บทที่ 8 สงครามครั้งสุดท้าย
ตอนที่ 111 สงครามกลางเมือง
ณ ดินแดนคนตาย มิติที่อยู่เหนือกว่าของโลกมนุษย์
"ฮะ ฮะ ฮะ! ยังไม่ทันได้เร่งเวลาตายของโลก แต่กลับมีคนช่วยลั่นไกสงครามให้แล้ว! "
"เผ่ามนุษย์ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยนะว่ามั้ยเทพไร้หน้า? "
"เห็นด้วยเลยเทพไร้ขา"
เทพทั้งสามต่างหัวเราะร่าให้กับความวิบัติที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
"คิดว่าสงครามรอบที่เก้าในครั้งนี้ใครจะชนะหรือเทพไร้หน้า? "
"ข้าว่าตายห่านหมด แบบนี้คงไม่มีผู้ชนะแล้วละ"
"แล้วเจ้าละเทพไร้ขา? "
"คิดเหมือนเทพไร้หน้า แต่ข้าเชียร์พวกภูติน้อยน่ารักนะ แล้วท่านละเทพไร้แขน? "
"สำหรับข้านะหรือ? ใครจะชนะนะหรือ? อืม… นั่นสินะ "
เทพไร้แขนใช้พลังวิญญาณสร้างเป็นแขนจำลองชี้ลงไปที่ภาพของโลกเบื้องล่าง
ภาพนั้นคือเมืองคริสตัลซิตี้ซึ่งเต็มไปด้วยหลากเผ่าพันธุ์
“ก่อนหน้านี้เหมือนว่าจะเคยมีเหตุการณ์เดจาวูเกิดขึ้นกับพวกมันอยู่ด้วยนี่ เมื่อวิเคราะห์จากจำนวนรวบของสงคราม อัตราความทรงจำของวิญญาณที่ทับซ้อนกันแล้ว รอบนี้อาจจะ… เป็นไปได้สูงแฮะ...”
เขาพูดพึมพำกับตัวเองจนเทพอีกสององค์เริ่มสงสัยว่าเพื่อนของเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
"ข้าว่าเป็น [เจ้าพวกนี้] "
ก่อนจะให้คำตอบที่คลุมเครือเช่นนั้นกลับไป
***
คนแรกที่รู้สึกได้ถึงอันตรายคือเปอร์ไซด์
สัญชาตญาณอันเฉียบคมของเธอกำลังกรีดร้องลั่นถึงภัยอันตรายที่ลงมาจากฟากฟ้า
"พี่เอรีส พี่เอสเทอ ทุกคน รีบหนีเร็วค่ะ! "
"ฮืม? "
แต่จะให้หนีไปไหนนั้น แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้
เพราะว่ารังสีไมโครเวฟนั้นกินพื้นที่เป็นวงกว้างไปทั่วทั้งเมือง
รังสีไมโครเวฟวิ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็วที่มากกว่าสามแสนล้านเมตรต่อวินาที
รังสีสังหารนั้นกระทบเข้ากับระบบบาเรียที่คลุมตัวเมือง ก่อนจะกระจายตัวขยายออกไปที่ด้านข้าง
หักเหและกระจายออกพร้อมกับสั่นสะเทือนไหลไปตามผิวของบาเรียจนเกิดเป็นวงแสงสีรุ้งแผ่ขยายประดุจคลื่นน้ำ
และนั่นจึงทำให้ชาวเมืองเริ่มรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ
"นั่นมันคืออะไร? "
พวกชาวนาที่อยู่นอกเมืองต่างหันไปมองแสงสีรุ้งที่กำลังปกคลุมจนกลายเป็นทรงโดมขนาดใหญ่
มันเป็นแสงสีรุ้งที่งดงาม แต่มันคือภาพสุดท้ายในชีวิตของพวกเขาที่ได้เห็นด้วยเช่นกัน
