อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 ระหว่างความเป็นและความตาย

            หยุนเช่อนั่งลงกับพื้นพร้อมทั้งปิดเปลือกตาลงเพียงลมหายใจเข้าออกสองถึงสามครั้ง ภายในใจล้วนปล่อยวางว่างเปล่านิ่งสงบดุจน้ำนิ่งนอกเหนือจากเสียงร่ำร้องของกระเพาะ ความตื่นเต้นลุกลนทั้งมวลจากการได้รับเส้นชีพจรลมปราณใหม่ล้วนเลือนหายไปจิตสมาธิทั้งหมดทุ่มเทรวมศูนย์ ณ กึ่งกลางเส้นชีพจรลมปราณภายในร่างกายของตนเองผลจากการฝึกฝนพลังลมปราณมาทั้งสองชาติภพชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำเมื่อเริ่มต้นฝึกฝนอีกครั้ง พลังลมปราณแรกสุดของมนุษย์มีพื้นฐานมาจากพลังชีวิตในร่างกายหากจะกล่าวอย่างชัดเจน คือการดึงพลังชีวิตทีละน้อยทีละน้อยเข้าสู่เส้นชีพจรลมปราณซึ่งจะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังลมปราณอย่างช้าๆเมื่อใดที่เส้นชีพจรเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณเป็นนิมิตหมายของการก้าวเข้าสู่ขั้นลมปราณแรกกำเนิด!

            ผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้มีระดับพรสวรรค์ปานกลางใช้เวลาประมาณครึ่งปีสำหรับกระบวนการนี้ผู้ฝึกฝนผู้เปี่ยมพรสวรรค์อาจใช้เวลาประมาณสองถึงสี่เดือนเมื่อรากฐานอันสำคัญยิ่งยวดนี้ถูกเติมเต็มผู้ฝึกตนล้วนสามารถเริ่มขั้นต่อไปในการฝึกฝนโดยเริ่มซึมซับพลังฟ้าดินผู้ฝึกลมปราณต้องบรรลุระดับลมปราณแรกเริ่มก่อนให้ได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้นจึงจะสามารถเริ่มใช้เส้นชีพจรลมปราณของตนซึมซับพลังจากธรรมชาติได้

            ท่ามกลางความเงียบสงัดเส้นสายของพลังลมปราณเริ่มก่อเกิดรวมตัวภายในเส้นชีพจรของหยุนเช่อ…ด้วยจุดเส้นชีพจรที่ถูกเปิดออกทั้งห้าสิบสี่จุดพลังชีวิตของชายหนุ่มทะลักทลายออกจากจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดในคราเดียวด้วยความรวดเร็วเกินระดับที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้…

             

            …………………………………………

             

            ก่อนที่จัสมินจะเข้าสู่ไข่มุกพิษสวรรค์เด็กสาวกำชับหยุนเช่อมิให้รบกวนนางภายในระยะเวลาสามวัน อย่างไรก็ตามนางคาดคิดมิถึง ว่าตนเองจะฟื้นตื่นขึ้นมาในเวลาถึงเจ็ดวันหลังจากนั้นหลังจากหลับใหลไปอย่างรวดเร็วในไข่มุกพิษสวรรค์กว่าเจ็ดวันผลข้างเคียงร้ายแรงจากการใช้พลังลมปราณของนางได้ถูกขจัดออกจนหมดสิ้นเด็กสาวมองไปยังหยุนเช่อจากภายในไข่มุกพิษสวรรค์พร้อมทั้งเปล่งเสียงอุทาน “เอ๋?”ออกมาจากริมฝีปากสีชมพูของนางด้วยความประหลาดใจ

            ณ เทือกเขามังกรแดงบริเวณสายน้ำตกท่ามกลางขุนเขา

            ธารน้ำตกขนาดยักษ์ร่วงหล่นลงจากหน้าผาสูงชะลูดกว่าสองสามร้อยเมตรตกกระแทกลงสู่แอ่งน้ำตกเบื้องล่าง ก่อเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายในอากาศเสียงดังสะท้อนแก้วหูประดุจดังเสียงคำรามของสายฟ้า ซึ่งส่งเสียงแผ่กระจายกว้างไกล

