ได้อ่อนแอนะ เราร่วมมือเพื่อฝึกฝนโดยเฉพาะมาตั้งนาน แทบไม่ต้องไปใส่ใจคนพวกนั้นเลย อีกอย่างเรายังมีพี่ฮุยอยู่ทั้งคนนะ”
ทุกสายตาจับจองมาที่เซี่ยฮุยที่ยังคงนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ภายในใจของพวกเธอก็แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เซี่ยฮุยเห็นเช่นนี้ก็พูดขึ้นว่า “ในบรรดาคนเหล่านั้นมีนักเรียนขอบเขตพิเศษขั้น 6 ด้วย”
ทุกคนแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“แม้ว่าความแข็งแกร่งของฉันจะสามารถเอาชนะคนเหล่านั้นได้ แต่เรายังไม่เห็นคนของสิบสามเมืองแรก คนเหล่านั้นอาจจะมีความแข็งแกร่งเท่ากับฉัน หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่า พรุ่งนี้พวกเราต้องระวังตัวเองให้ดีนะ”
“คิดไม่ถึงเลยว่าปีนี้จะมีคนที่มีความแข็งแกร่งเยอะขนาดนี้” สีหน้าของเจี่ยปิงอวี่แสดงออกถึงความหนักใจ
“อันที่จริงพวกเราไม่ต้องไปกังวลใจเรื่องพวกนี้หรอก บางทีคนเหล่านั้นอาจจะสู้พวกเราไม่ได้ก็ได้นะ การทดสอบของปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ๆ ไม่ใช่การต่อสู้แบบขึ้นสังเวียนแน่นอน” หลี่เหมยพูดปลอบใจ
“จริงด้วย ไม่รู้ว่าด่านทดสอบในครั้งนี้จะเป็นยังไงเนอะ?”
……
ทุกคนต่างมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร ทุกอย่างเงียบสงัดลงครู่หนึ่ง
“เอาเป็นว่าวันนี้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รู้แล้วว่าจะเป็นยังไง”
สิ้นสุดเสียงของเจี่ยปิงอวี่ ทุกคนก็ไม่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ต่างคนต่างลุกขึ้นและแยกย้ายกันไปพักผ่อนในห้องนอนของตัวเอง