77 2-2
ตอนที่140 ขู่เข็ญ
เซียถงมองหน้าอาหานที่กำลังตื่นตระหนกมึนงงและระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นเห็นเช่นนี้แล้ว คราวหน้าคราวหลังยังคิดจะฉวยโอกาสกันอีกหรือไม่? รอยยิ้มพิมใจของเซียถงในยามนี้ประดุจดั่งบุปผางามที่กำลังเบ่งบานอย่างเงียบๆโลกทั้งใบถูกความอ่อนโยนเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป
อาหานปรายสายตามองหญิงสาวตรงหน้าโดยมิได้นำพาเรื่องนี้เก็บงำมาใส่ใจ จากนั้นไม่นานเขาก็ทำในสิ่งที่นางไม่คาดคิด!
เขากลืนดินเหล่านั้นในปากลงคอไปโดยไม่มีลังเล!
“เจ้ากลืนดินเข้าไปจริงๆเหรอ?!”
เสียงหัวเราะขำขันของเซียถงถึงกับชะงักค้างเบิกตาโตจับจ้องอีกฝ่ายตะลึงงัน
“ข้ากลืนได้แม้แต่พิษที่เจ้าป้อนในคราวนี้เป็นแค่ดินยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
อาหานกล่าวตอบน้ำเสียงหนักแน่น
เอ่อ...
เซียถงสมองรวนชั่วขณะหนึ่งได้แต่จ้องห้าอาหานแต่กลับพูดไม่ออกสักคำ เมื่อทั้งคู่สบสายตากันก็เป็นฝ่ายของอาหานที่นัยน์ตาค่อยๆทอแสงเป็นประกายสาดส่องออกมาเสมือนดาราจรัสแพรวพราวขณะที่กำลังยื่นมือออกไปหวังเพียงจะแตะสัมผัสใบหน้างามเฉิดฉายของเซียถงนางก็หมุนตัวกลับหันหลังให้ทันท่วงที และเดินตรงไปหาหลิวซูแทน
หากเซียถงมองย้อนกลับในเวลานี้นางจะพบว่า ทั้งสีหน้าและแววตาของอาหานฉายร่องรอยความผิดหวังออกมาเล็กน้อยได้แต่ระบายยิ้มจางๆ กับตัวเอง กระทั่งตัวเขาก็ยังถามใจตนเองเช่นกันไม่รู้ว่าภาพใบหน้าของหญิงสาวนางนี้สลักลึกตราตรึงอยู่ภายในใจของข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เซียถงเดินไปหยุดอยู่ข้างหลิวซูและย่อดเข่าก้มตัวลงเฝ้ามองอีกฝ่ายที่กำลังนอนแหงนหน้าขึ้นฟ้า เหม่อมองอย่างไร้จุดหมายประดับคู่กับผมเผ้ายาวสลวยสีเงินระยิบระยับกระจายอย่างอิสระทั่วพื้นนางเอ่ยถามขึ้นคำหนึ่งว่า
“หลิวซูเจ้าตัดสินใจได้หรือยัง? ตกลงจะติดตามเดินทางร่วมกับข้าหรือไม่?”
หลิวซูยังคงนอนแน่นิ่งอยู่แบบนั้นทำหูทวนลมราวกับไม่เคยได้ยินคำถามของนางมาก่อน
“หากเจ้ายอมรับข้าในฐานะเจ้าของข้าจะไม่จำกัดอิสรภาพกับเจ้าเว้นเสียว่าในยามที่ข้าต้องการหยิบยืมพลังของกระบี่ทัณฑ์ฟ้าจริงๆ นอกจากนั้นเจ้าจะอยากไปไหนก็สามารถไปได้ทุกเมื่อ”
เซียถงพยายามกล่าวโน้มน้าวต่อไป
หลิวซูหูผึ่งขยับเล็กน้อยแต่ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะเดิมอีกครั้ง เซียถงยังคงกล่าวต่ออีกว่า
“กระบี่ทัณฑ์ฟ้าเป็นถึงยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์สมัยบรรพกาลนี่เจ้าเต็มใจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในห้วงมิติมายาอันน่าเบื่อเช่นนี้จริงๆ งั้นรึ?ไม่อยากออกไปท่องโลกกว้างแสดงความเฉิดฉายให้เป็นประจักษ์ต่อทุกคนบนผืนพิภพ? บนโลกภายนอกมีอีกหลายสิ่งอย่างที่น่าสนใจกว่าในนี้มากมายนัก...”
