ฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 สงครามระหว่างพี่น้อง!

            เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ไม่ห่างหน้าซีดขึ้นมาโดยพลันก่อนจะผลุนผลันออกจากห้องไปมิกล้าฟังต่อแม้แต่คำเดียว

            ยิ่งสามัญชนทราบความลับของราชวงศ์มากเท่าใดยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เลวร้ายที่สุดอาจถึงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้

            ท้ายที่สุดสาวใช้คนหนึ่งขององค์หญิงฮุ่ยหลิงก็คิดเข้าไปห้ามอีกครั้งทว่าฮวาชีเยว่ไม่ยินยอมให้โอกาสนั้นนางปล่อยเส้นสายอากาศที่มองไม่เห็นจากนิ้วไปยังองค์หญิงฮุ่ยหลิง กระซิบในใจ “มาเถิด ความเกลียดชังความโกรธแค้น! ระบายความเกรี้ยวกราดทั้งหมดออกมา ทำทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ! ”

            ศาสตร์บงการวิญญาณ!

            เมื่อถูกเส้นสายอากาศนั้นสัมผัส องค์หญิงฮุ่ยหลิงก็กรีดร้องออกมาทันใดนั้นนางก็ดึงเอามีดแหลมคมออกมาจากแขนเสื้อ แทงไปยังองค์หญิงฮุ่ยเจิน!

            ก่อนหน้านั้นพวกนางเคยแต่โต้เถียงกันด้วยคารมจี้เฟิงอยากจะหยุดเรื่องราวเหล่านี้เสียที อย่างไรการให้ผู้อื่นหิวรอก็นับว่าเสียมารยาท

            ทว่าเขากลับต้องตกใจขึ้นมา เมื่อจู่ๆองค์หญิงฮุ่ยหลิงพุ่งเข้าจู่โจมพระเชษฐภคินีของตนตอนนี้แม้ต้องการจะหยุดก็มิอาจห้ามไว้ได้แล้ว

            ทุกคนหน้าซีดเผือดอย่างไรทั้งฮุ่ยหลิงและฮุ่ยเจินต่างฝ่ายต่างก็ยืนอยู่ทั้งคู่ ทั้งยังอยู่ใกล้กันมาก

            หากมีดนั้นแทงโดนองค์หญิงฮุ่ยเจินเข้าจริงๆ แล้วนั้น...

            “อ๊าย!”

            องค์หญิงฮุ่ยเจินกรีดร้อง มีดแทงโดนแขนนางแผลไม่ถึงชีวิตทว่านางกลับดูบ้าคลั่งทันใดนั้นนางหยิบเอาจานปลาขึ้นมาแล้วฟาดมันใส่องค์หญิงฮุ่ยหลิง!

            จี้เฟิงเร่งร้อนเข้าไปพยายามหยุดฮุ่ยเจินทว่าล้มเหลวองค์หญิงฮุ่ยหลิงยังคงเจ็บศีรษะ เลือดไหลซึมออกมาเป็นแนวองครักษ์ที่มาด้วยต่างก็รีบเข้ามาแยกคนบ้าทั้งสองออกจากกัน!

            สององค์หญิงล้วนแต่กำลังเกรี้ยวกราดมิอาจควบคุมแม้จะถูกองครักษ์จับแยกแล้วทว่ายังคงกรีดเสียงก่นด่าสาปแช่งใส่กัน

            เกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ โจวจื่อเฉิงไม่กล้าอยู่ต่อแล้วเขารีบจากไปเช่นเดียวกับองค์หญิงฮุ่ยหยาและท่านหญิงหมิงจู

            ไม่ถึงครึ่งเค่อ เรื่องราวขององค์หญิงทั้งสองก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวง

            ในห้องนั้น ฮวาชีเยว่และคนอื่นๆ ปล่อยให้เสี่ยวเอ้อร์เข้ามาทำความสะอาดแล้วจึงทานอาหารต่อ

            เทียนซีตกใจเสียจนหน้าซีดขาว ฮวาชีเยว่ลูบหัวเขาอย่างนิ่มนวลกระซิบบอก “เทียนซีโลกนี้โหดร้ายทั้งยังเกิดเรื่องขึ้นได้มากมาย หากเจ้าเจอใครข่มขู่เอาชีวิตเจ้าเจ้าฆ่าคนแม่ย่อมไม่โทษเจ้า”

            นางกระซิบถ้อยคำเหล่านั้นให้เทียนซีฟังเพราะนางต้องการให้เขาเข้าใจว่าในช่วงเวลาความเป็นความตายที่มีผู้ต้องการสังหารเขา เขาจำต้องสังหารอีกฝ่ายก่อนมิเช่นนั้นเขาเองจะเป็นฝ่ายตาย

            เทียนซีเข้าใจ เด็กชายพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “เอาล่ะ ทุกคนทานต่อเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรอกพวกเจ้าก็รู้จักองค์หญิงทั้งสองดี ทั้งยังไม่ใช่เรื่องของพวกเราเทียนซีอยากกินทอดมันหรือไม่? ที่นี่ทำทอดมันจากกุ้งเนื้อและผักโขม อร่อยยิ่งนัก!” จี้เฟิงยิ้มคีบทอดมันใส่ลงในถ้วยของเทียนซี

            ดวงตาเทียนซีลุกโชน ตะกละนัก! ทันทีที่ได้ยินเรื่องอาหารเด็กน้อยก็โยนปัญหาที่เพิ่งเจอทิ้งไปจนหมดสิ้น

            เมื่อมีฮวาชีเยว่อยู่ด้วยเขาก็ไม่ต้องกลัวจะถูกทิ้งหรือถูกผู้อื่นรังแกอีกแล้ว

            เด็กชายกัดทอดมันแล้วพยักหน้าทันที แสดงว่าอร่อยมาก

            “มิคาดว่าองค์หญิงฮุ่ยหลิงและองค์หญิงฮุ่ยเจินสองคนนั้นจะมีปัญหากันเช่นนี้ฮ่องเต้ย่อมต้องไม่พอใจเป็นแน่ นับว่าเป็นความอับอายของราชวงศ์แล้ว” จี้จิงส่ายหน้า แค่นเสียงหยัน “ข้าไม่ชอบสตรีสองคนนั้นแต่กลับโชคร้ายพบพวกนางที่นี่เสียได้!”

            “จิงเอ๋อร์อย่าพูดไร้สาระต่อหน้าผู้อื่น พูดที่นี่...” จี้เฟิงจ้องมองจี้จิงด้วยสายตาตำหนิ เตือนเสียงต่ำ

            อวิ๋นสือโม่ตวัดตามองประตูที่มิได้ลงกลอน “เหมือนองค์หญิงฮุ่ยหลิงจะสนใจท่านพี่จี้”

            สีหน้าจี้เฟิงเย็นชาขึ้นมา “นางกับข้าเป็นคนคนละประเภท ข้าไม่มีวันรักนาง”

            ด้วยเกรงว่าฮวาชีเยว่จะเข้าใจผิด จี้เฟิงจึงรีบอธิบายทันที

            อวิ๋นสือโม่ยิ้มเย็น กล่าวต่อ “ท่านย่อมมิอาจขัดพระบัญชา”

            พิศไปแล้วอวิ๋นสือโม่ดูคล้ายต้องการหาเรื่องจี้เฟิง ฮวาชีเยว่ได้แต่มองเขาอย่างสงสัยว่าอีกฝ่ายเกลียดนางไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นนางยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ด้วยได้เพื่อกินดื่มหรือ? เอ่อ...จวนหนานอ๋องคงมิได้สิ้นไร้ไม้ตอกปานนั้นกระมัง?

            “ฮ่องเต้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งงานของคนสกุลจี้” จี้เฟิงไม่กังวลแม้แต่น้อย “ยิ่งกว่านั้นเพิ่งเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คิดว่าพระองค์จะยังยอมให้นางแต่งกับข้าอีกหรือ?”

            จี้เฟิงเอ่ยได้ถูกต้องแล้ว อวิ๋นสือโม่สำลัก จากนั้นจึงยิ้ม “ท่านเอ่ยได้ถูกต้องแล้วเทียนซี เจ้าอยากดื่มน้ำแกงหรือไม่ สิ่งนี้มีประโยชน์ยิ่งนัก ทำให้เจ้าฉลาดและเรียนเก่งขึ้น”

            อวิ๋นสือโม่เคยเย็นชาประหนึ่งภูเขาน้ำแข็งทว่ายามนี้กลับออกปากพูดคำที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงกระทั่งปิงอี่ที่ติดตามมาด้วยก็ยังอดมิได้ให้ประหลาดใจ

            เทียนซีมองถ้วยน้ำแกงที่อวิ๋นสือโม่ส่งมาให้อย่างยินดี

            บุรุษทั้งสองต่างก็เอาอกเอาใจเทียนซีเสียจนท้องของเด็กน้อยกลมป่องราวกับลูกหนัง

            ฮวาชีเยว่มองภาพเบื้องหน้าแล้วก็อดมิได้ให้ยิ้มออกมา

            ที่จริงนางไม่อยากใช้วิชาวิญญาณบัญชา แต่อีกฝ่ายเคยทำร้ายเทียนซีทั้งยังทรมานนางจนตาย นางย่อมมิอาจกดข่มความเกลียดชังเอาไว้ได้

            คนทั่วไปยังมิทราบวรยุทธ์ของนาง ทว่าหากเป็นปรมาจารย์ยุทธ์พลังปราณที่นางส่งออกไปย่อมต้องถูกสัมผัสได้

            “ปล่อยสตรีบ้าสองคนนั้นทุบตีกันเองก็ดีแล้วฮ่องเต้ย่อมไม่ปล่อยให้พวกนางออกมาจากวังง่ายๆ อีกเป็นแน่”

            จี้จิงยิ้มกล่าว แต่ฮวาชีเยว่กลับไม่คิดเช่นนั้นจึงได้ส่ายหน้าน้อยๆ

            “ชีเยว่ เจ้าคิดอย่างไร?” เห็นฮวาชีเยว่ส่ายหน้าจี้เฟิงจึงถามขึ้นมาอย่างสงสัย

            “องค์หญิงทั้งสองล้วนแต่เป็นพระธิดาในฮองเฮาแม้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้จะดูน่าผิดหวังอยู่บ้างทว่าพรุ่งนี้อย่างไรก็ต้องปรากฏตัว ทำเรื่องดีๆ รักษาหน้าตาเกียรติยศเอาไว้” ฮวาชีเยว่พูดอย่างเยือกเย็นพร้อมรอยยิ้ม “กักบริเวณเอาไว้ในวังย่อมไม่อาจรักษาหน้า”

            “ใช่ เจ้าพูดได้ถูกต้อง!” จี้เฟิงแสดงความชื่นชมฮวาชีเยว่ออกมาจี้จิงเองก็ยิ้มอย่างยินดี

            “พี่ชีเยว่ฉลาดนัก หากข้าฉลาดได้สักครึ่งของท่านก็คงยินดีแล้ว” จี้จิงยังลูบหัวเทียนซีอยู่เป็นระยะเทียนซีเองก็ตอบรับด้วยการจับแขนเสื้ออีกฝ่ายเอาไว้

            ฮวาชีเยว่ยิ้มบาง พรุ่งนี้วันพรุ่งนี้นางจำเป็นต้องพบองค์หญิงฮุ่ยหลิงแล้วจริงๆ

            ดังที่ฮวาชีเยว่กล่าวไว้ วันต่อมาองค์หญิงฮุ่ยหลิงและองค์หญิงฮุ่ยเจินล้วนแต่เสด็จมายังลานประลองเพื่อดูการประลองรอบเช้าจากนั้นจึงเดินเล่นตามทางด้วยกันทั้งคู่ต่างมีนางกำนัลชุดดำสองคนที่ดูมีวรยุทธ์ติดตาม

            เพื่อมิให้ทั้งสองทะเลาะกันอีกฮองเฮาจึงจัดแต่จอมยุทธ์ให้ติดตามทั้งสองคน หากทั้งคู่คิดจะต่อสู้กันผู้มีวรยุทธ์ทั้งสองจะเข้าห้ามทันทีโดยไม่ลังเล

            ถึงอย่างไรผู้มีวรยุทธ์ทั้งสองต่างก็เป็นคนของฮองเฮาฟังแต่ฮองเฮามิใช่องค์หญิง

            เมื่อเดินไปได้สักพัก องค์หญิงฮุ่ยหลิงก็พบเด็กขอทานคนหนึ่งคนจึงเผยความเมตตาในสายตา จากนั้นจึงมอบแท่งเงินให้เด็กผู้นั้น

            ทว่าหนึ่งในจอมยุทธ์กลับห้ามนางเอาไว้ “องค์หญิงมอบเงินให้มีแต่จะดึงดูดคนร้ายเข้าหาเด็ก เขายังเล็กเหตุใดไม่คิดหาหนทางอื่นล่ะเพคะ?”

            “หนทางใดเล่า?” องค์หญิงฮุ่ยหลิงรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อยแต่เมื่อคิดถึงสีหน้ากริ้วโกรธของเสด็จแม่ก็อดรู้สึกเย็นเยือกขึ้นมาไม่ได้

            “เช่นซื้อบ้านสักหลัง ให้เด็กจรจัดเหล่านี้ได้พักอาศัยมอบอาหารและเสื้อผ้าให้พวกเขาเป็นอย่างไรเพคะ?”

            ฮองเฮามอบจอมยุทธ์สองคนให้องค์หญิงทั้งสองตามลำดับทั้งยังมีข้อกำหนดให้แก่จอมยุทธ์ทั้งหมด กล่าวว่าผู้ใดออกความคิดให้องค์หญิงกู้หน้าคืนได้เร็วที่สุดจะได้รับรางวัลหนึ่งหมื่นตำลึงทอง

            “ใช่ ใช่ ดี! จัดการได้เลย รีบไปนำตัวเด็กจรจัดไปที่ร้านอาหารให้กินให้อิ่ม จากนั้นซื้อบ้าน จัดพวกเขาเข้าไปอยู่เสีย ข้าจะจ่ายเงินทั้งหมดเอง”

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

            องครักษ์ของนางรีบรับคำสั่งจากนั้นนางจึงก้าวเข้าร้านอาหารเพื่อทานอาหาร เมื่อรู้สึกว่าเด็กๆกำลังมองนางด้วยสายตาซาบซึ้ง ความรู้สึกภาคภูมิใจพลันลอยออกมา

            ดูสิ นางทำเรื่องดีๆ แล้ว กับเด็กๆ เหล่านี้นางเป็นดังเทพเพราะนางเด็กพวกนี้จึงไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารและเสื้อผ้าอีกแล้ว!

            “ได้ยินเรื่องวันนี้หรือไม่ มียายแก่คนหนึ่งเกือบถูกรถม้าชนที่ถนนถงซีเห็นว่ารถม้าคันนั้นเป็นของคหบดีร่ำรวยผู้หนึ่งตอนเกิดเรื่องลูกชายเขานั่งอยู่ด้านใน คนผู้นี้ทั้งหยิ่งผยองทั้งวางอำนาจมักรังแกชาวบ้านคนไม่เคยสนใจคนเดินถนน แต่กลับมีคนเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยผลักยายแก่ออกไป!”

            “อะไรกัน! ไม่มีทาง! เหตุใดจึงป่าเถื่อนเช่นนี้ใครเป็นผู้ช่วยยายแก่คนนั้นเอาไว้เล่า?!”

            “เป็นองค์หญิงฮุ่ยเจินที่เพิ่งก่อเรื่องทะเลาะกันที่ร้านวั่งเยว่เห็นว่านางถูกรถม้าชนจนสลบ โชคดีมีจอมยุทธ์เข้ามาช่วยไว้ได้ทันเวลา สวรรค์ช่างอันตรายโดยแท้!”

            “เรื่องจริงหรือ? องค์หญิงน่ะหรือจะช่วยชาวบ้าน?”

            “เรื่องจริงแท้ ข้าเห็นมากับตา!”

            “ใช่แล้ว ข้าเป็นพยานได้ มิคาดองค์หญิงฮุ่ยเจินจะทั้งงดงามทั้งใจกว้างไม่รู้ป่านนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

            ผู้คนในร้านล้วนแต่พูดคุยกันหลายเรื่องทำให้องค์หญิงฮุ่ยหลิงหงุดหงิดนัก!

            จอมยุทธ์ทั้งสองมองหน้ากันแล้วส่ายหน้าอย่างไร้หนทางพวกนางมิคาดองค์หญิงฮุ่ยเจินจะลงมือทำเรื่องอันตรายเช่นนี้แย่งชิงความนิยมไปต่อหน้าต่อตา

            แต่วิธีของพวกนางจะได้รับผลอย่างช้า

            อย่างไรองค์หญิงฮุ่ยเจินก็ใช้ชีวิตตนเองหากไม่ระมัดระวังให้ดีย่อมต้องสละชีวิตตนเองแล้ว

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงไม่พอใจ นางผุดลุกขึ้น คิดอยากเลิกทานอาหารมื้อนี้แล้วทันเวลาพอดีหรือ? ตดสุนัขเถอะ!มองอย่างไรก็เป็นงิ้วฉากหนึ่ง! อีกฝ่ายจงใจให้ตนเองบาดเจ็บ!

            แต่ผู้ติดตามทั้งสองกลับหยุดองค์หญิงฮุ่ยหลิงเอาไว้ “องค์หญิงอย่าได้ทรงกริ้วไปเพคะท่านไม่เห็นผู้อื่นกำลังมองท่านอยู่หรือเพคะ? อย่างไรท่านก็นำเด็กกำพร้ามาเยอะเพียงนี้...”

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงหันไปมองอย่างแปลกใจพบว่ามีบุรุษหลายคนกำลังมองนางพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร นางรีบข่มความโมโหลงหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง

            เห็นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าองค์หญิงฮุ่ยหลิงสายตาอ่อนโยนที่นางใช้มองเด็กกำพร้า สองผู้ติดตามก็โล่งใจ

            แม้การรับใช้ราชวงศ์จะทำให้ลำบากไปบ้างทว่าโดยรวมก็นับว่าดียิ่งถึงอย่างไรเงินที่ได้รับก็นับว่าดีมากมิเช่นนั้นนางคงไม่ทำงานให้องค์หญิงเจ้าอารมณ์ผู้นี้มาอย่างยาวนาน

            ในภาพรวม องค์หญิงฮุ่ยเจินเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงรู้สึกเพียงรู้สึกเพียงว่าอาหารนี้รสชาติย่ำแย่นักนางไม่ทราบว่าตนกำลังทานอะไรอยู่ ทานเข้าไปเพียงคำเล็กๆ เท่านั้นทว่าด้วยเกรงจะถูกผู้คนครหาว่าทานทิ้งขว้าง นางจึงได้ฝืนตัวเองให้ทานมากขึ้นอีก

    คล้ายกับเรื่องฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน