บทที่16เป็คนที่เ้าเกลียดซะ
จ้าวเฟยหลงเดินไปข้างๆจ้าวจิงสายตาที่มองมีแต่ความเฉยชา เขายกขาขึ้นเตรียมบดขยี้หัวของจ้าวจิง
“อย่าได้บังอาจทำอะไรหลานของข้าไอ้เด็กสารเลว”
จ้าวเย่ซงพุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงพลังหมัดปะทุขึ้นมา รีดเค้นพลังลมปราณรวบรวมเข้าไว้ในหมัดนี้
“หมัดคงคาพิโรธ”
พลังหมัดในครั้งนี้แข็งแกร่งกว่ารอบที่แล้วมากมายนัก พลังหมัดพุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงราวกับคลื่นทะเลท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำชายฝั่ง
แต่จ้าวเฟยหลงก็ยังคงนิ่งสงบเขาเอี้ยวตัวเล็กน้อยเตะออกไปเต็มแรง ผลที่ตามมาคือจ้าวเย่ซงถูกเตะร่างปลิวไปอัดกับเสาหน้าตึกหลักกระดูกชายโครงหัก กระอักเืออกมากองโต ร่างติดอยู่กับเสาขยับไม่ได้
จ้าวเฟยหลงไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปอีกกระทืบเท้าลงบนหัวของจ้าวจิง “นี่สำหรับที่เ้าทำกับข้า”
ตุบ! “นี่สำหรับที่ด่าว่าแม่ของข้า”
ตุบ! “นี่สำหรับพ่อของข้าที่ถูกนักฆ่าตามฆ่า”
เสียงตุบๆดังต่อเนื่องอีกหลายครั้ง จนในที่สุดจ้าวเฟยหลงสาแก่ใจจึงได้หยุดลงจ้าวจิงหรือร่างของอดีตจ้าวจิงนอนแน่นิ่งบนพื้นส่วนหัวถูกกระเทือบจนแหลกเหลวตายอย่างอนาถ
“เ้า...เ้าสารเลว”
จ้าวเย่ซงที่แกะตัวเองออกจากเสาได้ เดินมาพบสภาพของจ้าวจิงจึงะโด่าว่าแต่เพียงแค่นั้นก็กระอักเืคำโตออกมาจ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปหาจ้าวเย่ซงทุกๆก้าวกดดันทุกชีวิตที่อยู่ลานหน้าตึกใหญ่อย่างมากเมื่อมาใกล้เขาใช้มือข้างซ้ายจับคอแล้วยกร่างจ้าวเย่ซงขึ้นบนอากาศแล้วสบสายตา
“เ้าสารเลวงั้นรึ?”
“ั้แ่ที่ข้าเกิดมาเ้าไม่เคยเห็นหัวข้า รังเกียจข้า มิหนำซ้ำยังทำร้ายข้าและครอบครัวแล้วยังมีหน้ามาด่าข้าว่าสารเลวอีกงั้นเหรอ”
“ดี!ถ้าอย่างนั้น จงเป็คนที่เ้าเกลียดนักเกลียดหนาซะเลยแล้วกัน” จ้าวเฟยหลงกำหมัดแน่น
“เ้า...เ้าจะทำอะไรข้า”จ้าวเย่ซงตัวสั่นเทา ตอนนี้เขาไม่อาจต่อต้านจ้าวเฟยหลงได้เลยแม้แต่น้อย
ปัง!
หมัดของจ้าวเฟยหลงชกไปที่จุดตันเถียนของจ้าวเย่ซงลมปราณแตกซ่านออกมากลายเป็สายแสงยาวสั้นสลับลอยอยู่รอบๆตัวของจ้าวเย่ซง
ตูม!
พลังลมปราณะเิออกจากร่างจนหมดบัดนี้จ้าวเย่ซงนายใหญ่แห่งตระกูลจ้าวต้องกลายเป็คนไร้ประโยชน์เป็ขยะที่น่ารังเกียจขยะที่เขารังเกียจมาตลอดชีวิตบัดนี้เขาต้องมาเป็ซะเอง
จ้าวเย่ซงโดนจ้าวเฟยหลงขว้างทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ใยดีผู้คนในตระกูลจ้าวเงียบกริบ สายตาที่มองจ้าวเฟยหลงในตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ ส่วนใครที่เคยทำร้ายจ้าวเฟยหลงตอนนี้ต่างหวาดระแวงเตรียมหาทางหนีทีไล่เอาชีวิตรอดกันแล้ว
ต้องรู้ว่าตลอดเวลาที่ต่อสู้จ้าวเฟยหลงใช้เพียงร่างกายของเขาเท่านั้นยังไม่ได้ใช้ลมปราณหรือวิชายุทธ์เลยด้วยซ้ำ
จ้าวเฟยหลงกวาดสายตามองคนตระกูลจ้าวด้วยสายตาเยือกเย็น
“พวกเ้าจงฟังข้าจ้าวเฟยหลงไม่เคยทำร้ายใครก่อนคนที่ไม่เคยผิดต่อข้า พวกเ้าสามารถอยู่ในตระกูลจ้าวต่อไปได้แต่สำหรับญาติหรือลูกสมุนของ จ้าวส่วน จ้าวจิง และผู้าุโทั้งหลายข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ไสหัวออกไปจากตระกูลจ้าวให้เร็วที่สุด”
สิ้นเสียงของจ้าวเฟยหลงหลายคนดั่งได้รับความหวังในชีวิตใหม่เตรียมรับความสุขในวันพรุ่งนี้ต่อไป แต่อีกหลายคนเป็ดั่งคำสั่งไถ่ชีวิต เพราะพวกเขาเคยล่วงเกินจ้าวเฟยหลงเอาไว้มากเมื่อจ้าวเฟยหลงให้โอกาสพวกเขามีชีวิตอยู่ต่อจึงไม่รีรอรีบพากันเก็บข้าวของออกจากตระกูลจ้าวอย่างรวดเร็ว
เมื่อเหตุการณ์สงบลงภายในตระกูลจ้าวเหลือคนรับใช้ยี่สิบคนลูกหลานตระกูลจ้าวอีกสิบครอบครัวนี่ถือเป็หายนะของตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งในเมืองตงเฟิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กำลังคนลดกำลังรบลดหากตระกูลใหญ่อื่นรู้ข่าวครั้งนี้อาจพากันทนไม่ไหวรีบมารุมทึ้งแบ่งส่วนตระกูลจ้าวเป็แน่แท้
จ้าวเฟยหลงหาได้ใส่ใจกับเื่นั้นเลยสิ่งแรกที่เขาทำก็คือสั่งให้คนรับใช้ไปรับตัวพ่อและแม่ของตนที่ตำบลไม้งาม คนที่เหลือทำความสะอาดและซ่อมแซมกำแพงพร้อมทั้งส่วนที่เสียหายของบ้านจัดการส่งตัวจ้าวเย่ซงถูกส่งไปทำความสะอาดสุสานของตระกูล ห้ามออกมาแม้แต่ก้าวเดียวจนกว่าจะตาย
จากนั้นเดินเข้าห้องของจ้าวเย่ซงเพื่อไปพักผ่อนภายในห้องหรูหราแตกต่างกับห้องของครอบครัวเขามากยิ่งกว่าฟ้ากับเหวผ้าม่านทำมาจากผ้าไหมอย่างดี เครื่องเรือนล้วนเป็ทองคำแม้แต่ชุดถ้วยชาก็ยังเป็หยกชั้นเลิศ
“หึ! อยู่ดีกินกินดีเหลือเกินนะ”
จ้าวเฟยหลงปรับอารมณ์ให้เป็ปรกติทำสมาธินึกถึงตอนที่ต่อสู้เมื่อสักครู่นี้ตอนนี้เขาใช้เพียงร่างกายก็สามารถสยบระดับจอมยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย นับว่าผลของกายะเทพเต่าทมิฬนั้นดีเกินกว่าที่คาดคิดเพราะวิชาบ่มเพาะกายแบบอื่นเพียงทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นพร้อมขึ้นกว่าผู้อื่นทำให้ได้เปรียบทางด้านความแข็งแกร่งด้านร่างกายและพละกำลังเท่านั้น
ตอนนี้เขาต้องเริ่มเตรียมตัวในขั้นต่อไปของการบ่มเพาะร่างกายแล้วแต่แค่คิดก็อดไม้ได้ที่จะถอนหายใจ สมุนไพริญญาก็ล้วนหายากแล้วก็แพงระยับแร่ต่างๆในขั้นที่สองขึ้นไปก็ต้องเป็แร่ิญญาซึ่งราคาก็มหาศาลไม่ต่างกัน
“ค่อยๆคิดหาวิธีก็แล้วกัน บางทีคงต้องไปเดินเล่นแถวหอการค้าบ้างแล้ว”
หลังเหตุการณ์นองเืผ่านไปสามวันจ้าวิลู่และฟางเหนียงก็มาถึงหน้าประตูตระกูลจ้าวแรกเริ่มทั้งสองต่างไม่เชื่อในสิ่งที่คนรับใช้บอกเพราะลูกของพวกเขาเป็เพียงนักยุทธ์ขั้นหนึ่งจะไปมีความสามารถพลิกฟ้าขนาดนั้นได้อย่างไรแต่เมื่อได้เห็นจดหมายลายมือของจ้าวเฟยหลงทั้งสองจึงตกลงกลับมาพร้อมคนรับใช้
ระหว่างทางพวกเขาทั้งสองก็ยังกังวลใจไม่หายแต่เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ความกังวลก็หายไปโดยฉับพลันเพราะสายตาของพวกเขามองเห็นบุตรชายกำลังโบกมือต้อนรับอย่างลิงโลดราวกับเด็กที่รอคอยการกลับมาจากการค้าขายทางไกลของพ่อแม่
ตุ๊บ! จ้าวเฟยหลงคุกเข่าลงกับพื้นประสานมือทำความเคารพบุพการี
“ลูกอกตัญญูทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็ห่วง”จ้าวิลู่และฟางเหนียงวิ่งเข้ามากอดลูกชายเอาไว้
“หลงเอ๋อพ่อและแม่ขอเพียงเ้าปลอดภัยเท่านี้ก็พอใจมากแล้ว” ฟางเหนียงกล่าวพร้อมสะอื้นเบาๆ
“ขอเพียงเ้าปลอดภัยทุกสิ่งก็ไม่สำคัญแล้ว”
จ้าวิลู่เอามือลูบหัวของจ้าวเฟยหลงเบาๆ ตอนนี้พวกเขาได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าแล้ว มันช่างสุขใจเกินที่จะกล่าว
“ท่านพ่อท่านแม่ลุกได้โปรดลุกขึ้นเข้าบ้านก่อนเถิดเื่ต่างๆค่อยคุยกันภายหลัง”
จ้าวเฟยหลงหลบไปด้านข้างรอให้พ่อของตนเดินเข้าไปก่อน
“หลงเอ๋อลูกเป็ผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พวกเราได้อยู่ร่วมกันได้เพราะลูกดังนั้นลูกควรเป็ผู้นำของพวกเรา”จ้าวิลู่เอ่ยขึ้น
“ใช่แล้วลูกควรเป็ผู้นำของตระกูลเราเมื่อนั้นตระกูลเราก็จะเข้มแข็งเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น”ฟางเหนียงกล่าวเสริม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ แต่ไหนแต่ไรการสืบทอดย่อมส่งผ่านจากพ่อสู่ลูกตัวข้านั้นเป็รุ่นหลังเช่นนั้นแล้วตำแหน่งผู้นำตระกูลย่อมต้องเป็ของท่าน”
“ท่านพ่ออย่าได้กังวลสิ่งใดเลยไม่มีใครเหมาะสมกว่าท่านแล้ว”จ้าวิลู่มองใบหน้าของลูกชายสายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“หลงเอ๋อของข้า บัดนี้เติบใหญ่ฝีมือกล้าแกร่งอีกทั้งรู้จักกตัญญูอนาคตตระกูลจ้าวต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างไร้ขอบเขต”
จากนั้นจ้าวิลู่เดินนำภรรยาและลูกชายเข้าสู่ตระกูลจ้าว
“คารวะท่านผู้นำตระกูล”
เสียงของคนรับใช้ และลูกหลานของตระกูลจ้าวที่เหลือกล่าวต้อนรับ“ทุกคนตามสบาย ต่อไปขอให้พวกเราตั้งใจทำงาน สามัคคีปรองดองนำพาตระกูลจ้าวสู่ความรุ่งโรจน์” จ้าวิลู่ ให้โอวาท
“น้อมรับคำสอนท่านผู้นำตระกูล”เสียงตอบรับจากทุกคนดังขึ้น
สองวันถัดมาการจัดการเื่ต่างๆภายในตระกูลทำให้สองสามีภรรยาจ้าวิลู่และฟางเหนียงในฐานะผู้นำและนายหญิงใหญ่ของตระกูลเหน็ดเหนื่อยเป็อย่างยิ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อนหลังจากจัดการธุรกิจต่างๆของตระกูลทั่วทั้งเมือง
ต้องย้ายคนเก่าแก่ที่จงรักภักดีต่อผู้นำรุ่นเก่าออกไป แล้วนำคนใหม่เข้าแทนที่จึงเป็งานที่ค่อนข้างหนักหนาทีเดียว
จ้าวเฟยหลงเดินเข้ามาหาพวกเขาที่ห้อง“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกมีเื่จะปรึกกับพวกท่าน”
“หลงเอ๋อมีอะไรจะคุยกับพ่อและแม่หรือ”ฟางเหนียงเอ่ยถามลูกชายพลางเรียกให้มานั่งที่เก้าอี้รับแขก
จ้าวเฟยหลงไม่ได้เอ่ยออกมาแต่ยื่นแหวนให้แก่แม่และพ่อของตนคนละหนึ่งวงมันเป็แหวนที่ได้มาจากถ้ำันั่นเอง
“ท่านแม่ ในแหวนของท่านมีของมีค่าที่จะใช้ในการดูแลตระกูลของเรา”
“แต่แม่จะใช้ได้อย่างไรแม่ไม่เคยเรียนวิชายุทธ์เลย” ฟางเหนียงเอ่ยด้วยความกังวล
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงท่านพ่อจะสอนท่านเองด้วยแหวนนี้ท่านจะดูแลเื่ภายในของตระกูลได้อย่างสะดวกสบาย”จ้าวเฟยหลงหันไปทางบิดา “ท่านพ่อนี่แหวนของท่าน ในนั้นมีคัมภีร์ยุทธ์ระดับจิตขั้นต่ำ”
“อะไรนะ! คัมภีร์ยุทธ์ระดับจิตขั้นต่ำ”เสียงที่บ่งบอกความประหลาดใจของจ้าวิลู่ดังขึ้น นี่ต้องนับเป็ของล้ำค่าที่สุดในตระกูลจ้าวตอนนี้เลยก็ว่าได้หากตระกูลใหญ่อื่นรู้ข่าวก็คงต้องมองมาอย่าอิจฉาตาร้อน
“ใช่แล้วท่านพ่อข้าได้มันมาจากเทือกเขาัเร้น แล้วนอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ยุทธ์ระดับปราณและสามัญอีกจำนวนหนึ่งด้วยคัมภีร์เหล่านี้จะต้องยกระดับอำนาจของตระกูลได้อย่างแน่นอน”
จ้าวิลู่ได้ฟังลูกชายของตนแล้วก็เกิดความหึกเหิมขึ้นแน่นอนว่าในเมืองตงเฟิงตอนนี้ผู้เยี่ยมยุทธ์ก็ยังหยุดที่จอมยุทธ์ขั้นสองแต่ด้วยคัมภีร์ยุทธ์ระดับจิตนี้เขาอาจจะสามารถบรรลุระดับจ้าวยุทธ์ก็เป็ได้
“ท่านพ่อในแหวนยังไม่หมดแค่นั้นยังมียุทธภัณฑ์อีกหลายสิบชั้นทั้งระดับสามัญและระดับปราณ”
“ยังมียุทธภัณฑ์ระดับปราณอีกด้วย!”จ้าวิลู่ประหลาดใจเหลือที่จะกล่าวด้วยยุทธภัณฑ์เ่าั้กำลังรบของตระกูลจ้าวต้องเข้มแข็งขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“มันไม่ได้มีแค่ยุทธภัณฑ์ระดับปราณเท่านั้นยังมีระดับิญญาอีกสามชิ้นด้วย”
“ยะ...ยุทธภัณฑ์ระดับิญญาอีกสามชิ้น!ลูกพ่อเ้าได้รับโชควาสนาใดมาถึงได้ร่ำรวยเช่นนี้”
จ้าวเฟยหลงจึงได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาัเร้นให้พ่อแม่ฟังเพียงแต่ปิดบังในส่วนของจักรพรรดิัเอาไว้เพราะเื่นี้หากถูกแพร่งพรายออกไปมันอาจเป็ชนวนหายนะของตระกูลจ้าวก็ได้
“สมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่จะใช้พัฒนาตระกูลจ้าวของเราต่อไปตอนนี้ที่สำคัญคือท่านพ่อต้องทะลวงเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ให้ได้เสียก่อนสมุนไพรและยาที่อยู่ในแหวนคงสามารถช่วยท่านพ่อทะลวงกำแพงสู่ระดับจอมยุทธ์ได้โดยเร็ว”
สิ่งที่จ้าวเฟยหลงกังวลก็คือรากฐานของตระกูลหากผู้นำตระกูลเข้มแข็งตระกูลย่อมทรงอำนาจไปด้วยตอนนี้พ่อของเขายังมีระดับการบ่มเพาะต่ำเกินไปต่อไปอาจถูกตระกูลอื่นรังแก และตัวของเขาเองก็ไม่อาจจะอยู่ในตระกูลตลอดไปได้เพราะเส้นทางแห่งการบ่มเพาะของเขาทอดยาวออกไปไกลกว่าเมืองตงเฟิงแล้ว
“ได้! พ่อจะเก็บตัวเพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ทันที”จ้าวิลู่มองไปที่ภรรยาของตน
“ฟางเหนียงขอโทษเ้าด้วยพึ่งจะจัดการตระกูลไม่ทันไรก็ต้องทิ้งภาระให้เ้าเสียแล้ว”ฟางยิ้มให้สามีของตนด้วยความรักใคร่
“สามี ท่านไม่ต้องกังวลข้าจะดูแลไม่ให้ขาดตกบกพร่อง”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะช่วยท่านแม่อีกแรงรับรองได้ว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน” จ้าวเฟยหลงรับปากอีกคน
“ถ้าอย่างนั้นก็ลำบากพวกเ้าแล้ว”จ้าวิลู่เดินเข้าห้องลับของตระกูลเก็บตัวเพื่อทะลวงระดับทันที
จ้าวเฟยหลงจึงกล่าวขอตัวเพื่อให้แม่ของเขาได้พักผ่อนเช่นกันแต่ตัวเขาเองหาได้หยุดพักแต่เดินตรงไปที่ลานฝึกของตระกูลเมื่อมาถึงเขาหยุดมองทั่วทั้งลาน ภาพความหลังก็เริ่มกลับเข้าสู่ห้วงความคิดนานมาแล้วพื้นที่ตรงนี้หาใช่ที่ที่เขาจะมาได้ แต่ตอนนี้ลูกหลานรุ่นเยาว์ราวยี่สิบคนกำลังเข้าแถวยืนรอฟังคำสั่งจากเขาอยู่
เมื่อเดินไปอยู่ข้างหน้าแถวจ้าวเฟยหลงมองเห็นลูกหลานสายรองของตระกูลทั้งชายหญิง ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อจ้าวเฟยหลงคงเพราะสิ่งที่พวกเขาได้เห็นจ้าวเฟยหลงแสดงออกมานั้นโเี้เพียงใดทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะล่วงเกินเขา
“สถานการณ์เช่นนี้คงยากที่จะทำให้เกิดความสามัคคีเป็แน่เพราะทุกคนหวาดกลัวข้า”
จ้าวเฟยหลงรู้ดีหากได้รับการเคารพเพราะพวกความกลัว ความเป็ปึกแผ่นย่อมเป็ไปไม่ได้แต่ถ้าหากคนเหล่านี้รักและศรัทธาเขานั้นย่อมสามารถรบเคียงบ่าเคียงไหล่ตายแทนกันได้
“ตอนนี้ข้ามองเห็นความหวาดกลัวในดวงตาพวกเ้า”จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่น
“กลัวว่าข้าจะทำร้ายครอบครัวของพวกเ้าพูดก็พูดนะ มันทำให้ข้าใจหายเหมือนกัน” สิ้นเสียงของพวกเขาสายตาหลายคนเริ่มเปลี่ยนไป
“ตอนนี้พวกเ้าเลือกที่จะอยู่ต่อแสดงว่าครอบครัวของพวกเ้าก็พร้อมยอมตายเพื่อข้าแล้ว”
“แต่ข้าไม่้าให้ใครต้องมาตายเพราะข้าสิ่งที่ข้า้าคือคนที่จะสามารถเป็เสาหลักให้ตระกูลจ้าว คอยปกป้องกันและกันเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน”
“และเพื่อให้มันเปลี่ยนแปลงจริงๆั้แ่นี้ไปลานฝึกตระกูลจ้าวจะเปิดรับลูกหลานตระกูลจ้าวทุกๆคนไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็เช่นไรจะไม่มีลูกหลานตระกูลจ้าวที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป”
เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งยี่สิบคนได้ฟังคำประกาศของจ้าวเฟยหลงเผยสีหน้าที่ยินดีออกมาความโล่งใจและมั่นใจเริ่มแสดงออกมาเพราะหลายคนยังคงกังวลว่าจ้าวเฟยหลงอาจคิดบัญชีย้อนหลังกับพวกตนก็ได้แต่เห็นชัดเจนแล้วว่าคุณชายใหญ่คนใหม่น้ำใจกว้างขวางยิ่งนัก
“เพื่อยืนยันคำพูดข้าขอสัญญาว่าในหมู่พวกเ้าหากใครที่ทะลวงขั้นจนถึงนักยุทธ์ขั้นเจ็ดข้าจะมอบคัมภีร์ยุทธ์ระดับปราณขั้นต่ำให้พวกเ้าได้เรียนรู้และเมื่อทะลวงถึงนักยุทธ์ขั้นเก้าจะได้รับยุทธภัณฑ์ระดับปราณอีกหนึ่งชิ้นส่วนใครที่สามารถทะลวงขั้นจอมยุทธ์ได้ ตระกูลจะดูแลเป็พิเศษ”
“เป็ไปได้หรือนี่ต่อไปนักยุทธ์อย่างพวกเราก็สามารถเรียนรู้คัมภีร์ยุทธ์ระดับปราณได้แล้ว”
“อีกทั้งยังสามารถยุทธภัณฑ์ระดับปราณได้อีกด้วย”เสียงซุบซิบกันดังขึ้น อารมณ์ของเหล่ารุ่นเยาว์ตระกูลจ้าวร้อนแรงขึ้นทุกคนต่าง้าสิ่งล่อตาล่อใจนี้ทุกคน
“เอาล่ะขอให้ทุกคนตั้งใจฝึกฝนข้าจะเป็กำลังใจให้” จ้าวเฟยหลงพูดจบก็หันหลังเดินกลับออกไป
“พวกเราจะตั้งใจฝึกฝนรับใช้ตระกูลจ้าวตลอดไป” เหล่ารุ่นเยาว์ต่างส่งเสียงส่งจ้าวเฟยหลงกลับ
คฤหาสน์ตระกูลอู้ โถงหลัก
ตอนนี้คนที่มีอำนาจในตระกูลต่างรวมที่นี่ทุกคนที่โต๊ะหลักมีชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปี นั่งอยู่ที่เก้าอี้หรูหราพร้อมกับจิบชาชั้นดีราคาแพงลิบลิ่วอย่างสงบ
คนผู้นี้คือ “อู้ฉี”ผู้นำตระกูลอู้คนปัจจุบัน แต่ความสงบนี้ทุกคนในตระกูลต่างรู้ดีว่าเป็เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำเท่านั้น