บทที่ 37 ต้องแสดงละครให้เนียน เปลี่ยนวิธีเรียกชื่อกันและกัน
หลังจากวางสายหลิวเหมียวเหมี่ยวมองไปที่ห้องของซ่างกวนเยียน พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่ารักว่า “พี่เขยคะ พรุ่งนี้พ่อกับแม่ฉันจะมาแล้ว ถ้าพวกท่านเห็นพี่อยู่กับพี่ซ่างกวนที่สวยขนาดนี้ พวกท่านต้องคิดมากแน่ๆ แล้วพี่จะอธิบายยังไงล่ะคะ? ก่อนที่พ่อกับแม่จะมา พี่ไล่พี่ซ่างกวนไปอยู่ที่อื่นก่อนดีไหมคะ?”
ที่หลิวเหมียวเหมี่ยวพูดก็มีเหตุผล เธอเสนอแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าถ้าพ่อแม่ของเธอมา แล้วซ่างกวนเยียนเป็นคนทำอาหาร อาหารที่ทำออกมามันคงจะน่ากลัวพิลึก
เฉินเซิงพยักหน้าเห็นด้วย บริษัทที่เขากับเมิ่งเหยาเปิดร่วมกันเริ่มดำเนินการแล้วต้องหาคนที่ไว้ใจได้ไปดูแลทุกอย่าง ภายในสามปีเขาจะให้เงินก้อนโตกับซ่างกวนเยียน
เขาจะให้ผู้หญิงคนนี้ไม่ทำอะไรเลย รอรับเงินก้อนโตไปเฉยๆ ไม่ได้หรอก ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ให้เธอไปทำอะไรหน่อยก็แล้วกัน
หลังจากส่งซ่างกวนเยียนไปที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไห่เทียนที่เขาเปิดร่วมกับเมิ่งเหยาแล้ว เขาก็ไปรับหลิวซือซือที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง
หลิวซือซือยืนอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง หน้าแดงก่ำทำตัวไม่ถูก ต่างจากบุคลิกที่สง่างาม และใจเย็น ในวันก่อนๆ
ในใจเธอก็คิดว่าถ้าเฉินเซิงมาเธอจะทำตัวกับเขาแบบไหน? จะปฏิบัติกับเขาเหมือนลูกศิษย์ หรือแฟน ถ้าเธอแสดงความรักกับเขาออกหน้าออกตา แล้วถูกลูกศิษย์คนอื่นกับอาจารย์คนอื่นเห็นเข้าพวกเขาจะดูถูกเธอไหม?
‘น่าโมโหจริงๆ ยัยตัวแสบเหมียวเหมี่ยว ชอบทำอะไรไม่คิด เพราะเธอเสนอความคิดบ้าๆ ฉันเลยต้องมาอับอายขายหน้าแบบนี้ มีเวลาเมื่อไหร่ฉันต้องสั่งสอนยัยเด็กคนนี้ให้เข็ด’ หลิวซือซือได้แต่บ่นในใจ โทษว่าหลิวเหมียวเหมี่ยวแกล้งเธอ
“อาจารย์หลิว เชิญขึ้นรถครับ” รถยนต์ลัมโบร์กินีทรงสวยจอดอยู่ตรงหน้าหลิวซือซือ ปฏิกิริยาของเฉินเซิงก็เหมือนเดิมทุกอย่าง เขาเปิดประตูรถ แล้วหยิบของของหลิวซือซือไปวางไว้บนรถด้วยท่าทางปกติ
พอคิดถึงความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของทั้งสองคน หลิวซือซือก็หน้าแดง แล้วขึ้นรถไป
เมื่อมาถึงห้องพัก ขณะที่มองวิวทิวทัศน์อยู่ที่หน้าต่างหลิวซือซือก็รู้สึกตกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเฉินเซิงภายในเวลาไม่กี่เดือน
ก่อนหน้านี้ เธอยังคิดที่จะชวนเฉินเซิงกลับไปเรียนต่อแต่พอเห็นเขาขับรถหรูราคาหลายล้าน อยู่ในอพาร์ทเม้นท์หรูที่สุดในเมืองเจียงเฉิงในใจเธอก็รู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
ไม่ต้องพูดถึงเฉินเซิงที่ยังเรียนไม่จบเลย ต่อให้เป็นนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงรุ่นก่อนๆ ก็มีไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จได้เท่าเฉินเซิง
ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วเธอจะเอาอะไรไปขอให้เขากลับไปเรียนต่ออีก?
“พี่คะ พี่เขย พวกพี่มาแล้วเหรอคะ?”หลิวเหมียวเหมี่ยวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ตัวห่อด้วยผ้าขนฉันผืนขาว เผยให้เห็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ เดินกระโดดโลดเต้นเข้ามาหา
“เหมียวเหมี่ยว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” หลิวซือซือถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันอยู่ที่นี่ มันแปลกตรงไหน มีอะไรน่าตกใจกัน?”หลิวเหมียวเหมี่ยวพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“นี่เธอ... เฉินเซิงแค่แกล้งเป็นแฟนฉัน เพื่อรับมือกับพ่อแม่ชั่วคราวเท่านั้น เธอนี่ไม่ถือตัวเองเป็นคนนอกเลยนะ ยังกล้ามาอยู่บ้านเฉินเซิงอีก เธอมันเหลวไหลขึ้นทุกวัน เป็นผู้หญิงไม่รู้จักคำว่ารักนวลสงวนตัว ยังกล้ามาอยู่บ้านผู้ชายแบบนี้อีก” หลิวซือซือตำหนิน้องสาว
“อาจารย์หลิวครับ ในอดีตที่ผ่านมาคุณมักจะช่วยเหลือผมอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ผมมีโอกาสช่วยเหลืออาจารย์หลิวและน้องเหมียวเหมี่ยวก็เป็นเรื่องที่ควรทำแล้วครับ สภาพแวดล้อมในหอพักของโรงเรียนก็ไม่ค่อยดีเท่าที่นี่อยู่แล้ว เหมียวเหมี่ยวก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของผม ถ้าเธอชอบ ก็สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้ตามสบายเลยครับ”
หลิวเหมียวเหมี่ยวโอบเอวบางของหลิวซือซือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงสัยว่า “พี่เป็นพี่สาวฉันจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย? ทำไมถึงไม่ดีกับฉันเท่าพี่เขยเลยล่ะ”
ได้ยินหลิวเหมี่ยวเหมี่ยวเรียกพี่เขยทุกคำ โดยเฉพาะคนคนนี้ยังเป็นลูกศิษย์ของเธอเอง หลิวซือซือพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “พี่จะบอกเธออีกครั้งนะ พี่กับเฉินเซิงแค่แสดงละคร เธอไม่ต้องเรียกเขาสนิทสนมขนาดนั้นก็ได้…”
“รู้แล้วน่ะพี่” หลิวเหมียวเหมี่ยวพูดด้วยสีหน้าซุกซน “ถ้าพวกพี่ไม่แสดงให้เหมือนจริงสักหน่อย พรุ่งนี้ละครอาจจะล้มเหลวก็ได้ ถ้าพ่อแม่รู้ว่าพี่หาแฟนปลอมมาหลอกพวกท่าน ไม่รู้จะโกรธขนาดไหน ตอนนี้พวกพี่ต้องเข้าสู่บทบาทโดยทันที”