            ณ สุดปลายน้ำตกขนาดมหึมาเด็กหนุ่มซึ่งร่างท่อนบนเปล่าเปลือยกำลังเดินเข้าสู่ม่านน้ำตกซึ่งดูคล้ายทอดยาวลงมาจากสรวงสวรรค์พลังลมปราณทั้งหมดถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องศีรษะและหลังของเขา

            ร่างกายของชายหนุ่มดูเล็กกระจ้อยร่อยเมื่ออยู่ภายใต้ธารน้ำตกใหญ่ยักษ์แม้ว่าความสูงของน้ำตกนี้จะไม่มากเกินไป ทว่าพลังที่แฝงมากับสายน้ำมหาศาลยังคงสามารถบดขยี้ร่างมนุษย์เป็นชิ้นๆได้…

            ทว่าเด็กหนุ่มยังคงมุ่งมั่นต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น และเดินต่อไปสู่โขดหินซึ่งถูกสายน้ำตกกระแทกกระทั้นมายาวนานเกินกว่าผู้ใดจะทราบได้

            เมื่อจัสมินออกมาจากไข่มุกพิษสวรรค์เด็กสาวจ้องมองไปยังความสูงของน้ำตก พร้อมเลิกคิ้วโค้งเรียวงามดุจจันทร์เสี้ยวขึ้นสูงชัน

            “บึ้ม!”

            แรงตกกระแทกของคลื่นยักษ์โจมตีร่างกายของหยุนเช่ออย่างโหดร้ายทำลายเกราะพลังลมปราณอันอ่อนแรงของชายหนุ่มลงทันทีพร้อมทั้งบดขยี้ชายหนุ่มให้ตกลงสู่แอ่งน้ำตกเชี่ยวกรากที่หมุนวนเป็นละอองฟ่องฟูที่เบื้องล่าง

            ความเจ็บปนแสบร้อนโอบล้อมร่างกายของชายหนุ่มร่างกายท่อนบนทั้งหมดกลับกลายเป็นสีแดงที่มุมปากปรากฏรอยเลือดอันน่ากลัวหนึ่งรอยไหลออกมา…อย่างไรก็ตาม ไม่มีร่องรอยของความทดท้อหรือความหวาดกลัวในดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มหลังจากหอบหายใจอย่างหนักหน่วงหยุนเช่อลอยตัวขึ้นจากธารน้ำและใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในการต้านกระแสคลื่นเพื่อพยุงตนเองขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก…

            แรงกระแทกของสายน้ำตกส่งผลต่อชายหนุ่มอยู่บ้างหลังจากการต้านกระแสน้ำและว่ายขึ้นริมฝั่งนับว่าหยุนเช่อได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของตนเองจนหยดสุดท้าย อย่างไรก็ตามเขาไม่ยอมเอนตัวลงและพักหายใจเมื่อถึงฝั่ง…ทว่า กลับเข้าหาโขดหินใต้ธารน้ำตกอีกครั้งด้วยร่างกายอ่อนระโหยชายหนุ่มพยายามรวบรวมเส้นสายของพลังลมปราณอันแตกกระจายในร่างกายเพื่อรวบรวมพลังลมปราณเฮือกสุดท้ายในการปกป้องศีรษะของตนไว้