รังสีไมโครเวฟได้ถูกบาเรียภูติพลักกระจายออกไปโดยรอบทิศทาง
สิ่งนั้นได้แผ่ขยายพุ่งผ่านทุกชีวิตที่กำลังทำไรนาอย่างไม่รู้สึกถึงภัยอันตราย ที่กำลังเยื่องกรายเข้ามาในร่างกายของพวกเขา
นาทีแรก พวกเขาแค่รู้สึกว่าร่างกายเริ่มร้อนขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
พอนาทีที่สอง ผิวหนังก็เริ่มแสบร้อน เหงื่อผุดไหลออกมาทั่วร่าง ดวงตามืดบอด เซลล์ภายในล้มเหลว เจ็บปวดทรมานราวกับตายทั้งเป็น
และนาทีที่สาม ร่างกายของพวกเขาก็ระเบิดออกมาจากภายในอันเนื่องแรงดันของเหลวที่เดือดระอุจนมิอาจทนรับไหวต่อไปได้อีก
กลิ่นเนื้อสุกของทุกเผ่าได้ลอยโฉยคลุ้งไปทั่วไรนาอันแสนสงบ
แล้วนาทีที่สี่ ไร่นาเหล่านั้นก็เริ่มลุกเป็นไฟพร้อมกับเผาทุกสิ่งจนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี
แต่นี่ยังแค่เป็นการเริ่มต้นของสัญญาณสงคราม
รังสีสังหารยังคงยิงลงมาใส่อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด
เครื่องสร้างบาเรียรูปวงแหวนเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อหักล้างรังสีสังหารเหล่านั้น
อาคารทรงโดมที่ตั้งอยู่ทั้งแปดจุดตามมุมเมืองเริ่มส่งควันร้อนกระจายออกมาให้เห็นชัดเจน
แค่เห็นก็ชวนหวาดกลัวว่าเครื่องมันจะพังลงมาตอนไหน
และเมื่อถึงเวลานั้น เมืองนี้คงได้กลายเป็นดินแดนคนตายในบันดล
ตัดกลับมาที่ภายในศาลยุติธรรม
"กรี๊ดดดด!? น่ากลัว นี่มันอะไร น่ากลัว กลัวจังค่ะพี่เอรีส แง~"
เสียงของเปอร์ไซด์ที่กรีดร้องนั้นได้เรียกให้ทุกสายตาจับจ้องไปหาเธอเป็นสายตาเดียวกัน
"เออ… เกิดอะไรขึ้น? แล้วทำไมคนข้างนอกถึงส่งเสียงดังวุ่นวายจัง? "
เอรีสที่กำลังโอบกอดเปอร์ไซด์ได้ตั้งคำถามให้กับตัวเอง
เนื่องจากอาวุธรังสีนี้ไม่มี เสียง สี หรือแรงกระแทก ดังนั้นคนที่อยู่ภายในศาลจึงไม่อาจทราบได้ถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ข้างนอก ณ ตอนนี้
แต่ทว่าคงปิดเป็นความลับได้อีกไม่นานนัก
"เผ่ามนุษย์ดีอ้อน สิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกตอนนี้ เป็นฝีมือของแกใช่มั้ย! "
เผ่าอาร์โธร์โพดาได้ทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นที่ข้างนอก จากการรายงานของลูกน้องผ่านคลื่นสมองที่เป็นเครื่อข่ายธรรมชาติของพวกเขา
"อย่างที่ได้พูดออกไป ถ้าจะทำลายคริสตัลพวกเรา งั้นมากกอดคอกันตายซะเถอะ"
ดีอ้อนพูดด้วยรอยยิ้ม
"ท่านดีอ้อนค่ะ… นี่ท่านทำอะไรลงไป..."
"ท่านเลขาตั๋ง ท่านผู้นำกัง และสภาพบุรุษทุกท่าน ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ลองออกไปดูข้างนอกด้วยตาของตัวเองเถอะครับ"
ดีอ้อนหันไปตอบเลขาหน้าจิ้งจอกด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
ด้วยชุดคลุมนักบวชสีเทาสลับขาวประกอบกับรอยยิ้มการค้า จึงทำให้ตัวเขาดูองอาจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
นั่นคือใบหน้าของชายที่มีอุดมการณ์และทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีการ
ต่อให้เป็นอุดมการณ์ที่ดูบ้าก็ตาม
"นี่แกบ้าไปแล้วเรอะ! "
ผู้นำประเทศอเมริกากรีดเสียงดังด้วยความโกรธ
ถึงเขาจะบ้า แต่เป็นคนบ้าที่คิดถึงเผ่ามนุษย์ เป็นคนบ้าที่ยอมให้ตัวเองแปดเปื้อนเพื่อคนทั้งเผ่าพันธุ์
ดีอ้อนเชื่อมั่นเช่นนั้น
"เพราะนี่คือหนทางเดียวที่เผ่ามนุษย์ของเราจะรอดได้---เหล่าผู้ศรัทธาเอย จงลงมือ”
ดีอ้อนเอยเสียงดังเช่นนั้น
พริบตาต่อมาก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นไปทั่ว ทั้งจากในศาลกับตัวเมืองข้างนอก
“เหวอ!? ”
หลังคาและพื้นบางส่วนของอาคารได้ถูกระเบิดทำลายจนเกิดเป็นฝุ่นควันกระจายไปทั่ว
สัญญาโทรศัพท์ถูกรบกวน การสื่อสารถูกตัดขาดในบางพื้นที่ อีกทั้งยังถูกตัดไฟฟ้าจนอาคารมืดบอด
"เผ่ามนุษย์ของผมขอประกาศสงครามครับ"
ดีอ้อนโค้งตัวอย่างงดงาม ก่อนจะอาศัยความวุ่นวายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
นี่คือแผนการสำรองของดีอ้อนในกรณีที่เข้าตาจน
แผนการที่ว่าคือการหลอกให้ทุกคนมุ่งเป้าไปสนใจที่รังสีสังหาร และจงใจทำให้ตัวเองดูเหมือนคนบ้าที่คิดจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับทุกเผ่า
ดีอ้อนรู้เรื่องบาเรียที่คลุมเมือง และไม่คิดว่าปืนรังสีจะยิงทำลายบาเรียได้ภายในนัดเดียว
ดังนั้นเขาจึงกล้าสั่งให้มันยิงลงมาใส่เมืองเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไป
เพราะต่อให้บาเรียมันรับเอาไว้ได้ แต่ถ้ายิงแช่เอาไว้นานระดับหนึ่ง อีกเดียวบาเรียก็คงไม่น่าจะทนรับไหว
ดังนั้นทุกเผ่าจึงต้องทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่การหยุดยั้งรังสีสังหารนั้น ก่อนที่บาเรียจะแตกลงมา
ส่วนดีอ้อนก็ใช้ช่วงเวลานั้นนำกองทัพของตัวเองไปควบคุมและทำลายคริสตัลแห่งชีวิตของพวกศัตรู
สร้างสถานการณ์ให้สับสนเพื่อให้ตัวเองเคลื่อนไหวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
หรือต่อให้เขาตายลงที่นี่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเหล่าผู้ศรัทธาสามารถเคลื่อนไหวตามแผนกันต่อได้อย่างอิสระอยู่แล้ว
ความจริงดีอ้อนไม่อยากใช้แผนสำรองนี้เท่าไหรนนัก เพราะมันดูโง่เขล่าที่ต้องมาเป็นศัตรูกับทุกเผ่าพร้อมกัน
ความเสี่ยงที่แผนจะล่มนั้นมันมีสูงกว่า
แต่เขาไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกต่อไป เสมือนหนึ่งหนูที่ถูกแมวต้อนจนมุมแล้วพยายามต่อสู้กลับอย่างสุดชีวิต
"เชิญทางนี้ครับ"
หน่วยลับพิเศษทั้งสิบคนมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเจ้านายของตน
ชุดเกราะและอาวุธที่พวกเขาสวมใส่คือ [ชุดเกราะฮีโร่] กับ [ปืนรังสี] อาวุธรุ่นล่าสุดที่ยะมะโตะพัฒนาให้กับหน่วยพิเศษร่วมระหว่างมนุษย์กับภูติ
"ทางนั้นเป็นยังไง? "
"จัดการเรียบร้อยแล้วครับ"
ด้วยฝีมือของลูกน้องดีอ้อนที่เร้นกายแฝงเข้าไปในหน่วย จึงทำให้เขาได้ครอบครองอาวุธกับชุดเกราะทั้งสิบชิ้นมาเป็นของตัวเอง
แน่นอนว่าเจ้าของเดิมนั้นไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปเป็นที่เรียบร้อย
"รีบ--"
"อันตรายครับ! "
หน่วยพิเศษคนหนึ่งเข้ามารับการโจมตีถึงตายเอาไว้ด้วยแขนของเขา
แขนที่ถูกหุ้มเอาไว้ด้วยเกล็ดมังกรสีดำหนากำลังปะทะกับง้าวขนาดยักษ์
"ไม่เลวนี่เจ้าพวกปีศาจน้อย"
ชายร่างใหญ่สูงสองเมตรในชุดสูทสีดำกำลังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
เขาคือขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
"ก่อเรื่องงามหน้าขนาดนี้ ไม่ปล่อยให้หนีหรอก"
ชายที่มาพร้อมกับหอกทั้งสี่เล่ม นักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]
"คงต้องจับตัวให้คายหน่อยแล้วว่าจะหยุดเจ้าสิ่งนั้นได้ยังไง"
นักรบที่พ่ายแพ้ราวกับกระสอบทรายประจำเผ่า ชายอับโชค [อลูฟ]
"มีแค่สิบคนคิดว่าจะหยุดพวกเราได้หรือ? "
ชายนักฆ่าผู้เลือดเย็น ร้อยชีวิต [คอมมิว]
"... คิดจะหนีไปไหนครับ? คิดว่าพวกผมจะถูกหลอกให้ไปไล่ตามอาวุธที่ยังไม่เห็นตัวหรือครับ? "
และชายร่างเล็กที่มาพร้อมกับดาบดำสี่เล่ม ผ้ากล้าประจำเผ่า ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"ชิ"
ดีอ้อนไม่คิดเลยว่าศัตรูของเขาจะทุ่มกำลังสูงสุดเพื่อเข้ามาจับเขา มากกว่ารีบออกไปหาทางหยุดอาวุธสังหารจากอวกาศ
ไม่สิ คงต้องบอกว่าแต่เดิมแล้วดีอ้อนก็ไม่ได้เก่งกาจเรื่องกลยุทธ์สงครามเท่าไหรนัก
แผนการของเขามีช่องโหว่เยอะจนเกินไป
เขาไม่คิดเลยว่าศัตรูคือพวกต่างเผ่า สามัญสำนึกของมนุษย์อย่างการใช้ระเบิดเพื่ออาศัยความวุ่นวายหนีนั้น อาจจะใช่ไม่ได้ผลต่อหน้าเผ่าอาร์โธร์โพดาที่สามารถเดินได้แม้แต่ในที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง
เลยทำให้ดีอ้อนถูกขุนพลสูงสุดของเผ่าอาร์โธร์โพดาล้อมโดยสมบูรณ์แบบอย่างที่เห็น
"ถ้าคิดว่าจะเอาหัวท่านดีอ้อนไปได้ ก็เข้ามาแย่งเลยสิวะไอพวกแมลงสวะ! "
ชายในชุดคลุมสีดำตะโกนก้องด้วยจิตใจอันกล้าหาญ ก่อนที่จะยกปืนรังสีขึ้นมาเพื่อเตรียมเหนี่ยวไกออกไป
การต่อสู้ระหว่างขุนพลทั้งห้ากับหน่วยรบสุดยอดของผู้ศรัทธาทั้งสิบคนกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ในเวลาเดียวกัน
"นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!? ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้! "
แอร์บาส์รจากเผ่ามนุษย์กำลังกรีดร้องให้กับภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้น
เพราะอยู่ ๆ ก็มีแสงสีรุ้งดูอันตรายกระจายคลุมไปทั่วเมืองในระหว่างที่เขากำลังนั่งดื่มกาแฟภูติอยู่
ภาพสามมิติที่กำลังฉายการตัดสินของศาล ก็ดันมีเอรีสบุกเข้ามากลางรายการพร้อมกับอาวุธครบมือ
แถมหลังจากนั้นยังมีระเบิดเกิดขึ้นไปทั่ว พร้อมกับกระสุนปืนที่ลั่นยิงใส่ทุกเผ่าแบบไม่เจาะจงฝ่าย
แล้วต่อมา ภาพที่กำลังฉายการตัดสินคดีของศาลก็ถูกปิดลงกลางอากาศเอาดื้อ ๆ
"ดีนะที่ได้รับข้อความของเอรีสมาก่อน"
สาเหตุเดียวที่เขามาอยู่ตรงนี้เป็นเพราะคำเตือนและคำขอร้องของเอรีส
เมื่อวานในตอนที่เขาพึ่งจะกลับจากงานลาดตระเวนนอกเมือง เขาก็ได้พบกับข้อความขอความช่วยเหลือกับคำเตือนถึงสงครามกลางเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้ทิ้งเอาไว้ที่บล็อคเมล์ของเขา
แถมยังมีคำขอร้องให้พามังกรทั้งสองตัว [มิลเลอร์] กับ [ออกไซด์] มาด้วย
รวมไปถึงคำเตือนที่ว่ามีคนคิดจะก่อการร้ายในวันนี้
แอร์บาส์รที่อ่านจดหมาย ณ เวลานั้นรู้สึกแปลกใจกับเอรีสว่าไปเห็นอะไรมา
แต่เขาไม่เคยสงสัยในตัวเอรีส จึงเป็นสาเหตุที่เขาไม่ลังเลแล้วไปยื่นใบลางานหนึ่งวัน ก่อนจะสวมเสื้อยืดทับชุดเกราะกันกระสุน พร้อมกับเตรียมอาวุธเต็มอัตรา แล้วมานั่งกินกาแฟพร้อมกับมังกรน้อยสองตัวที่ริมทางใกล้ศาลใจกลางเมืองอย่างที่เห็น
แล้วเหตุวุ่นวายก็ได้เกิดขึ้นจริงตามอย่างที่เอรีสเตือนเอาไว้
"พวกตัวเขี้ยวมันเปิดการโจมตีใส่พวกเราแล้ว! "
"เผ่ายักษาตรงนั้นกำลังกระทืบเผ่าภูติแนะเฮ้ย! "
เสียงที่ดังลอดแทรกผ่านความวุ่นวายนั้นคือเสียงจากเหล่าผู้ศรัทธาของดีอ้อน
แต่ความที่พวกเขาพูดด้วยภาษาอื่น จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเสียงนั้นมาจากใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากเผ่าไหน
แอร์บาส์รเองก็ไม่รู้ เพราะว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันชวนสับสนมาก
ความวุ่นวาย กระสุนปืนที่ไม่ทราบฝ่าย และข่าวสารที่ถูกปิดกั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พวกเขาเริ่มทำร้ายกันเองเพราะความตื่นตระหนกเริ่มรู้สึกถึงภัยอันตรายที่มีต่อตัวเองจากเผ่าอื่นที่ไม่ใช่เผ่าตนเอง
"พวกมนุษย์มันทรยศแล้ว! "
"ไอพวกตัวเขี้ยวมันคลั่งแล้ว! "
"แย่แล้ว เผ่ายักษามันก่อกฏบกันละ บิว~"
"นั่นพวกแกทำอะไรนะ! หยุดเดียวนี้เลย.! "
"รีบหนีเข้าบ้านเร็ว! "
มันได้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมืองเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
สงครามกลางเมืองได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว