ณ ลานประลองแห่งจวนต้าโจว
บรรดาเด็กหนุ่มต่างเข้าประมือกันเสียงดังอยู่บนเวทีประลองจำนวนมากมายซึ่งตั้งยกสูงขึ้นมา แต่ละคนต่างเตะต่อยกันอย่างดุเดือดแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ ส่วนเหล่าผู้ชมด้านล่างมักจะะเิเสียงะโโห่ร้องอยู่บ่อยครั้ง ในหมู่คนเหล่านี้ย่อมไม่ขาดสาวงาม เมื่อมีสายตางดงามจับจ้องก็ยิ่งรุกเร้าอารมณ์ของบรรดาเด็กหนุ่มบนเวทีประลอง ทำทุกวิถีทางให้ตนเป็ที่สนใจ
ความโด่งดังของลานประลองในจวนต้าโจวแห่งนี้ย่อมไม่เป็รองผู้ใด
ขณะที่สวีหลินกำลังก้าวขึ้นเวทีประลองอย่างช้าๆ ข่าวลือเื่การประมือระหว่างเขากับโจวหยวนซึ่งเป็ฝีมือของเขาที่แอบปล่อยข่าวเอาไว้ก็แพร่สะพัดไปทั่วลานประลอง
“อะไรนะ? องค์ชายโจวหยวนจะประมือกับสวีหลินหรือ?!”
“เป็ไปได้อย่างไร! องค์ชายโจวหยวนยังเปิดลมปราณไม่ได้เลย แต่สวีหลินเปิดลมปราณไปสองเส้นแล้ว!”
“เ้าสวีหลินมักกลั่นแกล้งรังแกคน มันคงใช้วิธีสกปรกบีบบังคับองค์ชายโจวหยวนเป็แน่...”
“...”
พอบรรดาศิษย์สำนักได้ยินข่าวลือก็ต่างส่งเสียงโวยวายเหลือเชื่อขึ้นมาทันที ลูกศิษย์ซึ่งเป็ชาวบ้านสามัญบางคนย่อมเป็ทุกข์เป็ร้อนแทนโจวหยวน เพราะการประลองเช่นนี้ช่างไร้ความเป็ธรรมเกินไป
ผู้ที่เปิดลมปราณได้ ทุกครั้งที่เปิดลมปราณออกหนึ่งเส้นสภาพร่างกายจะพัฒนาขึ้นเหนือกว่าผู้ที่ยังเปิดลมปราณไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็เื่พละกำลัง ความเร็ว หรือการตอบสนองก็ตาม หากพูดอย่างไม่เกรงใจ ผู้ที่เปิดลมปราณออกหนึ่งระดับจะล้มผู้ที่ยังเปิดลมปราณไม่ได้จำนวนสิบคนได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสวีหลินซึ่งยืนประจำอยู่บนเวทีได้ยินเสียงพูดคุยเ่าั้ก็ยกยิ้มเล็กน้อย เขาไม่สนว่าคนอื่นจะพูดเช่นไร แต่หลังจากวันนี้ เื่ที่โจวหยวนโดนเขาทุบตีอย่างเหี้ยมโหดจะต้องแพร่กระจายไปทั่วจวนต้าโจวสร้างชื่อเสียให้องค์ชายได้อย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งยังทำให้องค์ชายกลายเป็เื่ขบขันในหมู่ผู้คน
ขณะที่เจตนามุ่งร้ายในหัวของสวีหลินพรั่งพรูขึ้น จู่ๆ ฝูงชนซึ่งเข้ามารายล้อมรอบเวทีประลองจนแออัดหนาแน่นก็แยกตัวออก เผยให้เห็นเด็กหนุ่มซูบผอมผู้หนึ่งย่างเท้าก้าวออกมาอย่างช้าๆ
รูปร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นผอมบาง ใบหน้าคงแก่เรียน มีลักษณะท่าทางเป็ลูกผู้ดีมีเงิน ดูๆ ไปก็คล้ายกับนักปราชญ์ที่อ่อนแอคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมเป็โจวหยวน
โจวหยวนเดินตรงไปหาสวีหลินบนเวทีประลองท่ามกลางสายตารอบข้างเ่าั้
“องค์ชาย” ที่ด้านหลังของเขา ซูโย่วเวยเดินตามมาด้วยสีหน้าเป็กังวล นางยังหวังให้โจวหยวนล้มเลิกความคิดที่จะประมือกับสวีหลินอยู่
“เวลานี้ถอยไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะกลายเป็องค์ชายจอมขี้แพ้ละทิ้งการประลอง” โจวหยวนยิ้มให้ซูโย่วเวยแล้วกล่าวตอบ
ซูโย่วเวยหยุดชะงัก กัดริมฝีปากอย่างแรง นางทราบดีว่าหากให้โจวหยวนแบกรับชื่อเสียเช่นนั้นคงได้ทำลายชื่อเสียงของเขาจนป่นปี้ย่อยยับ
ซูโย่วเวยเงยหน้าขึ้น ดวงตางดงามจับจ้องไปที่สวีหลินบนเวทีประลอง ในชั่วพริบตานั้นนางหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่ามกลางความคลุมเครือในแววตากลับััได้ถึงแรงอาฆาตเจือจาง
“องค์ชายเพคะ ครานี้ข้าทำตัวไม่ดีจนองค์ชายต้องเดือดร้อน ภายหลังข้าจะไม่ประมาทและไม่ไว้ไมตรีอีกแล้ว” ซูโย่วเวยพูดเสียงเบา
นางแพ้ให้กับสวีหลินมาก่อน อันที่จริงเหตุผลสำคัญก็เพราะนางไม่ได้ลงมือโเี้มากพอ ไม่เช่นนั้นสวีหลินเองก็ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งใช้อาวุธหยวนได้ แต่บทเรียนครานี้ทำให้นางเข้าใจ ตีงูต้องตีให้ตาย ไม่อย่างนั้นมันจะหันมาแว้งมากัดเอาได้
โจวหยวนใ ขยิบตาให้ซูโย่วเวยแล้วกล่าวว่า “พวกเราเป็สหายกัน แก้ไขปัญหาบางอย่างให้สหายย่อมเป็เื่สมควร”
พูดจบ เขาก็ก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง
ซูโย่วเวยมองแผ่นหลังของเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ความอบอุ่นไหลเวียนในใจ นางหลับตาลงช้าๆ ตัดสินใจแล้วว่าหากเ้าสวีหลินกล้าลงมือจนโจวหยวนได้รับาเ็ นางก็จะทำให้เขารู้ว่าอะไรคือการผูกอาฆาตพยาบาทและความเคียดแค้นของผู้หญิง
“ว้าว องค์ชายกล้ามาจริงด้วย ข้าคิดว่าองค์ชายจะแอบหนีกลับวังไปเสียอีก” สวีหลินหัวเราะพลางหรี่ตามองโจวหยวนที่เดินตรงมาแล้วกล่าวติดตลก
“ท่าทางเ้าดูมั่นใจยิ่งนัก” โจวหยวนจัดระเบียบชายแขนเสื้อเล็กน้อยแล้วกล่าวตอบ
“นึกไม่ถึงว่าองค์ชายจะเกรี้ยวโกรธเพื่อโฉมงามจนขาดสติไร้เหตุผล” สวีหยินยักไหล่ ตั้งใจแสดงให้เห็นว่าท่าทางหุนหันเช่นนี้ของโจวหยวน้าพยายามเอาใจซูโย่วเวย
“เริ่มกันเถอะ” โจวหยวนไม่พูดพล่ามกับสวีหลิน สองเท้าเหยียดออกตั้งมั่นราวกับต้นไม้ใหญ่ จากนั้นยกมือขึ้นเชื้อเชิญสวีหลินแล้วกล่าว “โจมตีมาก่อนเลย”
ทันทีที่ถ้อยคำถูกเอ่ยขึ้น บรรดาหนุ่มสาวที่รับชมต่างมองตากันไปมา ไม่เข้าใจว่าโจวหยวนกำลังคิดอะไรอยู่ เห็นชัดว่าตนเองเสียเปรียบก็ยังทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัว
“ในเมื่อองค์ชายอยากรีบอับอาย เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว” โดนโจวหยวนดูแคลนเช่นนี้ ความโกรธจึงปะทุขึ้นในจิตใจของสวีหลิน เขาแสยะยิ้มยกฝ่าเท้าขึ้นแล้วเหยียบลงบนพื้นอย่างรุนแรง ร่างของเขากลายเป็ดั่งลูกศรทะยานออกไป นิ้วทั้งห้ากำหมัดแน่นพุ่งตรงเข้าใส่โจวหยวน
หมัดนี้แผ่พลังรุนแรง ต่อให้เป็หินก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ
โจวหยวนกลับมองดูหมัดรุนแรงที่พุ่งเข้ามาไม่หลบหลีก ยกแขนสองข้างไขว้กันไว้เบื้องหน้าตั้งท่าป้องกัน
ทว่าท่าทางเช่นนี้กลับทำให้ผู้คนด้านล่างทนดูไม่ได้ ด้วยสภาพร่างกายของสวีหลินที่เปิดลมปราณได้สองเส้นแล้ว เกรงว่าหมัดนี้จะทำให้โจวหยวนกระดูกหักเอา
ภายใต้บรรดาสายตาที่จับจ้องอย่างตื่นเต้น สวีหลินคล้ายกับพญาเสือลงเขา หมัดแฝงไว้ด้วยพลังดุดัน กระแทกแขนทั้งสองของโจวหยวนอย่างรุนแรง
ตึง!
เสียงปะทะดังขึ้น ทุกคนเห็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ ขาทั้งสองข้างของโจวหยวนทิ้งรอยแตกไว้บนพื้นหลายเมตร หากแต่ร่างกลับไม่ไหวติง
อ๊าก!
เสียงร้องโอดโอยดังขึ้น
แต่ไม่ได้มาจากโจวหยวน เสียงร้องนี้ดังมาจากสวีหลินที่กระแทกหมัดเข้าใส่อย่างดุเดือดรุนแรงต่างหาก
ทุกคนล้วนมองฉากนี้ด้วยความตื่นตะลึง สวีหลินยกกำปั้นขึ้นส่งเสียงร้องโอดโอยไม่หยุด ทั่วทั้งกำปั้นเปลี่ยนเป็สีแดงราวกับทุบลงบนแผ่นเหล็กอย่างไรอย่างนั้น
“เ้า! ในเสื้อของเ้าซุกซ่อนอะไรเอาไว้! เ้าคนต่ำช้า!” สวีหลินตะคอกใส่โจวหยวน น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความเ็ป
สายตารอบข้างเองก็มองโจวหยวนด้วยความตกตะลึงเช่นกัน องค์ชายทรงใช้กลอุบายจริงหรือ
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง โจวหยวนค่อยๆ ถกแขนเสื้อขึ้น จากนั้นทุกคนจึงเห็นอักขระซับซ้อนที่เปล่งแสงออกมาบนแขนของเขา ตัวอักขระเปล่งแสงสีดำเลือนรางทอดยาวออกมาจนปกคลุมทั่วทั้งแขนของโจวหยวน ดูคล้ายกับิักลายเป็เหล็กดำแข็งแกร่งไร้เทียมทาน
“นั่นมัน...”
บรรดาศิษย์มองแสงอักขระซับซ้อนด้วยความตะลึงจนมีคนร้องะโออกมาว่า “นั่นมันอักขระกายเหล็กที่ท่านอาจารย์เคยสอนนี่”
ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่าเป็อักขระหยวน
ความตึงเครียดที่บีบรัดของซูโย่วเวยจึงได้ผ่อนคลายลงไปบ้าง นางถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ “องค์ชายทรงเขียนอักขระหยวนบนร่างกายได้แล้วนี่เอง”
“เ้า...เ้าเขียนอักขระหยวนบนร่างกายได้แล้วหรือ” สวีหลินนึกเื่อักขระหยวนออก เขามองอักระหยวนสีดำบนแขนของโจวหยวนแล้วถามอย่างเหลือเชื่อ
แม้ในห้องเรียนก่อนหน้านี้เขาจะเคยเห็นโจวหยวนเขียนอักขระกายเหล็กได้มาแล้ว แต่นั่นคือบนแผ่นหยกเท่านั้น หากต้องขีดเขียนบนร่างกายจำเป็ต้องชำนาญตำแหน่งลมปราณในร่างกายจึงจะหลีกเลี่ยงอาการาเ็บนร่างกายจากอักขระหยวนได้ พูดได้ว่าการขีดเขียนอักขระหยวนบนร่างกายนั้นยากกว่าบนแผ่นหยกหลายเท่าตัว
ทว่าแค่บนแผ่นหยกพวกเขายังไม่อาจตวัดวาดอักขระหยวนได้ โจวหยวนกลับเริ่มนำมาปรับใช้ได้แล้ว...ช่องว่างระยะห่างตรงนี้ ไม่น้อยเลยจริงๆ
“เ้ายังคิดว่าเพราะข้าเปิดลมปราณไม่ได้ จึงเป็แค่ไอ้ไก่อ่อนอย่างนั้นหรือ” โจวหยวนยิ้มหยัน
สวีหลินสีหน้าโกรธขึ้ง ความรู้สึกขุ่นเคืองเหมือนโดนหยอกล้อ เขาส่งเสียงเ็ากล่าว “คิดว่าแค่อักขระกายเหล็กจะเอาชนะข้าได้อย่างนั้นหรือ”
“ข้าจะแสดงถึงความแตกต่างระหว่างผู้เปิดลมปราณกับผู้ที่ยังไม่เปิดลมปราณให้เ้าดู!”
“เปิดลมปราณ!”
พอสวีหลินแผดร้องจบ กระแสแสงเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่างของเขา ฝุ่นใต้เท้าลอยฟุ้งขึ้นสูดพลังหยวนเข้าสู่ร่างกาย
สายลมะเินำพาเสื้อผ้าทั่วร่างโบกสะบัดจนส่งเสียงดัง
แสงเลือนรางปรากฏขึ้นบนิัของเขา ไม่ว่าจะเป็ใครก็ย่อมััได้ถึงพลังของสวีหลินที่พรั่งพรูขึ้น
บรรดาศิษย์มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ร่างกายของสวีหลินในเวลานี้มีพลังหยวนหล่อเลี้ยงไหลผ่านชีพจรลมปราณ พลังของสวีหลินจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสงสัย
ท่ามกลางสายตาจริงจังของเหล่าศิษย์ โจวหยวนจ้องสวีหลินพลางพึมพำว่า “เปิดลมปราณสองเส้นแล้วไง...”
“ให้เ้าโจมตีไปแล้ว ครานี้ถึงตาของข้าบ้าง”
เพียงชั่วประเดี๋ยวที่สิ้นเสียง โจวหยวนเหยียดฝ่าเท้า ร่างกายพุ่งตรงไปยังสวีหลิน
“โอหัง! ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็สภาพร่างกาย พละกำลัง รวมไปถึงความเร็วของเ้าต่างน้อยกว่าข้าหนึ่งในสิบ ยังจะกล้าโจมตีเข้ามาอีกหรือ” สวีหลินมองดูโจวหยวนที่พุ่งเข้ามาแล้วแสยะยิ้มทันที
“เช่นนั้นหรือ”
โจวหยวนยกยิ้มมุมปากราวกับกำลังแสยะยิ้ม
เพียงครู่เดียวแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นบนเท้าของเขาทันที อักขระส่องสว่างรำไรทอดยาวออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ฟิ้ว!
ร่างกายของโจวหยวนครานี้คล้ายกับเปลี่ยนไปเป็เบาขึ้นมากจนความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันราวกับเสือชีตาห์พุ่งล่าเหยื่อ
“นั่นมัน...อักขระตัวเบา!” มีคนเหลือบเห็นแสงอักขระบนเท้าของโจวหยวน พลันร้องะโขึ้น
ใน่เวลาที่พวกเขาร้องะโโจวหยวนก็รุกเข้าประชิดสวีหลินห่างเพียงไม่กี่คืบ ฉับพลันนั้นไหล่เขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง แสงรำไรส่องขึ้นบนชายเสื้อ แม้จะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนแต่ทุกคนล้วนััได้ โจวหยวนปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังรุนแรงออกไปหนึ่งหมัด
“อักขระกระทิง!” เสียงร้องดังขึ้น
อักขระกายเหล็ก อักขระตัวเบา อักขระกระทิง!
ในยามนี้แม้แต่ซูโย่วเวยเองก็ยังอดเอามือกุมปากเผยสีหน้าตกตะลึงออกมาไม่ได้ เพียง่เวลาสั้นๆ โจวหยวนก็ใช้อักขระหยวนได้สามแบบแล้ว
พูดได้ว่าอักขระหยวนสามแบบที่อาจารย์สอน โจวหยวนฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังใช้บนร่างกายได้อีกด้วย
ปัง!
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาของทุกคน โจวหยวนกระตุ้นพลังอักขระหยวนทั้งสามสาย หมัดนั้นที่ปกคลุมไปด้วยพละกำลังและอำนาจสะกดข่มสะท้อนอยู่ในดวงตาหวาดกลัวของสวีหลิน พุ่งโจมตีเข้าใส่ตัวเขาอย่างรวดเร็วและโเี้
ตึง!
ด้วยการสนับสนุนจากอักขระหยวนทั้งสามแบบ โจวหยวนในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็ความเร็ว พละกำลัง หรือสภาพร่างกายย่อมไม่อ่อนแอไปกว่าสวีหลิน ดังนั้นยามที่ส่งหมัดปะทะออกไปสวีหลินจะััได้ถึงพลังมหาศาล หลังจากนั้นร่างของเขาก็กระเด็นลอยปลิวออกไปกระแทกด้านล่างนอกเวทีประลองอย่างรุนแรง
เสียงดังอึกทึกด้านนอกลานประลองเงียบเสียงลงทันที เหล่าหนุ่มสาวต่างมองโจวหยวนด้วยแววตาประหลาดใจ
ใครก็ไม่อาจคาดคิดว่าการประลองครานี้จะเป็เช่นนี้
บนลานประลอง โจวหยวนชักหมัดกลับช้าๆ แสงอักขระบนแขนหายวับไปทันทีราวกับใช้พลังไปจนหมดสิ้น
เขานวดข้อมือไปมาแล้วะโลงจากเวทีประลอง ก่อนจะเดินเข้าไปยื่นมือล้วงป้ายหยกในเสื้อของสวีหลิน นี่คืออันดับตัวแทนในการสอบไล่
“สู้แพ้กระทั่งคนที่ยังเปิดลมปราณไม่ได้ เ้าอย่าได้ไปขายหน้าในการสอบเลย” โจวหยวนจ้องสวีหลินตาเขม็งแล้วกล่าวเย้ยหยัน
เมื่อสวีหลินได้ยินและรับรู้ถึงสายตาเยาะเย้ยจากผู้คนรอบข้างก็อึดอัดคับแค้นใจจนเืสดๆ กระอักพุ่งออกมาจากปาก ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวหมดสติไปในทันที
เขากลัวว่านับั้แ่วันพรุ่งนี้ เขาจะกลายเป็เื่ตลกใหม่ของเหล่าบรรดาศิษย์ทั้งหลายในจวนต้าโจวเสียแล้ว...