“พี่สาว ต่อไปห้ามเรียกชื่อพี่เขยตรงๆ ต้องเรียกเขาว่าที่รัก” หลิวเหมียวเหมี่ยวมองเฉินเซิงแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ส่วนพี่เขย ต่อไปต้องเรียกชื่อเล่นของพี่สาวว่าซือซือ ห้ามเรียกอาจารย์หลิว พวกพี่จำได้หรือยัง?”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวซือซือเผชิญหน้ากับสถานการณ์อึดอัดแบบนี้ พอได้ยินหลิวเหมียวเหมี่ยวบอกให้เธอเรียกลูกศิษย์ว่าที่รัก เธอก็อยากจะมุดดินหนี
แม้ว่าเฉินเซิงจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน แต่เขาก็ดูใจเย็นกว่าหลิวซือซือ ต้องขอบคุณที่เขาได้เกิดใหม่ เขาถึงได้มองเรื่องพวกนี้ออก
“เอาล่ะ ตอนนี้หนูหิวแล้ว พี่สาว พี่เขย ไปทำกับข้าวให้ฉันกินหน่อยสิคะ”หลิวเหมียวเหมี่ยวทำหน้าตลก แล้วยังทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบ้าน
“ช่างเถอะ ผมเป็นเจ้าของบ้าน จะไปรบกวนแขกได้ยังไง พวกคุณสองคนนั่งเล่นก่อนนะ เดี๋ยว(ฒไปทำเอง” เฉินเซิงพูดจบก็เดินออกจากห้องนั่งเล่น”)เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ
เห็นเฉินเซิงเดินเข้าไปในครัว น้ำลายของหลิวเหมียวเหมี่ยวแทบไหล ที่ผ่านมา เธอไม่เคยกินอาหารที่อร่อยกว่าอาหารที่เฉินเซิงทำเลย
เธอแลบลิ้นสีชมพูเลียริมฝีปาก “พี่ไม่รู้หรอกว่าอาหารที่พี่เขยทำอร่อยขนาดไหน รับรองว่ากินแล้วจะติดใจแน่นอน ที่จริงแล้วพี่เขยก็เป็นคนดีนะ พี่คิดจะคบกับเขาจริงๆ ดูไหม?”
“ระวังจะกินจนจุกตายนะ” พอคิดถึงว่าหลิวเหมียวเหมี่ยวเสนอความคิดแย่ๆ แบบนี้ ทำให้เธออับอายขายหน้าไม่พอ ยังมาพูดจาแบบนี้อีก หลิวซือซือจึงประชดประชัน “เรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่ต้องให้เด็กอย่างเธอมายุ่งด้วยหรอก”
“พี่ใจร้ายอ่ะ คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงกลัวว่าพี่จะพลาดผู้ชายดีๆ แบบพี่เขยไป พี่คะถ้าพี่ไม่เอาพี่เขยระวังนะ อีกไม่กี่ปีถ้าฉันโตขึ้แล้วแย่งพี่เขยไป ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องไห้ฟูมฟายก็แล้วกันนะ”
“เธออายุเท่าไหร่กัน ทำไมถึงคิดแต่เรื่องแบบนี้ มิน่าล่ะ เรียนหนังสือแย่ลงทุกวัน อยากโดนตีอีกแล้วใช่ไหม?”
ตอนนั้นเองเฉินเซิงก็ยกอาหารแปดอย่างที่มีทั้งเนื้อสัตว์และผักออกมา
หลิวซือซือมองดู อาหารพวกนี้ดูน่ากินมาก เธอไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไง แต่อาหารดูน่ากินอย่างน้อยเธอก็ทำอาหารที่ดูน่ากินแบบนี้ไม่ได้
เมื่อเห็นว่าหลิวเหมียวเหมี่ยวกินอย่างเอร็ดอร่อยแถมยังชมไม่หยุดปากหลิวซือซือก็เริ่มลงมือ
หลังจากกินมะเขือเทศอร่อยๆ ไปคำนึง เธอเกือบจะร้องไห้ ไม่คิดเลยว่าอาหารที่เฉินเซิงทำจะอร่อยกว่าที่น้องสาวบอกอีก
พอคิดว่าเขาเป็นแค่เด็กผู้ชาย แต่ทำอาหารเก่งขนาดนี้ แถมยังต้องอยู่คนเดียวที่เมืองเจียงเฉิงมาหลายปี ไม่รู้ทำไม หลิวซือซือถึงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจขึ้นมาทันที
กินไปได้ครึ่งทาง เฉินเซิงก็รู้สึกคันๆ ที่หลังเท้า รู้สึกสบายมากๆ ที่หลังเท้าและข้อเท้า
เฉินเซิงก้มหน้าลงก็เห็นหลิวเหมียวเหมี่ยวแอบเอาเท้ามาโดนเขา เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นยัยตัวแสบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ไม่ต้องพูดก็รู้ว่ายัยเด็กคนนี้กำลังแกล้งเขา
เฉินเซิงก้มหน้ากินข้าวต่อ ไม่พูดอะไร หวังว่าเธอจะเลิกทำตัวเหลวไหล
ไม่นานหลิวเหมียวเหมี่ยวก็เอาเท้าอีกข้างมาถูหลังเท้าของเฉินเซิง เท้าของเธอยังเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปโดนขาและหัวเข่าของเฉินเซิง
เฉินเซิงเป็นผู้ชาย กำลังเผชิญหน้ากับสาวสวยสองคน มองไปทางไหน ก็เห็นเนินอกสีขาวที่โผล่พ้นเสื้อของหลิวซือซือ ดูเซ็กซี่ชวนมอง ร่องอกที่อยู่ตรงกลางก็ล้ำลึก น่าดูชม
ถึงแม้ว่าหน้าอกของหลิวเหมียวเหมี่ยวจะไม่ใหญ่เท่าพี่สาว แต่เธอก็กล้าโชว์ เนินอกคู่สวยที่ไม่ใหญ่นัก แต่ดูเต่งตึง โผล่พ้นผ้าขนหนูออกมาเกือบครึ่ง สั่นไหวเบาๆ ดูเซ็กซี่มาก
ถ้าทุกคนตั้งใจกินข้าว เฉินเซิงอาจจะควบคุมความต้องการของตัวเองได้ แต่หลิวเหมียวเหมี่ยวกลับแกล้งเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เท้าและขาของเธอ ยังเลื่อนมาโดนต้นขาของเขาหลายครั้ง เฉินเซิงจึงเกิดอาการน้องชายตื่นตัว
หลิวซือซือไม่รู้ว่าน้องสาวกับเฉินเซิงแอบเล่นอะไรกันใต้โต๊ะ เธอได้แต่ชมในใจว่าอาหารที่เฉินเซิงทำอร่อยจริงๆ นี่คงเป็นสิ่งที่คนเขาพูดกันว่า ลูกคนจนโตไว เฉินเซิงถึงได้ทำอะไรเป็นตั้งแต่เด็ก?
ขณะที่หลิวเหมียวเหมี่ยวแกล้งเฉินเซิง เธอก็แอบมองใต้โต๊ะก็เห็นเจ้าหนูน้อยที่ชี้ฟ้าของเฉินเซิง
เธอโกรธขึ้นมาทันทีและคิดในใจว่า “ไอ้หื่นนี่กล้าแข็งใส่ฉันงั้นเหรอ? ตอนนี้คงกำลังคิดว่าจะทำอะไรฉันสินะ ไม่ได้การ ฉันต้องสั่งสอนไอ้ตัวร้ายนี่ซะหน่อย”
หลิวเหมียวเหมี่ยวนึกถึงภาพที่เธอผลักประตูเข้าไปในห้องนอนของเฉินเซิงเมื่อวานนี้ แล้วเห็นเจ้าหนูน้อยที่น่ากลัวของเขา
เธอตัดสินใจที่จะสั่งสอนเขา จึงเตะไปที่จุดที่นูนที่สุดของเขาอย่างแรง
“อุ๊บ!…”
จุดนั้นของผู้ชายบอบบางที่สุด เฉินเซิงโดนเตะอย่างแรงจึงเจ็บจนพ่นข้าวที่อยู่ในปากออกมาเต็มโต๊ะ