คำพูดของนางแฝงไว้ด้วยความอาฆาตแค้นและความเคียดแค้นที่เกินจะบรรยาย
หลี่เทียที่ยืนอยู่ไม่ห่างเพียงแค่ปรายตามองนาง ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
ดวงตาของเขาไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ สีหน้าของเขายังคงเฉยชา ราวกับว่าการฆ่าคนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่น่าต้องใส่ใจ
“เจ้าไม่ต้องกังวล หย่าเฟย”
“ข้าจะทำให้มันต้องคุกเข่าอ้อนวอนข้าก่อนตายเอง!”
ทว่าผิดกับฝั่งของตระกูลตง บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความฮึกเหิมจากชัยชนะเมื่อครู่
บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ตงจางขมวดคิ้วแน่น กำหมัดจนเล็บจิกลงไปในเนื้อของตนเอง
เขาหันไปมองเจ้าเมืองหนานปิงเหมือนอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่ากลับถูกบุตรชายของเขา ตงหยูขัดไว้เสียก่อน
“เชื่อใจท่านเทียนจุนหน่อยท่านพ่อ”
“ถ้าเขาชนะในครานี้ได้ พวกมันตระกูลโอวหยางก็จะไม่มีอะไรมาโต้แย้งอีกต่อไป!”
คำพูดของตงหยูทำให้ตงจางนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
และรู้ดีว่าตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโต้แย้งอีกแล้ว
สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือเฝ้าดูผลลัพธ์ของศึกในครั้งนี้
บนเวทีประลอง หลังจากที่หย่าเฟยกระเสือกกระสนลงไปแล้ว
หลี่เทียและเทียนจุนก็เริ่มยืนประจันหน้ากัน
ความเงียบที่ปกคลุมรอบเวทีในตอนนี้เปรียบเสมือนพายุที่กำลังก่อตัวขึ้น ก่อนที่มันจะระเบิดออกมาในพริบตา
หลี่เทียค่อยๆยกมือขึ้น ตั้งท่าราวกับราชสีห์ที่กำลังเตรียมจู่โจม
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาพลันเกิดลมปราณเซียนปะทุออกมา มันค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นพายุสายหนึ่งที่มีขนาดหนึ่งจั้ง ปกคลุมฝ่ามือและร่างกายของเขา ลมปราณหมุนวนอยู่รอบตัวอย่างรุนแรง ส่งเสียงกรีดร้องดุจพายุโหมกระหน่ำ
“ไอ้ขยะ ข้าผิดเองที่ให้หย่าเฟยเป็นผู้ลงมือแทน..”
“เพราะใครจะไปคิดละว่าแกจะแข็งแกร่งปานนั้น!”
เสียงของหลี่เทียเย็นชา ดวงตาเปล่งประกายด้วยความดูแคลนและความเหยียดหยาม
“แต่ในท้ายที่สุด แกก็เป็นได้เพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาขั้นเก้า ผิดกับข้าที่มีระดับทะเลวิญญาณขั้นหนึ่ง!”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย พายุที่อยู่รอบตัวของเขาพลันพุ่งขึ้น
ปราณเซียนที่เดือดพล่านพุ่งตรงเข้าสู่ฝ่ามือของเขา ทำให้มันเปล่งประกายด้วยแสงสีฟ้าเรืองรอง
“แกเห็นฝ่ามือวายุอัสนีนี้หรือไม่? มันคือปราณเซียนที่ถูกสำแดงพลังออกมาจากวิชาระดับกลาง ฝ่ามือวายุอัสนี!”
สิ้นคำกล่าวของหลี่เทีย พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็เริ่มปะทุขึ้นในทันที
สายฟ้าสีฟ้าเข้มส่องประกายอยู่ภายในกระแสพายุ เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นราวกับจะข่มขู่ทุกสรรพสิ่ง
แต่เทียนจุนกลับเพียงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
“หยุดพร่ำเสียทีเถอะ ศิษย์ของนิกายวายุโลหิตเป็นพวกที่ชอบโอ้อวดตนเองหรือยังไง?”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเล็กน้อย ท่าทางราวกับไม่ยี่หระต่อพลังอันน่าสะพรึงกลัวของหลี่เทียแม้แต่น้อย
“ไหนละฝ่ามือวายุอัสนี?”