            “สำเร็จลมปราณขั้นที่หนึ่งของปราณแรกเริ่มได้แล้ว? รวดเร็วถึงเพียงนี้!”เมื่อดูจากปริมาณพลังลมปราณอันแสนน้อยนิดที่หยุนเช่อปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างกายจัสมินรู้สึกประหลาดใจที่ชายหนุ่มสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งของลมปราณแรกเริ่มได้โดยใช้เวลาสั้นๆ เพียงเจ็ดวัน!ระดับความก้าวหน้าขนาดนี้ แม้แต่ในบรรดาบุคคลที่เด็กสาวรู้จักยังคงต้องตกตะลึงกับเรื่องนี้ นี่เป็นเพียงร่างกายมนุษย์ธรรมดาและเส้นชีพจรลมปราณของเทพอสูรซึ่งไม่ได้ถูกเปิดประตูล้วนไม่มีใดต่างจากเส้นชีพจรลมปราณปรกติธรรมดาของคนทั่วไป…ชายหนุ่มใช้วิธีการใดกันแน่ในการบรรลุขั้นแรกของปราณแรกเริ่มด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียงเจ็ดวัน!ด้วยร่างกายของมนุษย์ปกติ แม้ว่าจะสามารถเปิดจุดเส้นชีพจรทั้งหมดได้อย่างน้อยล้วนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน!

            อย่างไรก็ตามด้วยการต้านทานพลังของน้ำตกขนาดใหญ่ด้วยพลังฝีมือเพียงระดับปราณเริ่มต้นขั้นที่หนึ่งแน่นอนว่านี่คือการฆ่าตัวตายชัดๆ! นอกจากนี้ หลังจากถูกน้ำตกกระแทกบอบช้ำในครั้งแรกภายใต้สถานการณ์ที่พลังลมปราณทั้งหมดถูกใช้จนเกือบหมดสิ้น ชายหนุ่มไม่พักผ่อนทั้งยังเดินเข้าหาธารน้ำตกอีกครั้ง

            จัสมินพุ่งตัวเข้าหาหยุนเช่อพร้อมทั้งตะโกนด้วยเสียงสดใสไพเราะของนางว่า“เจ้าอยากตายรึไง!” หยุนเช่อได้ยินเสียงของจัสมิน ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าชั่วครู่และสาวเท้าก้าวเดินไปเบื้องหน้าอีกครั้ง

            “บึ้ม!!”

            พลังลมปราณเฮือกสุดท้ายของชายหนุ่มแตกสลายลงทันทีอย่างไม่มีข้อสงสัยทันใดนั้นเอง รอยบาดแผลเล็กๆหลายสิบแผลปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของหยุนเช่อ สองตากลับกลายเป็นมืดทะมื่นชายหนุ่มกระอักโลหิตสดๆออกมาคำใหญ่ พร้อมทั้งร่วงหล่นลงไปในแอ่งน้ำตกอีกครั้งนึง

            “เจ้าเสียสติไปแล้วรึไง!”จัสมินขมวดคิ้วนิ่วหน้า เด็กสาวพุ่งตัวไปในทิศทางที่หยุนเช่อถูกพัดพาไป เพื่อเหวี่ยงร่างของชายหนุ่มเข้าสู่ฝั่งลำธารไม่นานหลังจากนี้ ร่างของหยุนเช่อพลันลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ ทว่าเมื่อนางเข้าใกล้ร่างของชายหนุ่มพร้อมเตรียมการดึงร่างของเขาขึ้นเด็กสาวกลับได้ยินเสียงสั่นเครืออ่อนระโหย ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งมั่น…

            “ไม่ต้อง…ช่วย…ข้า…”

            ใบหน้าของหยุนเช่อที่โผล่พ้นผิวน้ำซีดขาวราวกระดาษรอยแผลเป็นบนร่างกายของชายหนุ่มมากมายจนน่าหวาดหวั่น ด้วยสองตาครึ่งหลับครึ่งลืมนัยน์ตาของชายหนุ่มเผยให้เห็นแววเลื่อนลอย ทว่าในขณะเดียวกันกลับมีสติตั้งมั่นอย่างถึงที่สุด

            มันยังคงไม่หมดสติ…จัสมินหดมือของตนเองกลับมาภายในใจตื่นตะลึงอีกครั้ง ไม่ใช่สิ! เมื่อคำนึงถึงสภาพของชายหนุ่มก่อนหน้านี้หากเป็นผู้คนธรรมดาทั่วไปเมื่อต้องทนทานรับการกระแทกถึงระดับนั้นล้วนเป็นไปไม่ได้ที่คนผู้นั้นจะยังคงมีสติสมาธิสมบูรณ์

            เมื่อนางจับจ้องไปยังหยุนเช่อ ทันใดเด็กสาวกลับต้องประหลาดใจหรือจะเป็นไปได้ที่มันเพียงใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจที่สูงส่งดุจดั่งชีวิตของมันล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้เพียงเท่านั้นในการรั้งสติของตนเองเอาไว้?

            “เพียงเจ้าสามารถรักษาสติของตนเองเอาไว้ได้เช่นนี้ล้วนนับว่าน่าตื่นตะลึงเพียงพอแล้วเจ้าแน่ใจหรือว่าสามารถว่ายเข้าหาฝั่งได้ด้วยตนเอง?”จัสมินทำตามความต้องการของหยุนเช่อ เด็กสาวเพียงลอยกายอยู่เหนือร่างของชายหนุ่มและไม่เสนอความช่วยเหลืออันใดอีกทันใดนั้น ท่าทางของนางคล้ายพลันระลึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างหลังกล่าวจบประโยคใบหน้าของนางกลับปรากฏริ้วรอยสีแดงขึ้นทั้งสองแก้มพร้อมทั้งถดถอยออกมาด้วยอากัปกิริยาหวาดผวาจัสมินลอยกายถดถอยเป็นเส้นตรงอย่างรวดเร็ว สองมือน้อยๆ กดแนบลงบนกระโปรงกระทั่งนางเคลื่อนกายออกห่างมาช่วงใหญ่

            เมื่อถึงชั่วเวลานี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความสนใจของหยุนเช่อมิได้อยู่ที่นางเลยแม้แต่น้อยหากเป็นชายหนุ่มในสภาพร่างกายปกติ เขาย่อมสามารถต่อต้านคลื่นน้ำเหล่านี้ อย่างไรก็ตามตัวชายหนุ่มในขณะนี้ คลื่นน้ำที่ซัดสาดเหล่านี้แน่ชัดว่าเปรียบประดุจดังฝันร้ายของชายหนุ่มหยุนเช่อรีดเค้นเส้นชีพจรลมปราณที่แทบกลวงว่างเปล่าของตนเพื่อยกแขนชาด้านของตนขึ้นชายหนุ่มค่อยๆว่ายน้ำต้านกระแสคลื่นอย่างช้าๆ และมั่นคง เคลื่อนกายเข้าหาฝั่งทีละเล็กทีละน้อย…

            ไม่กี่อึดใจต่อมา กล้ามเนื้อของแขนและไหล่บ่าทั้งสองเริ่มบังเกิดอาการหดเกร็ง…นี่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อผู้คนได้ใช้เรี่ยวแรงของตนจนหมดสิ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แขนทั้งสองจะไม่สามารถยกขึ้นและสามารถนับได้ว่าเข้าสู่สภาพพิการชั่วคราว…รอยบาดแผลบนแผ่นหลังขายขนาดขึ้นเนื่องจากการปริแตกของผิวหนังโลหิตหลั่งไหลตามกันโดยไม่อาจหยุดยั้ง…ภายในใจของจัสมินยิ่งมายิ่งบังเกิดความหวาดหวั่นเมื่อนางเฝ้าดูภาพเหตุการณ์นี้สองมือที่บีบเคล้นเข้าหากันแนบแน่นสูญเสียเรี่ยวแรงจนต้องปล่อยทิ้งลงข้างตัว…