หลิวซูนอนนิ่งอยู่บนพื้นปราศจากปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
เซียถงร่ายยาวกล่าวร่างภาพวาดฝันต่างๆ นานาอยู่สักครู่ใหญ่แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก็ยังนิ่งเฉยไม่สนใจใดๆ นางก็เริ่มเดือดขึ้นมาคว้ากระชากผมเผ้าสีเงินประกายสลวยขึ้นมาพันรอบแท่นแขนจนตึงแทบจะดึงหนังหัวหลิวซูหลุด
“ไอ้หลัวซูหากยังไม่ยอมจำนน ข้าจะกระชากผมของเจ้าให้หนังหัวหลุดติดออกมาด้วยเลย!อยากจะเห็นเสียเหลือเกิน จิตวิญญาณกระบี่ทัณฑ์ฟ้าหัวโล้นเนี่ย!”
“นังหนูสกปรกเหม็นสาบ!ปล่อยผมข้า! นังสารเลว!”
หลิวซูรีบเชิดหน้าสูงโหย่งตัวไปตามแรงดึงแหวกปากโวยวายสาดเสียเทเสียใส่เซียถงอย่างดุเดือด
“หากเจ้ายอมรับข้าในฐานะเจ้าของข้าจะปล่อยทันที”
เซียถงเหลือบหางตามองอย่างเจ้าเล่ห์นักจงใจกระตุกท่อนแขนสูงขึ้น รวบผมสีเงินเปล่งประกายจนตึงกวาดสายตาเชยชมความเงางามของเส้นผม ส่งยิ้มบางๆ กล่าวอีกว่า
“นี่เป็นเส้นผมที่งดงามที่สุดตั้งแต่ข้าเคยเห็นมาสวยดั่งพระจันทร์สีเงินยามราตรี”
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของเซียถงพลันปรากฏร่องรอยความภาคภูมิใจเผยขึ้นบนใบหน้าของหลิวซู เพราะในบรรดาส่วนต่างๆบนร่างกาย มันรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดแล้วกับเส้นผมสีเงินสว่างแพรวพราวนี้
“แต่...”
เสมือนโดนสาดน้ำเย็นจัดอัดใส่หน้าเซียถงฉีกยิ้มที่มิใช่รอยยิ้มขึ้นกว้าง กล่าวถ้อยคำฟังแล้วช่างเศร้าสร้อยว่า
“…น่าเสียดายนักเพราะอีกไม่นานข้าก็ต้องตัดออกมาแล้วอืม...เอามาถักทอเป็นชุดแพรพรรณมาใส่ดีหรือไม่?!”
ขณะเอ่ยกล่าวเซียถงก็ออกแรงดึงจนตึงเปรี๊ยะ ผมเผ้าเหล่านั้นถูกยืดออกเสมือนแทบขาดได้ทุกเมื่อ
“อย่า! อย่า! อย่า!ข้าขอร้อง!!”
หลิวซูถึงกับตัวเซถอยหลังเกือบล้มหน้าถอดสีซีดเซียว เอ่ยเสียงสั่นคลอนประหม่าสุดขีด คู่คิ้วขมวดแน่นเป็นปมหนา
“เช่นนั้นก็ยอมรับข้าในฐานะเจ้านายและจากนี้ต่อไป ข้าจะไม่แตะต้องกับเส้นผมของเจ้าอีก แต่หากเจ้าเล่นแง่เล่นกลกับข้าเตรียมตัวโล้นได้เลย!”
เซียถงหรี่ตาแคบทอแสงเย็นตาส่องสะท้อนออกมาบางๆ
“อย่าได้ฝัน!กระบี่ทัณฑ์ฟ้ายอมก้มหัวแค่เพียงมหาอำนาจสูงสุดแห่งผืนพิภพเท่านั้น!”
พูดจบร่างของหลิวซูก็อันตรธานหายวาบไปต่อหน้าต่อตาเบื้องหน้าเซียถงหลงเหลือแค่เพียงความว่างเปล่า
โอะ! ลืมไปสนิทเลยว่าเจ้าหมอนี่มีวรยุทธข้ามมิติ! เซียถงร้องอุทานขึ้นในใจ
“จ๊ากก!!?”
แต่ทันใดนั้นเองก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากหลิวซูที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลใบหน้าแนบชิดติดกับกำแพงโปร่งใสเปล่งแสงสีเงินจางๆ บางเบาเมื่อหันศีรษะกวาดออกไปโดยรอบ เซียถงก็พึงตระหนักได้ว่า อาหานหยิบยืมพลังลมปราณหลอมสร้างเป็นกำแพงแสงล้อมรอบตัวนางกับหลิวซูมิให้หนีออกไปไหนภายในรัศมีที่กำหนดต่อให้เป็นวรยุทธข้ามมิติของหลิวซูมันก็ไม่สามารถฝ่ากำแพงแสงที่ถูกสร้างขึ้นโดยยอดปรมาจารย์ระดับชั้นจักรพรรดิครามฟ้าได้
เห็นเป็นดังนั้นเซียถงรู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้นมาก ก้าวแช่มเดินติดตามเข้าไปใกล้หลิวซูกระชากผมสีเงินยาวสลวยของมันดึงกลับมาอีกครั้งก่นน้ำเสียงเย็นชาเปล่งดังขึ้นข้างหูอีกฝ่ายว่า
“เร็วเข้าจะยอมรับข้าในฐานะเจ้านาย หรือจะยอมหัวโล้นไปตลอดกาล?”
“เดี๋ยวก่อน!ข้าจะยอมรับคนที่มีคุณสมบัติ สามารถสังหารอสรพิษน้อยลงได้เท่านั้น! เจ้า!เจ้าคนนั้น! จะยอมรับข้าเป็นผู้ติดตามหรือไม่? เร็วเข้า!รีบตอบตกลง! ก่อนที่หัวข้าจะโล้น!!”
จู่ๆหลิวซูก็เปล่งเสียงตะโกนใส่ทางอาหานทันควัน
เซียถงถึงกับใจสั่นเต้นผิดจังหวะรีบหันขวับมองไปทางอาหานด้วยสีหน้ากังวลใจยิ่ง ชายผู้นี้เคยให้คำสัญญากับนางไว้ว่าจะไม่ลอบตลบหลังเพื่อแย่งชิงกระบี่ทัณฑ์ฟ้ามาครอบครองเป็นของตน ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเสียเองที่เอ่ยปากร้องขอให้อีกฝ่ายยอมรับในฐานะผู้รับใช้ติดตามตราบใดที่เขาปริปากตกลง อภิสิทธิ์การครอบครองกระบี่ทัณฑ์ฟ้าโดยชอบธรรมจะตกเป็นของเขาทันที!
“ข้ามีกระบี่จันทร์หิรัญอยู่แล้วไม่ต้องการอาวุธอีกชิ้นมาแบกให้หนักเป็นภาระ”
อาหานเหลือบมองเซียถงไปทีหนึ่งและเอ่ยตอบเบาๆกลับไป
พอได้ยินคำตอบของอาหานเซียถงถึงกับลอบถอนหายใจโล่งอก ทั้งยังส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นการขอบคุณตอบกลับไปถึงชายผู้นี้จะชอบฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งนางอยู่บ่อยครั้งแต่อย่างน้อยก็เป็นคนมีคุณธรรมนำใจอยู่บ้าง และทำตามสัญญาที่ให้ไว้คำไหนคำนั้น
ความประทับใจกระแสอุ่นรินไหลผ่านเข้ามาในหัวในดวงนี้ของเซียถงบางทีในอนาคตต่อไป นางคงต้องพยายามเชื่อใจเขาให้มากขึ้นแล้ว
เซียเหลือบสายตาย้อนกลับมาจับจ้องไปที่เส้นผมยาวสีเงินสว่างไสวของหลิวซู ออกแรงดึงจนรวบตึงเปรี๊ยะอีกครากล่าวน้ำเสียงเฉียบขาดโดยปราศจากท่าทีลังเลใดๆ ว่า
“ข้าจะนับถึงสามหากยังไม่ยอมจำนนต่อข้า เตรียมถูกกระชากให้ขาดในคราเดียวได้เลย!”