“ข้ายังไม่ได้มีแม้แต่บาดแผลเลยนะ?”
คำพูดของเทียนจุนทำให้สีหน้าของหลี่เทียพลันเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ
ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งที่ตนเองแข็งแกร่งกว่าถึงสองสามระดับขั้น
“ย่อมได้ เช่นนั้นแกก็ตายซะ!”
หลี่เทียคำรามออกมา ก่อนจะใช้ปราณเซียนวายุพุ่งเข้าใส่เทียนจุนด้วยความรวดเร็ว
พายุรอบตัวของเขาหมุนวนรุนแรงขึ้น ฝ่ามือวายุอัสนีพุ่งออกไปด้วยความเร็วเหนือสายตา
ลมกันโชกที่รุนแรงโหมซัดออกไป ประหนึ่งคมมีดนับร้อยนับพันที่พุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว
แต่เทียนจุนกลับไม่แสดงความตื่นตระหนก เพียงแค่ขยับร่างกายอย่างแผ่วเบาเคลื่อนตัวถอยหลังออกไปในพริบตา
ร่างของเขาเบาสบายราวกับขนนก และฝ่ามือวายุอัสนีของหลี่เทียก็พลาดเป้าอย่างจัง
หลี่เทียเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่คิดว่าฝ่ามือของตนเองจะโจมตีพลาดได้
ทว่าชายหนุ่มก็พลันได้สติจากแรงกระแทกก่อนหน้านี้ ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ปราณเซียนของเขาปะทุออกมาในพริบตา
ร่างของเขากระโจนออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ รอบกายของเขาแผ่กลิ่นอายของพายุอัสนีที่คุกรุ่น
ขณะที่เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า พื้นหินบนลานประลองที่เขาเหยียบถึงกับแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ จากแรงกดดันที่แผ่ออกมา
“ไอ้บ้า! อย่าคิดว่าเมื่อครู่นั้นเป็นเพราะโชคช่วย”
“แกไม่มีทางหลบฝ่ามือวายุอัสนีของข้าได้อีก!”
เสียงคำรามของหลี่เทียดังก้องกังวาน พร้อมกับฝ่ามือทั้งสองข้างที่ปกคลุมไปด้วยปราณเซียนที่ปั่นป่วน
ฝ่ามือวายุอัสนีแปรเปลี่ยนเป็นสายลมอัสนีสีฟ้าสดใส
ท่ามกลางเสียงฟ้าคำราม สายลมนับสิบแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือที่พุ่งตรงเข้าใส่เทียนจุนในทุกทิศทาง
รอบเวทีการประลองถูกปกคลุมไปด้วยพลังอันเกรี้ยวกราดของหลี่เทีย ราวกับว่ามันพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้มลายหายไป
เทียนจุนที่เผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของหลี่เทียไม่ได้แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เขาพนมมือข้างหนึ่งขึ้นกลางอก นัยน์ตาทั้งสองเปล่งประกายด้วยแสงสีทองอร่าม
ลมหายใจของเขาสงบนิ่ง ร่างของเขาตั้งมั่นไม่ไหวติง ก่อนที่เริ่มจะตบฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า
“ฝ่ามือพุทธะทองคำ!”
เสียงของเทียนจุนเปล่งออกมาด้วยความแน่วแน่ พร้อมกับที่ปราณเซียนแห่งพุทธะสำแดงอานุภาพ
ประกายแสงสีทองถักทอและควบแน่นกันเป็นฝ่ามือขนาดสามจั้ง
มันแผ่พลังที่ศักดิ์สิทธิ์ออกมา ปราณเซียนสีทองพวยพุ่งไปทั่วทั้งเวที ราวกับเทพพุทธะจุติลงมายังโลกมนุษย์
เมื่อผู้ชมเห็นภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หลายคนถึงกับดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัว
แม้แต่เจ้าเมืองหนานปิงที่ครองสติได้ดีมาตลอด ยังอดไม่ได้ที่จะขยับตัวขึ้นมานั่งหลังตรง ดวงตาของเขาทอแววไม่อยากเชื่อ
“นั่นมัน.. ปราณเซียนวิชาของสายพุทธะ!?”