            อย่างไรก็ตาม แขนทั้งสองของหยุนเช่อยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งร่างกายของชายหนุ่มเคลื่อนเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆแน่ชัดว่าร่างกายของเขาล้วนถูกใช้จนเกินขีดจำกัด ในสภาพแบบนี้หยุนเช่อกลับสามารถรีดเค้นพลังจากแหล่งที่มิอาจจินตนาการออกมาได้พละกำลังที่ถูกใช้จนหมดสิ้น ทั้งสติสมาธิที่แทบขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ…อาจบางทีนี้ล้วนมิใช่กำลังกายที่ขับดันหยุนเช่อให้เคลื่อนไหวหากทว่าเป็นกำลังใจ…กำลังใจมุ่งมั่นอันเข้มแข็งน่าหวาดหวั่น!ภายใต้การจับจ้องมองอย่างเหลือเชื่อจากจัสมินหยุนเช่อปีนป่ายขึ้นสู่ฝั่งอีกครั้งครา ชั่วเวลานี้จิตใจของจัสมินกลับสั่นสะเทือนประดุจดังการได้เป็นพยานการมองเห็นการสัประยุทธ์อันยิ่งใหญ่ในโลกหล้าขณะที่นางกำลังคาดว่าหยุนเช่อคงต้องล้มสลบลงหลังจากนี้เด็กสาวกลับมองเห็นชายหนุ่มโซซัดโซเซหยัดร่างยืนขึ้น

            มันกลับยังสามารถยืนขึ้นได้จริงๆ!!

            หยุนเช่อผู้ซึ่งยืนหยัดขึ้นอีกครั้งสืบเท้าก้าวเดินมาทางจัสมิน ฝีเท้าก้าวย่างของชายหนุ่มเชื่องช้าอย่างยิ่งร่างกายของหยุนเช่อสั่นสะท้านอย่างรุนแรงในทุกก้าวย่างของชายหนุ่มดูคล้ายสามารถล้มลงได้ในทุกขณะจิตชายหนุ่มยังคงก้าวเดินไปไม่ต่ำกว่าสิบก้าวก่อนหยุดยั้งลงชั่วครู่เมื่อนั้นเองที่จัสมินพลันสังเกตเห็นแอ่งน้ำเล็กๆเป็นแอ่งน้ำเล็กกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรที่มนุษย์ขุดขึ้นภายในล้วนเติมเต็มไปด้วย…ของเหลวสีดำสนิท!

            หยุนเช่อก้าวเข้าไปในแอ่งน้ำสีดำพร้อมทั้งนั่งลงอย่างยากลำบากชายหนุ่มแช่ร่างลงไปทั้งตัว เหลือเพียงศีรษะโผล่พ้นออกมาเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ล้วนอยู่ภายใต้ของเหลวสีดำจากนั้นหยุนเช่อปิดเปลือกตาลงและสลบไสลไป

            จัสมินทิ้งร่างลงจากกลางอากาศะเฝ้าดูหยุนเช่อที่สลบไสลไม่ได้สติด้วยสีหน้าว้าวุ่นใจ

            แอ่งน้ำล้วนถูกขุดขึ้นโดยหยุนเช่อเห็นได้จากสิ่งของหลากหลายบริเวณรอบข้าง ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นหญ้าสมุนไพรตัวยาซึ่งสามารถนับได้มากกว่ายี่สิบชนิด ภายในสมุนไพรเหล่านั้นสิ่งที่มีปริมาณมากที่สุดคือกองไม้ที่มีกิ่งก้านและใบสีดำสนิทดุจถ่านไม้กลิ่นที่แพร่กระจายจากกองไม้ล้วนเป็นกลิ่นดุจเดียวกับกลิ่นที่กระจายออกมาจากแอ่งน้ำ

            จัสมินเลือกหยิบรากของมันขึ้นมาอย่างระมัดระวังอังลงเหนือจมูกของตนพร้อมทั้งสูดหายใจเข้าบางเบา ทันใดนั้นเองสีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เถากะโหลกมาร!”

            มันกลับกล้าแช่ร่างของตัวเองลงในนี้!!

            …นี่หมายความว่ามันใช้วิธีการนี้ของตนเองภายในเวลาเจ็ดวัน…ไม่สิ! สมควรน้อยกว่าเจ็ดวันในการบีบคั้นตนเองเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มเป็นผลสำเร็จ?!

            จัสมินจับจองมองใบหน้าของหยุนเช่ออย่างเงียบงัน…ใบหน้าอ่อนโยนเยาว์วัยของชายหนุ่มเป็นเครื่องยืนยันว่าชายหนุ่มเพียงอายุสิบหกปีอย่างแท้จริงทว่า เหตุใดจึงสามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้!! อาจเป็นไปได้จริงๆว่าคนผู้นี้…ล้วนเคยผ่านนรกที่แท้จริงมาก่อน?

             

            …………………………………………

             

            หนึ่งชั่วยามต่อมาหยุนเช่อเปิดเปลือกตาขึ้นพบเจอจัสมินลอยร่างอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าตนเองชั่วขณะที่ชายหนุ่มลืมตาขึ้น เด็กสาวจ้องมองมายังหยุนเช่อด้วยสายตาชาเย็นเมื่อนางมองเห็นหยุนเช่อได้สติกลับมาเด็กสาวกดกระโปรงลงทันทีราวกับว่ามันเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับโดยธรรมชาติ

            “เจ้าทำแบบนี้มาตลอดสองสามวันมานี้?”จัสมินเปิดปากไต่ถาม

            “ประมาณนั้น”หยุนเช่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ยังคงอ่อนแรงของตนขณะที่บาดแผลที่แผ่นหลังของชายหนุ่มยังคงอยู่ระหว่างการสมานตัว ภายในแอ่งน้ำไม่เพียงมีเถากะโหลกมารลอยอยู่ภายในยังมีสมุนไพรที่หยุนเช่อเป็นผู้เลือกสรรไว้จำนวนหนึ่งซึ่งมีสรรพคุณในการสร้างเป็นของเหลวที่ใช้ฟื้นฟูร่างกาย

            “เจ้าไม่กลัวต้องตายโหงรึไง!” ใบหน้าของจัสมินแสดงสีหน้าเย็นเยือก

            “ข้าไม่ปล่อยให้ตัวเองตายหรอกน่าไม่มีทาง!” หยุนเช่อกล่าวกลั้วหัวเราะอย่างแผ่วเบาคำพูดของชายหนุ่มเปี่ยมด้วยความมั่นใจและมุ่งมาด

            จัสมินยิ้มอย่างเย้ยหยัน“เจ้าประเมินตนเองสูงเกินไป เจ้านึกว่าภายในน้ำตกเพียงมีน้ำเช่นนั้นรึ? อาจบางทีมีหินใหญ่ปะปนเข้ามาหากมันถูกพัดเข้ามาตกลงบนศีรษะของเจ้าร่างของเจ้าคงต้องขาดออกเป็นสองท่อน…ข้าอยากรู้จริงๆ เจ้าคิดอะไรกันแน่เจ้าสิ้นหวังในการมีชีวิตแล้วงั้นรึ?”

            “เพราะข้าจำเป็นต้องมีอำนาจอันแข็งแกร่งมากพอ”หยุนเช่อจ้องมองไปเบื้องหน้าในแอ่งน้ำพร้อมทั้งกล่าวอย่างช้าชัด “หากข้ามีพลังเพียงพอท่านอาจารย์ของข้าย่อมไม่ถูกบีบคั้นจนตายครอบครัวของข้าย่อมไม่ต้องทนรับการดูแคลนจากผู้คน…ก่อนหน้านี้เส้นชีพจรของข้าพิการ ดังนั้นข้าไม่มีคุณสมบัติในการไขว่คว้าหาความแข็งแกร่งตอนนี้สวรรค์…ไม่สิ เป็นจัสมินท่าน ได้มอบเส้นชีพจรลมปราณให้แก่ข้าพเจ้าและแน่นอนว่าข้าไม่มีเหตุผลอันใดในการเกียจคร้านและเพิกเฉยต่อไป…ยังมีท่าน!อาจารย์น้อยจัสมินของข้าท่านเป็นคนเปิดปากและบอกข้าเป็นคำแรกว่าท่านต้องการให้ข้าบรรลุสู่ขอบเขตพลังฝีมือซึ่งไม่มีผู้ใดในอาณาจักรวายุครามเคยไปถึงมาก่อนให้ได้ในเวลาสามสิบปีเพราะเพื่อท่าน จะไม่ให้ข้าต้องเสี่ยงชีวิตได้อย่างไร?”