บทที่ 117
วาร์ปเกทวิทยาการอักขระเสร็จสมบูรณ์
ฤดูร้อนปีเซริสที่ 1755 กลุ่มคนอพยพส่วนใหญ่ของแดนบาบาริสได้มาถึงเป็นที่เรียบร้อย ชาวเผ่าส่วนที่เหลืออยู่รอบนอกของดินแดนกำลังทยอยเตรียมตัวเดินทางในปีหน้า เสบียงอาหารถูกส่งออกไปที่จุดกึ่งกลางของดินแดนเพื่อช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ของชนเผ่าย่อยต่างๆ แล้ว เบนเนทเป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ร่วมกับกลุ่มผู้นำหลักที่จะควบคุมเสบียงชุดนี้ไปยังเขตแดนของสิบสองชนเผ่าดั้งเดิม ทุกฝ่ายเตรียมตัวพร้อมสรรพ....
ทว่าขณะนี้... ทุกคนกำลังรู้สึกตื่นเต้น แท่นหินขนาดใหญ่ลวดลายวิจิตรบนจัตุรัสกึ่งกลางเมืองมิคคิลทอฟท์กำลังถูกติดตั้งตามคำสั่งของท่านชายเดวิด สักพักท่านชายก็เคลื่อนย้ายหายตัวไปมาเหมือนภูตผี ประเดี๋ยวโผล่ที่โน่นที่นี่วุ่นวายไปหมด
สามวันถัดมา แท่นหินเคลื่อนย้ายระยะไกลที่ถูกเรียกติดปากว่า ‘วาร์ปเกท’ ก็เสร็จสมบูรณ์ ประชากรในเมืองกำลังเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น
คิทกำลังถ่ายเทมานาจำนวนมากเข้าไปในแท่นหินที่เมืองแห่งใหม่จนแสงเริ่มเปล่งประกายเรืองรอง เจมส์เองก็ต้องช่วยเหลือสนับสนุนมานาแห่งสายลมจำนวนมากเช่นกัน ไม่กี่อึดใจทุกอย่างก็สิ้นสุดลง เหลือไว้เพียงแท่นหินฐานทรงกลมยกสูงขึ้นมาจากพื้น ข้างบนมีซุ้มประตูหินที่มีอักขระทอแสงอ่อนๆ ตลอดเวลา วาร์ปเกทที่เป็นจุดเคลื่อนย้ายกลางดินแดนสิบสองชนเผ่าก็สร้างขึ้นในลักษณะเดียวกัน วันถัดมาจุดเคลื่อนย้ายข้ามแดนก็เสร็จสมบูรณ์ทั้งสองแห่ง
ซุ้มหินโค้งประกอบกันอย่างแข็งแรงสูงกว่าห้าเมตรกำลังทอแสงที่เกิดจากการรวมกันของมานาอันเข้มข้น เจมส์กลืนน้ำลายดังอึกเพราะเขาไม่คิดว่าสิ่งที่น้องชายค้นคว้ามาหลายเดือนและลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนจะสำเร็จเร็วขนาดนี้
“อืม... พี่ ช่วยตรวจสอบหน่อย ข้าอยากได้คำยืนยัน...” คิทสะกิดเจมส์ที่กำลังยืนอึ้งจ้องมองประตูแสงอยู่นาน
“ได้...” เจมส์หลับตาลงจากนั้นก็สูดอากาศเข้าไปเต็มปอด ระหว่างที่ผ่อนลมออกมาอย่างช้าๆ สีผมที่เป็นเอกลักษณ์ของบุตรแห่งสายลมก็เปล่งแสง คิทเองก็อยู่ในลักษณะเดียวกันเพียงแต่พลังแห่งแผ่นดินและผืนป่ามีลักษณะพิเศษแตกต่างออกไปเล็กน้อย
“กระแสมานาเสถียรมาก สายลมของข้าไม่เจอจุดบกพร่องเลย เจ้าล่ะ?”
“รากฐานในผืนดินแข็งแรงดี กระแสมานาก็เข้มข้นเช่นกัน อีกร้อยสองร้อยปีคงต้องวางแผนให้มีผู้คนมารวมตัวกันเติมมานาครั้งใหญ่... อืม... จะว่าไป พวกเราจัดกิจกรรมทำนุบำรุงวาร์ปเกทปีละครั้งก็ดี เพื่อเพิ่มความมั่นใจและยืดอายุการใช้งาน...”
“ก็... ดี... นะ...” เจมส์เดินเข้าออกวาร์ปเกทเป็นว่าเล่น เขาโผล่หัวกลับมาตอบคำถามน้องชายเพื่อทดสอบการเคลื่อนย้ายหลายครั้ง บทอักขระอันแข็งแกร่งเชื่อมต่อเขตแดนอย่างถาวรแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสียพลังมากมายทุกครั้งที่ใช้งานอีก
เศษซากของเทพรุ่นดึกดำบรรพ์ที่สลายตัวกลายเป็นมานาสกปรกทำให้บาบาริสมีทรัพยากรมานาให้หยิบยืมมาใช้งานมหาศาล คิทเองก็ได้สอบถามเหล่าทวยเทพระหว่างงานเลี้ยงประจำเดือนเรียบร้อยแล้ว เทพทุกองค์ให้คำยืนยันว่า วัฏจักรมานาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างคงที่และมั่นคง จะว่าไปแล้ว การใช้พลังแต่ละครั้งของผู้คนก็เป็นการคืนมานาสู่ชั้นบรรยากาศ บางส่วนก็จะตกค้างหลงเหลือเป็นกลุ่มมานาสกปรกที่ใช้การไม่ได้บ้าง แต่ก็มักจะสลายตัวไปตามกาลเวลา
ดังนั้นระบบป้องกันเขตแดนและคอยเปลี่ยนมานาให้บริสุทธิ์จึงมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว วาร์ปเกททั้งสองแห่งเชื่อมต่อกันด้วยบทอักขระที่กระจายมานาตกข้างออกไปพร้อมหมุนวนกลับเข้าระบบชำระล้างรอบนอก นับว่าเป็นวิทยาการแบบยั่งยืนและเหมาะสมกับการพัฒนาในระยะยาวมากทีเดียว
ไม่ใช่แค่วาร์ปเกทเท่านั้นที่คิทกำลังวางแผนจะให้มีใช้งานทั่วดินแดน แต่การค้นพบวิธีการใช้ทรัพยากรที่มองไม่เห็นบนโลกใบนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถนำหลายๆ สิ่งมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ได้
วิทยาการบนโลกใบแรกของคิทก็ไม่ใช่ความรู้ที่ไร้ประโยชน์ ยังมีอีกหลายสิ่งที่อาจนำมาใช้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับทุกคน เครื่องจักรไอน้ำหรือระบบกลไกของเครื่องจักรก็ไม่ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างเปล่าประโยชน์ พวกมันแค่ต้องได้รับการปรับปรุงให้เปลี่ยนการใช้แหล่งพลังงานจากการเผาฟืนไม้เพื่อสร้างไอน้ำในหม้อความดันไปเป็นมานารูปแบบต่างๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่ต้องรอการแก้ไข ขณะนี้คิทสามารถเข้าถึงมานาแห่งสายลม และผืนดินเท่านั้น มานาและภูตแห่งไฟและน้ำยังคงเป็นปริศนาสำหรับเขา องค์ไกเอลเองก็บอกเอาไว้เมื่อครั้งที่พบกันล่าสุดว่า... ยังไม่ถึงเวลา ท่านฟอริสเองก็ย้ำเตือนให้เขาจัดการปัญหาภายในบ้านให้เสร็จสิ้น ก่อนที่จะยื่นมือไปนอกบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้อื่น
เจ้าเด็กน้อยเข้าใจความหมายของเทพีคนสวยดี ยิ่งทิ้งเสี้ยนหนามเอาไว้นานเท่าไร บาดแผลก็จะยิ่งบอบช้ำและเจ็บปวดจนยากจะรักษา
“เจมส์... ข้าจะถ่ายทอดวิธีการรับมืออสูรมานาที่ข้ารู้จักให้ทั้งหมด ข้อมูลยังเหลืออีกมากกว่าครึ่ง หลังจากนี้พี่ต้องเรียนหนักหน่อยนะ”
“อืม... เข้าใจแล้ว แต่ข้ายังสงสัยอีกอย่างนะคิท” เจมส์มองไปยังวาร์ปเกทพร้อมเอียงคอเหมือนพยายามคิด
“ระบบเคลื่อนย้ายมันเชื่อมต่อกันแบบถาวร แล้วถ้าเจ้าต้องเชื่อมต่อกับเมืองอื่นล่ะ? ถ้าต้องขนย้ายของจำนวนมากล่ะ? ระบบมันจะไม่ชนกันวุ่นวายหรือ? ...” เจมส์ยังคงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับระบบขนส่งทางไกลสุดพิเศษนี้ เขากำลังสงสัยมากทีเดียวว่าอนาคตคิทจะรับมืออย่างไร
“ข้า... ข้าลืม...” คิทหน้าซีด เขารู้สึกอยากเขกหัวตัวเองหนักๆ สักหลายที ชีวิตเก่าก็เจอกับการขนส่งที่คับคั่งและวุ่นวายมาแล้ว ทำไมตอนค้นคว้าถึงไม่เผื่อระบบเอาไว้ ระบบหลักที่วางไปแล้วอย่างแน่นหนาจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถอดถอนได้ อักขระป้องกันและคงสภาพถูกลงเอาไว้อย่างถาวรเช่นกัน ท่านชายคนเก่งจึงปวดหัวจี๊ดจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ
“แก้ไขไม่ได้หรือ?” เจมส์อ่านสีหน้าของน้องชายได้ดี สิ่งที่เขาถามคงยังไม่ได้ถูกพิจารณา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่แม้แต่น้อย
“กังวลทำไมเล่า ค่อยขยายที่ทางเพิ่มจุดเคลื่อนย้ายใหม่ก็ได้ ไม่ต้องยึดติดกับวาร์ปเกทแห่งแรกหรอก ไว้เจ้ามีเวลาเหลือก็ค่อยคิดหาทางเปลี่ยนแปลงมันแล้วกัน”
คิทได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ เขากำลังหงุดหงิดกับตนเอง แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ความรู้เกี่ยวกับอักขระมนตราเป็นสิ่งที่เขาทราบอยู่เพียงผู้เดียว จะหันไปปรึกษาใครก็ไม่ได้ มีแต่จะต้องดั้นด้นหาหนทางไปด้วยตนเองเท่านั้น ครั้นจะเชิญราชาเจเกอร์ให้มาช่วยเหลือ อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ ความรู้ระดับนี้เป็นสิ่งที่แม้แต่อดีตราชาแห่งบาริสก็ไม่เข้าใจ
มุมมองที่เจ้าของงานเห็นเพียงผู้เดียวย่อมแตกต่างจากผู้อื่น ข้อผิดพลาดจึงมีบ้างแม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์มาหลายชีวิตหรือมากเท่าไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการยอมรับข้อผิดพลาดนั้น แล้วหาทางแก้ไขหรือพัฒนาต่อไป
ผืนดินจำนวนหนึ่งที่ยังว่างเปล่าและใกล้กับขอบเมืองรอบนอกกำแพงคุ้มกันฝั่งตะวันออกถูกส่งมอบให้คิทอย่างรวดเร็วเพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างประตูเคลื่อนย้ายระหว่างเมืองในอนาคต... เขาทำเพียงแค่เอ่ยปากขึ้นมาอย่างลอยๆ เท่านั้น ที่ดินอันล้ำค่าก็มากองอยู่แทบเท้า
จริงๆ แล้วชาวเมืองแห่งนี้เห็นเขาเป็นท่านลอร์ดหรือเจ้าชายอีกพระองค์หนึ่ง เพียงแต่ชาวเผ่าทุกคนตกลงกันอย่างลับๆ ว่าจะเรียกสองพี่น้องว่าท่านชายเท่านั้น
ไม่ว่าทั้งสองอยากได้ยินคำเรียกขานอย่างไรก็แล้วแต่ ความเคารพและเทิดทูนที่มีให้ย่อมคงเดิมเสมอ
.
.
.
ต้นฤดูใบไม้ร่วงปีเซริสที่ 1755
ระบบเคลื่อนย้ายระยะไกลระหว่างสามเมืองใหญ่แห่งแดนเหนือของเซริส กับมหานครมิคคิลทอฟท์ก็เสร็จสมบูรณ์ ชุมทางของวาร์ปเกทที่ใหญ่ที่สุดถูกตั้งอยู่ที่มิคคิลทอฟท์เนื่องจากความเหมาะสมของปริมาณมานาเพื่อคงสภาพ ดังนั้นเหล่าชนชั้นสูงในแดนเหนือของเซริสจึงต้องผ่านไปยังมิคคิลทอฟท์ก่อนเสมอหากต้องการจะเดินทางข้ามเมืองไปเขตอื่นๆ
แม้จะสับสนในช่วงแรกกับระบบอาคารผู้โดยสารที่คิทได้ออกแบบไว้ แต่เมื่อได้ใช้งานจนเริ่มคุ้นเคยพวกเขาก็พบว่ามันเป็นสิ่งที่สะดวกสบายมาก แถมยังรวดเร็วยิ่งกว่าอะไร อย่างไรก็ตามวาร์ปเกทที่เมืองอื่นนอกจากมิคคิลทอฟท์ เป็นวาร์ปเกทขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งไว้ในที่พักของท่านลอร์ดเท่านั้น ความสำเร็จในครั้งนี้ยังไม่อาจเปิดเผยสู่สาธารณชนแต่อย่างใด เพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายที่คอยสอดส่องอยู่นอกดินแดน
อย่างไรเสีย… ระยะทางที่ต้องบากบั่นเดินทางนับสัปดาห์ ก็ถูกย่นระยะลงเหลือเพียงแค่การออกก้าวเดินเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น มันเป็นข่าวดีแต่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของผู้พบเห็น
กลุ่มผู้นำแห่งมิคคิลทอฟท์ได้เสนอแนวทางการจัดการขนส่งภายในเมืองเช่นกัน เมื่อรถม้าถูกผนวกกับอุปกรณ์ลดแรงสะเทือนพร้อมผสานกับอักขระเพิ่มความคงทน การขนส่งมวลชนภายในเมืองก็เป็นเรื่องที่ง่ายดาย ท่านชายคนเก่งมองภาพการจราจรอย่างสนใจ พร้อมกับคิดในใจด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขากำลังนึกภาพซ้อนทับรถม้าขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุคนได้เกือบครึ่งร้อย... มันเป็นระบบขนส่งที่คล้ายกับรถบัสยิ่งนัก
(นี่มัน... ยอดเยี่ยมยิ่งกว่ายุคเทคโนโลยีเสียอีก! มีสนามบินวาร์ปเกท แล้วก็มีซิตี้บัสแบบนี้ ฮี่ๆๆ) ของเสียเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกิจกรรมขนส่ง มีเพียงขี้ม้าวันละหลายกองเท่านั้น เหล่าสุขาภิบาลก็ทำงานได้ดียิ่ง ทุกเช้าถนนจึงสะอาดสะอ้านยิ่งกว่าที่เรดวู้ดเสียอีก
(ข้าไม่ได้ลำเอียงใช่ไหม… ถ้าชาวบ้านที่เซริสรู้เข้า ข้าจะโดนด่าหรือเปล่านะ) ท่านชายคนเก่งคิดในใจ เมืองใหม่ที่บาบาริสขยายตัวจนสามารถเรียกได้เต็มปากว่ามหานครเสียแล้ว แรงงานที่มีอย่างเหลือเฟือจึงสามารถทำทุกสิ่งได้รวดเร็วเกินความคาดหมาย
ประชาชนภายในเมืองไม่ร้องขอเงินเดือนด้วยซ้ำ ทุกคนสุขใจที่มีบ้านช่องเรียบร้อยแข็งแรงคงทน แถมยังมีเสบียงอาหารให้กินอย่างอิ่มหนำ เป็นชีวิตบนความสุขที่พอเพียงยิ่งนัก อย่างไรก็ตามคิทวางแผนสร้างระบบเงินตราเพื่อความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าในอนาคต ความคิดนี้ถูกส่งมอบให้กับกลุ่มผู้นำให้ไปปรึกษาร่วมกันแล้ว ปีหน้าคงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
หลังจากงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่ถูกจัดขึ้นบนสองดินแดนเสร็จสิ้นลง คิทก็เดินทางไปพบเจมส์ท่ามกลางลมหนาวของแดนเหนือที่กำลังพัดมาอย่างต่อเนื่อง...
“พี่ ข้าจะเดินทางลงใต้ไปจัดการปัญหาค้างคา...” หนังสือเล่มในภาษาบาริสที่มีข้อมูลอสูรมานาอยู่อย่างละเอียดถูกส่งมอบให้กับผู้เป็นพี่ชาย เขาตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าฤดูหนาวปีนี้ อยากจะสัมผัสกับความเป็นอยู่ของผู้คนในเขตเมืองอื่นของเซริสเสียหน่อย
“ไม่พักอยู่ที่นี่ก่อนหรือ? เดินทางฤดูนี้ลำบากมากเลยนะ ข้าเป็นห่วงเจ้า...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” คิทรีบตัดบทก่อนที่ความเป็นห่วงอันยาวยืดของพี่ชายจะทำให้เขาใจอ่อน “เส้นสายในต่างแดนที่ข้าส่งออกไปเริ่มทำงานวางรากฐานเรียบร้อยแล้ว แค่ออกไปตระเวนหาข่าวและดูด้วยตาตนเองเท่านั้น”
“ท่านลอร์ดทั้งสามทราบแล้วใช่ไหม”
“ทราบแล้ว อีกอย่าง... ข้าจะกลับมาอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนเมื่อไหร่ก็ได้ พี่ช่วยส่งคนไปดูแลบ้านพักบนเขาของข้าหน่อยก็แล้วกัน ข้าจะเปิดอักขระป้องกันเอาไว้ให้ ขอแค่พกแผ่นหินนี้ติดตัวไปด้วยก็พอ” ป้ายหินสลักอักขระสวยงามถูกยื่นให้เจมส์สองชิ้น ระหว่างพูดคุยกันกีด้าก็ยกชานมหอมกรุ่นรสชาติหวานเค็มและอุ่นกำลังพอดีมาเสิร์ฟถึงที่
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้” คิทยกเครื่องดื่มแสนอร่อยขึ้นมาชิมเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายทันที “ว่าแต่พี่ฟรีย่าเป็นอย่างไรบ้าง ท้องอ่อนๆ อย่าลืมบำรุงให้มากๆ นะครับ”
“ไม่ต้องห่วงจ๊ะ ทั้งเนื้อทั้งนมทั้งผลไม้ข้าอัดให้เต็มที่ทุกมื้อ ตอนนี้ฟรีย่าตัวกลมเชียวล่ะ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอ้วนหรือท้องดี ฮะๆๆ”
“ฝากดูแลพี่เจมส์ด้วยนะครับ” คิทขยิบตาให้เล็กน้อย “ข้าอยากได้หลานเยอะๆ ฤดูหนาวนี้อยากฟังข่าวดีจังเลย”
“เจ้าเองก็รีบหาเมียเถอะ ลอยไปลอยมาทำแต่งานแบบนี้ระวังจะเหงาจนเฉาตาย” เจมส์ตอบโต้แม้จะมีใบหูแดงก่ำเพราะความเขินอาย แต่เขาเองก็เริ่มชินกับการแซวของน้องชายคนนี้แล้ว สิ่งที่ยังทำให้ใบหน้าเห่อร้อนอยู่บ้างก็คงจะมีแต่สัมพันธ์อันอบอุ่นประสาครอบครัวในยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บเท่านั้น
“ถ้าเจอคนที่ใช่เมื่อไหร่ ข้าจะบอกพี่คนแรก! แล้วก็อย่าให้ใครเข้าใกล้โรงเรือนเพาะเลี้ยงของข้านะครับ ระบบดูแลพันธุ์ไม้ภายในค่อนข้างเปราะบางทีเดียว”
“เข้าใจแล้ว ไปดีมาดีล่ะ อย่าลืมแวะมาเยี่ยมข้าด้วย”
เจมส์เดินออกไปส่งน้องชายนอกบ้านหลังใหญ่ที่เป็นเหมือนคฤหาสน์กลางเมืองของเขา วันนี้คิทอยากชมเมืองที่เริ่มมีหิมะโปรยปรายจึงไม่ใช้อักขระเคลื่อนย้ายเพื่อความรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา
พี่ชายคนโตถอนหายใจ เขาได้แต่หวังว่า... ปัญหาในเซริสคงคลี่คลายได้ด้วยดี
.....
ปลายปีเซริสที่ 1755 ลอร์ดเดวิด รัสเซล แห่งเรดวู้ด บุตรชายของลอร์ดออดริคแห่งรัสเซล หลานของลอร์ดเอ็ดวินแห่งเทราส ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเหนือของเซริส ผู้ล้มล้างคำสาปแห่งแดนบาบาริส ผู้สร้างสันติภาพระหว่างเซริสกับบาบาริส และหนึ่งในผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุดแห่งมหานครมิคคิลทอฟท์... ได้ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงในต่างแดนที่กำลังมีปัญหาเรื้อรัง
ระหว่างตรวจสอบสิ่งของก่อนออกเดินทาง คิทก็เตรียมเสื้อผ้า เหรียญทอง และสมุดหนังสำหรับจดบันทึกอย่างสบายใจ ไม่มีความจำเป็นต้องพกของติดตัวไปมากนักเพราะว่าเขาเองก็กลับมาเอาสิ่งที่ขาดได้ตลอดเวลา
ท่านชายคนเก่งไม่รู้ตัวเลยว่า คำเรียกขานตามหลังชื่อของเขาขณะนี้...
ยาวยืดขนาดไหน