เสียงของเขาพึมพำออกมาด้วยความตกตะลึง
บรรดาผู้อาวุโสในเมืองต่างรู้ดีว่า เส้นทางของพุทธะคือหนึ่งในเส้นทางการฝึกตนที่สูงส่งและยากจะฝึกฝนถึงขีดสุด
ผู้ที่สามารถสำแดงพลังแห่งพุทธะออกมาได้ ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่น้อยคนนักจะพบเห็น
“เขาฝึกฝนเส้นทางสายพุทธะเหรอเนี่ย!?”
“แถมยังสามารถปลดปล่อยปราณเซียนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ทั้งที่อยู่เพียงระดับหลอมกายาขั้นเก้า!?”
เสียงกระซิบของเหล่าผู้ชมดังไปทั่ว ทุกคนต่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
บนเวทีการประลอง พลังของฝ่ามือพุทธะทองคำทำให้ลานประลองถึงกับสั่นสะเทือน
พลังของมันมิได้มีเพียงความรุนแรง แต่ยังแฝงไปด้วยพลังแห่งการสยบทุกสิ่ง
ฝ่ามือขนาดมหึมาสาดประกายสีทองเจิดจ้า ก่อนจะซัดเข้าใส่ฝ่ามือวายุอัสนีของหลี่เทีย
ตูมมมมมมมม!!!
เสียงระเบิดของพลังทั้งสองปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว
สายลมวายุอัสนีถูกพลังแห่งพุทธะบดขยี้จนแตกสลาย พายุอัสนีที่เคยเกรี้ยวกราดพลันจางหายไปภายในพริบตา
หลี่เทียที่อยู่เบื้องหน้าถึงกับดวงตาเบิกโพลง ร่างของเขาสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่กำลังพุ่งเข้ามาหา
“ไม่นะ! นี่แก—!”
เสียงของเขาขาดห้วง เพราะในชั่วพริบตานั้น ฝ่ามือพุทธะทองคำก็ตบเข้าใส่ร่างของเขาอย่างรุนแรง
ตู้มมม!!!
เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของหลี่เทียถูกซัดปลิวออกไปกลางอากาศ
ก่อนจะพ่นโลหิตออกมาคำใหญ่ กลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่ว เขากระเด็นออกไปนอกเวที
ร่างของเขากระแทกเข้ากับพื้นหินอย่างแรงจนเกิดรอยแตกร้าว
เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา
หย่าเฟยที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับหน้าซีดเผือด โอวหยางเฉินและโอวหยางชิงต่างตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
คนของตระกูลโอวหยางทั้งหมดล้วนแต่ยืนตัวแข็งทื่อ ไม่อาจเชื่อสายตาของตนเองได้
“น..นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
เสียงพึมพำของโอวหยางเฉินเบาเสียจนแทบไม่มีใครได้ยิน ทว่าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ได้ตอกย้ำว่าพวกเขาไม่มีหนทางจะโต้แย้งได้อีกต่อไป
ร่างของหลี่เทียแน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากมุมปากและพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายกลับไม่อาจตอบสนองได้อีกต่อไป
เขากัดฟันแน่น พยายามจะใช้พลังของตนเองเพื่อฟื้นฟูบาดแผล ทว่าเส้นชีพจรภายในของเขากลับปั่นป่วนไปหมด
“กะ.. แกเป็นใครกันแน่!?”
“พลังระดับนี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรแล้ว”
“หะ..หรือว่าแกเป็นศิษย์ของขุมพลังอำนาจสายพุทธะ!”
เสียงของหลี่เทียสั่นเครือ ราวกับว่าเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า เทียนจุนมิใช่เพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาทั่วไป
แต่เป็นอัจฉริยะที่มิอาจใช้สามัญสำนึกมาตัดสินได้
เทียนจุนไม่ได้ตอบกลับ เพียงแค่ปรายตามองเขาอย่างเรียบเฉย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
“ข้าก็บอกไปแล้วมิใช่หรือ ว่าเจ้าพร่ำเพ้อมากเกินไป!”
เสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับดังก้องอยู่ในหัวของหลี่เทีย
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่ว เสียงฝีเท้าของเทียนจุนก้าวลงจากเวทีช้าๆ
ทิ้งไว้เพียงร่างของหลี่เทียที่นอนจมกองเลือด กับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของเหล่าคนตระกูลโอวหยาง
ผู้ชมทั้งหมดเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง ศึกการประลองครั้งนี้ได้จบลงแล้ว—และเป็นชัยชนะที่ไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป