เสียงฝีเท้าม้าที่เคยรัวถี่ดั่งกลองศึกค่อยๆแผ่วลงเมื่อเข้าสู่เขตป่าลึกที่ห่างไกลจากเส้นทางหลัก แสงจันทร์รำไรลอดผ่านยอดไม้หนาทึบพอให้เห็นทางเพียงสลัว
หยินชิงยกมือให้สัญญาณหยุดม้าที่ริมลำธารสายเล็ก นางกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว พลางรีบเข้าไปช่วยพยุงหนิวเหยียที่อาการร่อแร่และซูหมิงที่แขนขวาแทบจะไร้ความรู้สึก
"พักที่นี่ก่อน ม้าของพวกเราก็ต้องการแรงพอๆ กับคน" หยินชิงเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง นางเลือกมุมที่เป็นซอกหินเพื่อกำบังลมและพรางสายตาจากภายนอก
ซูหมิงทิ้งตัวลงนั่งพิงโขดหินเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มใบหน้า กระดูกที่ยังไม่ประสานดีส่งความเจ็บปวดแปลบปลาบมาเป็นระยะ
หนิวเหยียที่ได้รับการทำแผลเบื้องต้นจากหยินชิงนั่งหอบหายใจอยู่ข้างๆ มันจ้องมองซูหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เชื่อสายตา
"เจ้าพ่อค้า..." หนิวเหยียเค้นเสียงถามท่ามกลางความเงียบของป่า
"เมื่อครู่ที่โรงเตี้ยม เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? เจ้าบอกว่าเจ้าเป็น 'ศิษย์' ของท่านฉีซิ่นงั้นหรือ?"
หลังฟังคำถาม ซูหมิงหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมาดั่งม้วนภาพที่ถูกกางออก ความเป็นตายไหลเรียงมาไม่หยุด ดั่งเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ซูหมิงตั้งใจเล่าตั้งแต่ที่มันและฉีซิ่นควบขบวนรถม้าออกจากค่ายกองโจรที่หนึ่ง เรื่องราวของมันยิ่งเล่ายิ่งออกรส พอมาถึงช่วงที่ซูหมิงละฉีซิ่นอยู่ร่วมกันในถ้ำจนฉีซิ่นสิ้นใจ หนิวเหยียถึงกับหลั่งน้ำตาอย่างไม่อาจอดกลั้น
“เหลวไหล!..วิชาของท่านฉีซิ่นลึกล้ำถึงเพียงใด พ่อค้าอย่างเจ้าจะเรียนรู้อันใด้!” มันตะโกนโดยที่ใบหน้ายังอาบไปด้วยน้ำตา
หยินชิงที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของพลันชะงักมือ นางตวัดสายตาคมกริบมองไปยังหนิวเหยียที่กำลังแผดเสียง
“หุบปากพล่อยๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้!” หยินชิงตวาดกลับด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจแบบที่นางใช้สั่งการในจวนตระกูลเฟิง
“เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาตัดสินเขางั้นหรือ? ในยามที่นายของเจ้าตกที่นั่งลำบาก ก็เป็นซูหมิงที่แบกสังขารปางตายพยุงนายเจ้าขึ้นม้าหนีมา! ขอบคุณเขาสักครึ่งคำยังไม่มี ยังจะมากล่าวหาว่าเขาโกหกอีกหรือ!?”
หนิวเหยียชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความคาดไม่ถึงที่ถูกสตรีตัวเล็กๆ ตอกหน้าหงาย แต่มันก็หาใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ มันกัดฟันกรอดพลางเถียงกลับอย่างไม่ลดราวาศอก
“เจ้าจะไปรู้อันใด ท่านฉีซิ่นหาเคยถ่ายทอดวิชาให้ผู้ใด เจ้าพ่อค้านี่มันจะมีอะไรดี! มันดูเหมือนคนที่เพิ่งหัดถือตะเกียบกินข้าวมากกว่าจอมยุทธ์เสียอีก! การที่มันอ้างชื่อท่านฉีซิ่น ก็เท่ากับเป็นการหลบหลู่ผู้ล่วงลับไปแล้ว!” หนิวเหยียแค่นเสียงเฮอะ
หยินชิงเคยแต่สั่งการผู้คน ไหนเลยจะยอมหยุดปาก
“โถ..โจรป่าก็คือโจรป่า ข้าเพิ่งรักษาบาดแผลให้ ยังไม่สำนึก” น้ำเสียงนางแฝงความอำมหิตยิ่ง
ซูหมิงเหลือบมองทั้งสองคนไปมาอย่างเหนื่อยใจ
“หยุดเถอะทั้งสองคน!” ซูหมิงที่นั่งเงียบมานานตัดสินใจเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก
“หนิวเหยีย... ข้าเข้าใจว่าทำไมท่านถึงไม่เชื่อ ขนาดตัวข้าเองในบางครั้งยังรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป”
หนิวเหยียยังคงไม่ยอมรับความจริง
“ก็เจ้าฝันไง! ขนาดท่านอี้หลิงที่อยู่ข้างกายมาตลอด ยังไม่เคยได้เรียนรู้สักกระบวนท่า” ท่ามกลางเสียงโวยวายไม่จบสิ้นของมัน ซูหมิงถอนหายใจยาวจนอกกระเพื่อม เขารู้สึกว่าคำพูดพันประโยคก็คงไม่มีค่าเท่ากับการกระทำให้เห็นเพียงครั้งเดียว ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความเงียบสงัดของป่าถูกแทนที่ด้วยเสียงลมปราณที่เริ่มหมุนวนในร่าง ลมปราณฟ้าที่หมักหมมอยู่รอบกายเริ่มบิดเบี้ยวและพุ่งเข้าสู่ใจกลางฝ่ามือซ้ายที่ยังใช้งานได้เพียงข้างเดียว
ซูหมิงวาดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า ทันใดนั้นอากาศรอบบริเวณพุ่งม้วนตัวกลายเป็นเกลียวพายุขนาดย่อม เสียงหวีดหวิวของลมฉีกกระชากใบไม้แห้งจนปลิวว่อน แรงอัดอากาศพุ่งเข้ากระแทกโขดหินที่ห่างออกไปห้าก้าวอย่างรุนแรง
ปัง!!
หินก้อนนั้นถึงกับแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่ว แรงปะทะทำเอาหนิวเหยียที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหน้าหงาย กระเด็นถอยหลังไปครึ่งช่วงตัวด้วยความตกตะลึง แววตาของมันที่เคยดูแคลนบัดนี้เบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นสะท้านไม่ใชเพราะความกลัว แต่เพราะพลังปราณที่คุ้นเคย...
ความรุนแรงของวิชากระเทือนไปถึงกระดูกของซูหมิง หยินชิงรีบเข้าไปพยุงพลางค้อนขวับไปทางหนิวเหยีย “เห็นกับตาแล้วยัง?”
หนิวเหยียนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำ หยดน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วเริ่มคลอเบ้าอีกครั้ง มันค่อยๆ คลานเข้าไปหาซูหมิงแล้วก้มศีรษะลงจรดพื้นดิน
“ข้าหนิวเหยียมีตาหามีแววไม่... ล่วงเกินศิษย์เพียงคนเดียวของท่านฉีซิ่น โปรดลงอาญาข้าด้วย!”
ซูหมิงมิเคยได้รับการปฎิบัติเช่นนี้ ไม่รู้ต้องทำแย่างไร ได้เพียงยื่นมือซ้ายไปแตะไหล่หนิวเหยียเบาๆ
“ลุกขึ้นเถอะ... เรามีเรื่องสำคัญกว่าการมานั่งกราบไหว้กัน.. หนิวเหยีย ท่านบอกข้ามา ว่าจริงๆแล้วมันเกิดเรื่องราวใดกันแน่ เหตุใดการเข้าไปเอาสมบัติลายแทงจึงกลายเป็นความวุ่นวายเช่นนี้?”
หนิวเหยียก้มหน้านิ่ง ทรวงอกแผดเผาไปด้วยไฟแค้น
“ข้าจะบอกท่านตามความจริงทุกประการ”
หนิวเหยียเล่าเรื่องตั้งแต่ที่มันได้รับคำสั่งบุกเมือง แท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของฉีซิ่นที่เข้าเมืองคืออะไร ทำไมซูหมิงถึงต้องเป็นคนพาฉีซิ่นไป เมื่อฟังเรื่องราวถึงตรงนี้ ซูหมิงราวกับโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ที่แท้มันเป็นเพียงหมากที่ถูกใช้แล้วทิ้ง มีแต่มันที่โง่งมคนเดียว
หนิวเหยียไม่สังเกตุอาการผู้ใด มันยังคงมุ่งมั่นเล่าเรื่องราวต่อ
“หลังจากที่เจ้าพาท่านฉีซิ่นเข้าเมือง พวกเราสิบกองโจรเงา กำลังเคลื่อนพลตามไป โดยเว้นระยะห่างกันสองลี้
พอถึงกลางทาง กลับมีขบวนทัพของเสวียนเจินวิ่งสวนออกมา ไม่มีคำพูดจาใดทั้งสิ้น เต่าดำสารเลวตัวนั้นกวาดแขนรอบหนึ่งก็ปรากฏซากศพมากมาย แต่อย่างไรพวกมันมีจำนวนน้อยกว่า สิบหัวหน้ากองโจรเข้าไปรับมือเป็นพัลวัน แต่หาใช่คู่มือของมัน เหล่ายอดฝีมือปะทะยอดฝีมือ สมุนอย่างพวกข้าไม่อาจยุ่งเกี่ยว
เป็นท่านอี้หลิง ตวาดให้พวกเราเข่นฆ่ากองทหารเกราะดำให้สิ้น สิบหัวหน้าโจรจะรับมือเสวียนเจินเอง การปะทะอันดุเดือดเริ่มขึ้น พวกทหารเกราะดำเหล่านั้นถือว่ามีฝีมือสูงกว่าทหารวัง แต่อย่างไรพวกโจรอย่างเราช่ำชองสมรภูมิกลางป่ามากกว่า จึงเริ่มชิงความได้เปรียบ พวกเราเข่นฆ่าเป็นทางสายหนึ่ง
แต่เมื่อบุรุษในชุดงาช้างก้าวออกจากตัวรถ ฝันร้ายก็ได้เริ่มขึ้น จากการปะทะแปรเปลี่ยนเป็นลานประหารฝ่ายเดียว ฝีมือบุรุษผู้นั้นอาจจะเหนือล้ำกว่าเสวียนเจินเสียอีก ขบวนทัพพวกเราจากหนึ่งพัน แตกกระจายเหลือเพียงหลักสิบ”
หลังเล่าจบแววตาของหนิวเหยียเหม่อลอยคล้ายจมดิ่งสู่ความหลังอันมืดมิด
หยินชิงที่นั่งรับฟังจนจบ จึงรีบกล่าว
“ไปกันเถอะซูหมิง อย่าไปยุ่งเกี่ยวมากกว่านี้เลย ท่านเห็นแล้วหรือไม่ ความจริงแล้วท่านเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง” หยินชิงกล่าวพลางฉุดดึงแขนซูหมิงขึ้นมา
ซูหมิงแม้ปวดใจที่ถูกหลอกอยู่บ้าง แต่พอหวนนึกถึงตอนร่วมเป็นร่วมตายกับฉีซิ่นความรู้สึกนั้นคือของจริง ครั้งที่ฉีซิ่นเสียสติ จดจ่อแต่การเข่นฆ่าโกว่เหลียง ก็ยังอุส่าวนกลับมาร่ายกำแพงลมปกป้องตน
“หนิวเหยีย หลายวันที่ผ่านมา ตัวข้ามิได้รับรู้เรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย ตอนนี้เรามีสถานที่ใดให้ไปตั้งหลักหรือไม่ เมื่อไปถึงที่นั่น เราจึงจะสนทนาเรื่องต่างๆกัน”
หนิวเหยียที่ได้รับฟังจึงกล่าว
“ที่ปลอดภัยสำหรับข้า.. ไม่สิ ทั้งข้าและท่านไม่มีเหลือแล้ว ตอนนี้ผืนป่าไร้หัวควบคุม จึงเกิดความวุ่นวายยิ่ง “เตี้ยคัง”ที่เคยมุดหัวอยู่แต่บนเกาะ เมื่อได้ข่าวว่าท่านฉีซิ่นสิ้นชื่อ กลับกล้ารุกคืบเข้ามาชิงผืนป่า มันทำลายกฎการอยู่ร่วมกันทิ้งไปหมด หมู่บ้านเล็กๆตามรายทาง ถูกพวกมันปล้นฆ่าข่มขืนสิ้น กว่าที่เมืองฉินตั้วจะตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ได้ ไม่ทราบกองกำลังเตี้ยคังจะยิ่งใหญ่ขึ้นเพียงใด?”
ซูหมิงรับฟังอย่างหนาวเหน็บก่อนเอ่ยถาม “เตี้ยคังที่เป็นหนึ่งในสิบของยอดฝีมือฝ่ายอธรรมหรือไม่?”
“ใช่” หนิวเหยียตอบแบบเริ่มมีโทสะ ซูหมิงจึงถามต่อ
“แล้วตระกูลเต่าดำเล่า? มันตั้งกองกำลังไว้นอกเมืองเพื่อป้องกันเรื่องเช่นนี้มิใช่หรือ?”
หยิวเหยียขากน้ำลายออกมาก้อนใหญ่
“ถุย!… ที่ผ่านมานอกจากมันเสวยสุขอยู่ที่ตำหนักมัน มันหาออกมาจัดการเรื่องราวใดไม่ มีแต่บารมีของท่านฉีซิ่น ที่ทำให้เหล่าโจรบ้านนอกไม่กล้าล้ำเส้น ยิ่งบัดนี้ เสวียนเจินมันวุ่นวิ่งแต่เรื่องจัดสรรตำแหน่งอยู่ในเมืองหลวง หาเคยกลับตำหนักสักครา”
หนิวเหยียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “หากท่านอี้หลิงผู้เป็นตัวแทนของท่านฉียังอยู่ ย่อมมีความหวังบ้าง…” หลังพูดจบมันชำเลืองมองชายหนุ่มที่เบื้องหน้า‘คนผู้นี้หรือที่มีวิชาของท่านฉีซิ่น’ มันสำรวจมองซูหมิง คิดอยู่ในใจตนเองว่าคนที่เบื้องหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกความหวังหนึ่ง
ลมเย็นพัดพามาหอบหนึ่ง กิ่งใบไหวเอนเกิดเป็นเสียงเกรียวกราว ซูหมิงจมอยู่กับความคิดของตนเอง
ก่อนหน้านี้ชีวิตมันแทบไม่เคยมีจุดหมายใด ทำเพียงแต่ใช้ชีวิตไหลไปในแต่ละวันแล้วแต่ชะตาจะพัดจูง ในเมื่อตนเองกราบกรานเป็นศิษย์ของฉีซิ่นแล้ว อยากลองช่วยเหล่าบริวารของอาจารย์ดูสักครา ซูหมิงเบือนสายตาไปที่สาวงามด้านข้าง จะทิ้งนางก็ไม่ได้ มันติดหนี้บุญคุณนางหลายหน แต่ถ้าจะพานางไปด้วยก็ยิ่งทำไม่ได้ ซูหมิงสูดหายใจลึก กล่าวว่า
“หยินชิง ชีวิตท่าน ท่านเลือกเอง ตัวข้าจะร่วมกับหนิวเหยีย ช่วงชิงตัวอี้หลิง ตอบแทนอาจารย์ข้า หากท่านจะกลับเรือน ต่อให้บุกฝ่าทหารหมื่นนาย ข้าก็จะพาท่านไปส่งจนถึงจวน แต่หากท่านจะมาด้วย ข้าซูหมิง เป็นเพียงผู้ต่ำต้อยก็มิอาจห้ามปรามการตัดสินใจของท่าน”
หยินชิงมองไปที่บุรุษเบื้องหน้า สายตาของเขามุ่งมั่นนัก นั่นคือสีหน้าที่ผ่านการตัดสินใจแล้ว หยินชิงตอนนี้อย่างไรก็มีทางเลือกเดียว นางต้องตามไปด้วย ซูหมิงจึงจะยังรอดจากมารดำ แต่เวลายิ่งผ่านไป ตระกูลนางยิ่งย่ำแย่ หากไป๋หลิงได้พบซูหมิงเมื่อไหร่ ความลับของนิกายเทวะย่อมเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย แต่ใจหนึ่งนางก็อยากจากกันตรงนี้ ให้มันจบเรื่องจบราว
ความขัดแย้งมหาศาลปะทะกันอยู่ในอกจนนางรู้สึกเหมือนขมับจะระเบิดออก เสียงกระแสลมที่พัดผ่านกิ่งไม้เริ่มดังอื้ออึงในหู ภาพเบื้องหน้าของซูหมิงเริ่มพร่าเลือนและซ้อนทับกัน
“ซูหมิง... ข้า...”
คำพูดของนางขาดห้วงไป โลกทั้งใบพลันมืดดับ ร่างบางทรุดฮวบลงไปดุจบุบผาที่ร่วงหล่น สติของนางจมหายลงไปในความมืดมิด ในห้วงฝัน ภาพเรือนลางในฝันเริ่มเด่นชัดขึ้น เป็นเรื่องของคืนนั้น คืนที่นางถูกบิดาตบหน้าก็ลอยเข้ามาเป็นฉาก เสียงของซูหมิงที่เรียกชื่อนางค่อยๆ แผ่วลง แล้วกลายเป็นเสียงใครบางคนในอดีตที่เรียกชื่อนางแทน
.
.
.
“ลูกหยิน ตระกูลเราทำผิดพลาดใหญ่หลวง ครั้งหนึ่งปู่เจ้าไปพบกับประมุขนิกายเทวะผู้ถูกเนรเทศ แท้จริงแล้ว ปู่เจ้าเพียงแค่คิดถึงสหายเก่า แต่การกระทำนั้นกลับถูกไป๋หลิงจับได้และเข้าใจผิด ปู่เจ้าให้สัญญากับไป๋หลิงไว้ ว่าจะไม่พบกับนิกายเทวะอีก ขอให้จบเรื่องไว้ ไป๋หลิงจึงสัญญาว่าจะไม่เพร่งพราย แต่ด้วยเรื่องนั้นทำให้ปู่เจ้าต้องลงจากบัลลังก์ เจ้าเห็นมั้ยว่าเรื่องร้ายแรงเพียงไหน?”
เฟิงอวี้เฉินหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แล้วเมื่อวันก่อน ข้านัดพบกับนิกายเทวะแทนปู่เจ้า ที่รังลับของเรา เพื่อจะบอกพวกมันว่าห้ามมาที่เมืองหลวงอีก แต่ในขณะที่บิดายังไปไม่ถึง พวกนิกายเทวะกับมาก่อนเวลา พวกมันเข้าไปในรังลับของตระกูลเรา แล้วก็…. แล้วก็เจอเข้ากับผู้ไม่ได้รับเชิญ มันคือชายหนุ่มที่เจ้าแอบซ่อนไว้” เฟิงอวี้เฉินใส่เรื่องจริงแปดส่วน เรื่องลวงสองส่วน ทำให้เขาสามารถหลอกลวงผู้คนได้เรื่อยมา
“แล้วเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”หยินชิงเผลอพูดแทรกขึ้น
เฟิงอวี้เฉินข่มอารมณ์ที่เดือดพล่านไว้ในอก ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฝีมือเขาถือว่าใช้ได้ ชายหนุ่มผู้นั้นสังหารคนของนิกายแล้วหลบหนีไป เพียงแต่ว่า หากชายหนุ่มคนนั้นพูดวาจาแม้แต่คำเดียว เรื่องนิกายเทวะ ตระกูลเรา…..จะไม่เหลือแม้แต่ชื่อ”
หยินชิงที่รับฟังมาถึงตรงนี้ พลันเข้าใจความกลัดกลุ้มของบิดา
“ท่านไม่ต้องห่วง เขาไม่ใช่คนมีเบื้องหลัง เป็นเพียงบุรุษโง่งม” นางค่อยๆเล่าเรื่องของซูหมิงให้บิดาฟัง นางเพิ่มความซื่อของซูหมิงเข้าไปในเรื่องราวหลายส่วน เพื่อให้เฟิงอวี้เฉินคลายใจ นางกล่าวย้ำว่าซูหมิงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางคือใคร เพราะฉนั้น โปรดให้ท่านพ่อวางใจเรื่องนี้
หลังจากหยินชิงกล่าวยืดยาว เฟิงอวี้เฉินลูบหัวนางคราหนึ่ง เขาสั่นกระดิ่งอยู่หลายที มารดำจึงกลับมาปรากฏตัว
“ว่าอย่างไรท่านเจ้าบ้าน?”
เฟิงอวี้เฉินบอกเล่าข้อมูลเพิ่มเติมของซูหมิงอย่างละเอียด ออกคำสั่งเด็ดขาด ต้องฆ่ามันให้ได้ภายในคืนนี้
หยินชิงแปลกใจนัก บิดานางถึงกับพลิกแพลงเพียงนี้ หยินชิงคว้ากอดแขนบิดา เตรียมเอ่ยวาจาหมายจะช่วยเหลือชายหนุ่ม แต่นางไม่ทันเอ่ยคำใด เฟิงอวี้เฉินผลักไสนางออก จนไปกองอยู่กับพื้น สั่งให้ทหารนำนางไปกักบริเวณที่เรือนใต้ดิน
ทหารสี่นายเข้ามาฉุดกระชากนางลากออกไป พวกมันล้วนก้มหน้าหลบตา ทำอย่างจำใจ กลัวว่าหลังบุตรและบิดาคืนดีกัน ความซวยจะตกอยู่ที่พวกมัน
หยินชิงขณะขัดขืนดิ้นรน พลันตะโกนออกคำหนึ่ง ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก
“ท่านพ่อไม่สงสัยหรือไง! ในตัวของชายหนุ่มผู้นั้นมันมีอะไรอยู่ เหตุใดเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม เขาจึงเรียนรู้วิชาลึกล้ำของฉีซิ่นได้เพียงนั้น?”
เฟิงอวี้เฉินสะดุดใจกับคำพูดนี้ คราแรกด้วยอารมณ์โมโหและความเร่งรีบ ทำให้มันมองข้ามเรื่องนี้ไป พอมานึกตามคำพูดนาง เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจนัก ต่อให้เป็นอัจริยะบุคคลเพียงใด หากจะสำเร็จยอดวิชาอย่างไรไม่ควรต่ำกว่าสองปี ยิ่งจากที่ฟังว่า ซูหมิงเป็นเพียงพ่อค้าเร่ร่อนที่บังเอิญถูกจับ มันคงไม่เคยกินโอสถบำรุง ไม่เคยบ่มเพราะกำลังภายใน หากจะสำเร็จวิชาใด ไม่ทราบชั่วชีวิตจะทำได้หรือไม่
“หยินชิง ที่เจ้าเห็น คงเป็นเพียงกระบวนท่าฝ่ามือ หาใช่วิชาลึกล้ำอันใด” เฟิงอวี้เฉินกล่าวอย่างดูแคลน
หยินชิงที่เห็นบิดาถึงกับหยุดฟัง จึงรีบเอ่ยต่อ
“ซูหมิงผู้นั้นหามีกระบวนท่าอันใด หลักการยืนการออกไม้ออกมือ ดั่งเด็กหัดเดิน เพียงแต่พลังภายในที่เปล่งออกจากฝ่ามือ นับว่ารุนแรง เกลียวคลื่นพลังหมุนรอบแขนเขา คล้ายพายุหลังซัดออก”
คำพูดนี้หลังเอ่ยจบ แม้แต่มารดำยังหวิวปากรอบหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ให้เราไปจับทรมานมันสักครา ต่อให้เป็นความลับบิดามารดามัน ล้วนเอ่ยออก”
หยินชิงหัวเราะในลำคอ พอให้ได้ยิน
“เหอะ บุรุษผู้นั้น หากไม่คิดพูด ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่พูด ถ้าเจ้าได้เห็นแววตาของเขาจะรับรู้ได้เอง”
ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบอีกครา ก่อนที่เฟิงอวี้เฉินจะไล่เหล่าทหารออกไป เหลือไว้เพียงมารดำ และหยินชิง “ลูกหยิน ที่เจ้าเอ่ยมายืดยาว เพื่อที่จะบอกว่า เจ้าเป็นคนเดียวที่จะทำให้มันพูดได้ ใช่ไหม?”
“ใช่” นางตอบอย่างมั่นคง
“ด้วยวิธีใด?” เฟิงอวี้เฉินถามเสียงแข็ง
“ความไว้ใจ” นางตอบอย่างหนักแน่นอีกครา
คำตอบนี้ทำเอามารดำแอบเผยอยิ้มเล็กน้อย
เฟิงอวี้เฉินเขาก้าวเข้ามาใกล้บุตรสาว สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง หยินชิงกำมือแน่น นางรู้ดีว่าคำพูดถัดไปจะเป็นเช่นไร
“ข้าจะให้โอกาสเจ้า” เฟิงอวี้เฉินกล่าวช้า ๆ ทีละคำ “ไปกับมารดำ…ตามหามันให้พบ”
มารดำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายสนุก
“แล้วจากนั้น…” เฟิงอวี้เฉินยื่นมือไปจับคางหยินชิง บีบเบา ๆ แต่แฝงด้วยแรงกดดัน
“เจ้าจะต้องทำให้มันพูด…ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด” หยินชิงกัดริมฝีปาก แต่ไม่หลบสายตา
“หากข้าทำได้” นางกล่าวเสียงนิ่ง “ท่านจะปล่อยเขาไปหรือไม่”
เฟิงอวี้เฉินนิ่งไป เขาปล่อยมือนาง ก่อนจะหันหลังไป “หยินชิง..ข้าให้เวลาสิบวัน ทำให้มันพูดให้ได้ หรือหากมันมีท่าทีจะหลบหนี มารดำจะปลิดชีพมันทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง หากเจ้าพามันหนี มันตาย! หากเกินห้าวัน มันตาย!” เฟิงอวี้เฉินหลังพูดจบเขาก็ถอนหายใจยาว มองไปที่ดวงจันทร์เพียงเล็กน้อย
“แต่หากเจ้าทำสำเร็จ…เราจะเพียงแค่ทำลายวรยุทธ์และเส้นเอนมันไม่ให้ฝึกยุทธได้อีก พามันไปใช้ชีวิตสงบสุขที่เมืองทางใต้ จะได้ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอันใดกับยุทธจักร”
คำประกาศของเฟิงอวี้เฉินเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของหยินชิง การทำลายวรยุทธ์และตัดเส้นเอ็นสำหรับคนฝึกยุทธ์นั้น มิต่างอะไรกับการประหารทั้งเป็น แต่นางรู้ดี... สำหรับชายผู้เหี้ยมโหดและเด็ดขาดอย่างบิดา การละเว้นโทษตายให้คนนอกที่กุมความลับของตระกูลเช่นนี้ ถือเป็นความเมตตาที่ "เหนือความคาดหมาย" ที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
หยินชิงทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่ระเบิดออกมาเป็นเสียงร้องไห้โฮ "ลูก... ลูกรับทราบบัญชา..." นางเอ่ยคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่พร่าสั่นและขาดตอน นางรู้ดีว่านี่คือฟางเส้นสุดท้าย หากนางยังดื้อแพ่งขอมากกว่านี้ ลมหายใจของซูหมิงคงดับสูญในทันที
เฟิงอวี้เฉินไม่ได้หันกลับมามองบุตรสาว เขายังคงทอดสายตาไปยังดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบัง แผ่นหลังของเขามั่นคงราวกับภูเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน
มารดำขยับกายเข้ามาใกล้หยินชิง มันโน้มตัวลงเล็กน้อย เงาร่างสายหนึ่งพาดทับร่างที่สั่นเทาของนาง "เลิกร้องเสียทีคุณหนู หากช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ระยะห่างระหว่างเรากับมันอาจไกลเกินกว่าจะตามทัน"
.
.
สติที่จมดิ่งสู่อดีตห้วงฝันของหยินชิงถูกสั่นคลอนด้วยแรงกระแทก หยินชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกวูบโหวงในอก แผ่นหลังที่นางอิงพิงอยู่แข็งแกร่งและอบอุ่น ลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมกลิ่นสาบม้าจางๆ นางปรือตาขึ้นมองเห็นแผ่นหลังของซูหมิงที่กำลังกุมบังเหียนควบม้าฝ่าความมืด
"เอ้อ! ฟื้นได้เสียทีนะแม่นาง!"
เสียงตะโกนแหบพร่าดังมาจากด้านข้าง หนิวเหยียที่ควบม้าขนานกันมาหันมา มันมองมาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว มันกัดฟันข่มความเจ็บปวดพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างนึกหมั่นไส้
“เจ้าสำอางเสียจริงนะ ต้องให้คนเจ็บหนักอย่างข้าควบม้าเองจนมือสั่น ส่วนเจ้ากลับมาหลับสบายบนหลังม้าให้คนเจ็บอีกคนประคองแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!” หยินชิงได้แต่ยิ้มแห้ง ปล่อยให้ม้าควบต่อ โดยไม่รู้ว่ากำลังไปที่ใด