งานในโปรเจกต์บอร์ดเกมวันนี้ก้าวหน้าไปเยอะมาก โครงสร้างคร่าว ๆ ของตัวเกมเซ็ตไปได้มากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือแค่การใส่อาชีพที่สามที่น่าสนใจ และยังทำให้ตัวเกมคงความสมดุลอยู่
ถ้าหาอาชีพที่เหมาะสมมาใส่ได้ ก็จะเหลือแค่การเซ็ตของใช้ที่เอาไว้ใช้แกล้งหรือสนับสนุนทีมว่าจะมีอะไรบ้าง การเซ็ตเหตุการณ์ของการ์ดเหตุการณ์ให้เกมดูตื่นเต้นและน่าสนุกมากขึ้น และยังมีการเซ็ตความสามารถของอาชีพอีกด้วย
แต่ตอนนี้ทุกคนยังไม่มีไอเดียดี ๆ สำหรับอาชีพที่สาม เลยพักในส่วนนี้ไว้ก่อน แล้วไปดูรายละเอียดในส่วนอื่นของงานช่องแทน
ตอนนี้ยอดผู้ติดตามของช่องอยู่ที่ 428,517 คนแล้ว ยอดวิวของรายการแข่งขันทำอาหารแม่บ้าน ตอนนี้ออกอากาศให้แฟน ๆ ได้ชมกันไปแล้วห้าตอน เฉลี่ยยอดวิวรวมอยู่ที่ประมาณสี่แสนกว่าวิว ดูจากตัวเลขแล้ว ยอดวิวของรายการก็ไม่ได้ทิ้งห่างจากยอดผู้ติดตามเท่าไหร่ หวังว่าในอนาคต ทั้งยอดผู้ติดตามและยอดวิวคลิปวิดีโอจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
สปอนเซอร์ตอนนี้ก็รับมาแล้ว 18 เจ้า และเป็นการคัดเลือกที่ไม่ให้สินค้าแต่ละแบรนด์ทับไลน์กันด้วย ต้องยอมรับว่า รายได้ของช่องตอนนี้ 95 เปอร์เซ็นต์มาจากเงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ หวังว่าในอนาคตจะมีเข้ามามากกว่านี้อีก
หรือบางที...ควรจะเริ่มทำรายการใหม่เพิ่มขึ้นมาได้แล้วก็เป็นได้ เพราะตอนนี้ในช่องมีแค่รายการเดียวคือ การแข่งขันทำอาหารของแม่บ้านกับผู้ช่วย ซึ่งตอนนี้ยอดคนดูก็ยังโอเคอยู่ แต่ถ้าผ่านไปนานเข้า คนดูก็คงเริ่มเบื่อ และนั่นอาจจะเป็นจุดที่ยอดวิวจะเริ่มลดลงแบบเห็นได้ชัด เพราะคนเก่าหยุดดู ในขณะที่คนใหม่ก็เข้ามาน้อยลง
คิดแล้วก็...อย่าเพิ่งเลย รอให้โปรเจกต์บอร์ดเกมตัวนี้เสร็จก่อนดีกว่า แล้วลองเอาออกอากาศให้ผู้ชมช่วยตัดสินดู ถ้าผลตอบรับดี กระแสดี เขาก็จะเพิ่มการแข่งขันบอร์ดเกมให้กลายเป็นรายการใหม่ของช่อง แบบนี้ก็จะมีโอกาสได้สปอนเซอร์เพิ่ม เพราะจะต้องมีการเซ็นสัญญากันใหม่สำหรับสปอนเซอร์รายการนี้
แต่ถ้าออกมาแล้วคนดูไม่โอเค ก็กลับมาคิดรายการใหม่อีกที ได้แต่หวังว่า รายการแข่งขันทำอาหารของแม่บ้านจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ของช่องไปได้จนกว่าจะมีรายการใหม่ที่คนดูชอบมากพอ ๆ กับรายการเดิม
หลังจากพูดคุยรายละเอียดงานกันจนถึงช่วงเย็น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เหลือเพียงเฉินโจวกับจื่อซวานหมิงอยู่กันสองคนในห้อง พออยู่กันจนค่ำ เขาก็พาเธอเดินไปยังจุดจอดรถแท็กซี่ แต่ระหว่างทางที่กำลังจะถึงจุดจอดรถนั้น...
เฉินโจวเห็นกลุ่มวัยรุ่นชายห้าคน ที่แต่งตัวและมีบุคลิกชวนไม่น่าไว้วางใจ พวกเขาจ้องมาที่เฉินโจวกับจื่อซวานหมิงตาเขม็ง แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย เฉินโจวเห็นแบบนั้นก็รู้สึกทันทีว่ามีโอกาสสูงมากที่เหตุการณ์ไม่ดีอาจเกิดขึ้น อาวุธที่เขาแอบพกติดตัวไว้ วันนี้น่าจะได้หยิบมาใช้แล้ว ไม่ว่ายังไง เขาก็จะยันพวกมันไว้ให้ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้จื่อซวานหมิงรีบหนีออกไป
เขาคิดว่าให้เธอหนีไปทางมหาวิทยาลัยน่าจะดีที่สุด อย่างน้อยในพื้นที่มหาวิทยาลัยก็ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทางมหาวิทยาลัยจ้างมาคอยดูแล ถ้าเธอไปถึงที่นั่นได้ ก็คงจะมีคนมาช่วยทัน
หลังจากจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง กลุ่มชายทั้งห้าก็เดินเข้ามาล้อมรอบพวกเขาสองคน เฉินโจวในตอนนี้ก็พร้อมจะสู้สุดชีวิต เขาหันไปมองจื่อซวานหมิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นว่าเธอกำลังตัวสั่น ใบหน้าซีดขาว และมีความกังวลชัดเจนบนสีหน้า เขาพยายามปลอบใจเธอ โดยพูดด้วยน้ำเสียงเบาที่สุดเพื่อไม่ให้พวกนั้นได้ยิน
“จื่อซวานหมิง คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวผมจะพุ่งเข้าหาคนที่อยู่ด้านหลัง คุณอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งไปที่มหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รีบมาช่วยผม พร้อมกับโทรแจ้งตำรวจด้วย”
จื่อซวานหมิงได้ยินก็พยักหน้า เธอรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ ทางเลือกนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ขณะที่เฉินโจวกำลังจะพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายในกลุ่มนั้น จู่ ๆ ก็มีชายสองคนรูปร่างกำยำ ผมรองทรง ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงสแล็คขายาวสีดำเหมือนกัน โผล่ออกมาจากด้านข้างแล้วพุ่งเข้าใส่กลุ่มอันธพาลทั้งห้า
พวกนั้นตกใจ เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีใครไม่รู้โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว พวกมันยังไม่ทันตอบโต้ ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากหมัดและแรงกระแทกที่หน้ากับท้อง สลับกันไป บางคนก็โดนจับทุ่มลงพื้น เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
เฉินโจวที่ตั้งสติได้หลังจากเห็นเหตุการณ์ รีบพาจื่อซวานหมิงมายืนหลบอยู่ด้านหลัง แล้วจูงมือเธอพาออกห่างจากจุดเกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมบอกสถานที่เกิดเหตุ เขาตั้งใจไว้ว่าอย่างไรก็ต้องให้พวกนี้ได้รับโทษจากสิ่งที่ทำลงไป
เมื่อเห็นว่าชายสองคนช่วยจัดการกลุ่มอันธพาลจนล้มลงไปนอนร้องโอดครวญอยู่กับพื้น เฉินโจวก็รีบเข้าไปขอบคุณ พร้อมกับถามชื่อผู้มีพระคุณ แต่ทั้งสองกลับตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อ” และบอกว่าเรื่องตำรวจเดี๋ยวพวกเขาจะจัดการให้เอง ให้เฉินโจวกับจื่อซวานหมิงกลับไปก่อนได้เลย ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาจะจัดการที่เหลือให้เอง
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เฉินโจวก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ แสดงว่าสองคนที่เข้ามาช่วยพวกเขา คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ต้องมีใครบางคนที่ส่งพวกเขามา หรือขอให้ช่วยดูแลอยู่ห่าง ๆ พอเกิดเหตุการณ์ก็รีบออกมาช่วยเหลือทันที
แม้สิ่งที่ทั้งสองทำอาจจะเป็น “หน้าที่” ของพวกเขา แต่ยังไงเฉินโจวก็รู้สึกขอบคุณจากใจจริง ถ้าไม่มีคนทั้งสองมาช่วย เขาเองก็ไม่แน่ใจเลยว่าตอนจบของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร แต่มองจากสถานการณ์แล้ว... น่าจะไปทางร้ายมากกว่าดีแน่นอน
เฉินโจวจูงมือจื่อซวานหมิงเดินห่างออกมาจากที่เกิดเหตุ ที่ตอนนี้เริ่มมีผู้คนทยอยมุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่เดินมา เขาหันกลับไปมองอีกครั้ง พื้นที่ตรงนั้นแม้จะไม่ได้พลุกพล่านนัก แต่ก็ยังมีคนเดินผ่านอยู่บ้าง การที่คนร้ายกล้าทำอะไรแบบนี้ ทั้งที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่ราว ๆ ห้าร้อยเมตร มันทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า... หรือว่ามีใครที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังกลุ่มนั้น? ถึงได้กล้าลงมือแบบไม่แคร์สายตาใคร
เมื่อเดินห่างออกมาพอสมควรแล้ว เฉินโจวก็หันไปปลอบใจจื่อซวานหมิงอีกครั้ง
“จื่อซวานหมิง... ดีแล้วที่คุณไม่เป็นอะไร โชคดีจริง ๆ ที่มีคนผ่านมาแล้วช่วยพวกเราได้พอดี ถ้าไม่มีสองคนนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยคุณออกมาได้ไหม... ขอโทษนะ ที่พาคุณมาเจอเรื่องแบบนี้”
จื่อซวานหมิงที่ยังอยู่ในอาการขวัญเสีย พอเห็นเฉินโจวกำลังโทษตัวเอง ก็รีบพูดตอบออกมาทันที
“ไม่เป็นไรหรอก เฉินโจว ใครจะไปคิดว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้กันล่ะ... ตอนนั้นนายเองก็พยายามปกป้องฉัน พยายามให้ฉันหนีไปที่มหาวิทยาลัย... ฉันขอบใจนายนะ ที่แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น แต่นายก็ยังคิดถึงฉันก่อน”
เฉินโจวที่ได้ฟังคำพูดนั้นก็รู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก เขามองเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นว่าในตอนนี้ตาเธอแดงก่ำ น้ำตาคลอเต็มเบ้า ใบหน้าของเธอก็ยังคงซีดขาว เฉินโจวที่เห็นแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกเสียใจในใจลึก ๆ ว่าทำไมเขาถึงพาเธอมาเจอกับเรื่องแบบนี้ได้
เขาเดินเข้าไปกอดเธออย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบใจ จื่อซวานหมิงที่ได้สัมผัสอ้อมกอดของเขาก็ไม่อาจกลั้นอารมณ์ไว้ได้อีก เธอปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมา ร้องไห้ออกมาดังลั่นเฉพาะในพื้นที่ของทั้งสอง น้ำตาของเธอไหลรินซึมบนไหล่ของเฉินโจว ขณะที่ดวงตาของเขาเองก็แดงก่ำไม่แพ้กัน แต่เขาจะไม่ยอมร้องไห้ให้เธอเห็นเด็ดขาด เพราะต่อหน้าเธอ... เขาจะต้องเป็นผู้ชายที่ยิ้มแย้มและเข้มแข็งเท่านั้น
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก จื่อซวานหมิงก็ค่อย ๆ สงบลงได้ เฉินโจวยังคงปลอบใจเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาเดินไปที่จุดจอดรถแท็กซี่
เขายืนยันหนักแน่นว่า วันนี้เขาจะนั่งไปกับเธอด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะถึงบ้านอย่างปลอดภัยกับตาของเขาเอง จื่อซวานหมิงเมื่อได้ยินก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ
เมื่อรถแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้านของเธอ เฉินโจวก็ได้เห็นบ้านของครอบครัวจื่อซวานหมิงเป็นครั้งแรก บ้านไม้แดงขนาดใหญ่ที่มีหลังคาโค้งสวยงาม ดูแล้วหรูหรายิ่งกว่าบ้านของหวังหงเสียอีก มันให้ความรู้สึกโอ่อ่าและมีระดับอย่างชัดเจน
ไม่นานก็มีคนในบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นคนรับใช้เดินออกมารับตัวจื่อซวานหมิง คนรับใช้คนนั้นเมื่อเห็นหน้าของเฉินโจว ก็มีสีหน้าตกใจแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติแล้วพาจื่อซวานหมิงเข้าไปในบ้าน
เฉินโจวหันไปปลอบเธออีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมองดูเธอเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน เขาเห็นแบบนั้นก็รู้สึกโล่งใจอย่างมาก อย่างน้อยวันนี้ก็พาเธอกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
หลังจากส่งเธอเสร็จ เฉินโจวก็เดินหารถแท็กซี่ต่ออีกคัน เพื่อกลับไปยังหอพักของตัวเอง เมื่อถึงห้องพัก เขาก็รู้สึกเครียดจัด ความรู้สึกไร้พลังถาโถมเข้ามาในใจอย่างรุนแรง
เขานึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในตอนนั้น ถ้าสองคนนั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วย เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร? จื่อซวานหมิงจะหนีไปถึงมหาวิทยาลัยได้จริงหรือ? จุดที่พวกเขาอยู่ในตอนนั้นก็ห่างจากมหาวิทยาลัยพอสมควร ต่อให้เธอวิ่งได้เร็วแค่ไหน เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะช่วยสกัดพวกมันไว้ได้หมด เพราะอีกฝ่ายมีถึงห้าคน ขอแค่มีใครหลุดไปตามเธอทันแค่คนเดียว... ผลลัพธ์อาจไม่ใช่แบบที่เห็นในวันนี้
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด เฉินโจวกัดฟันแน่น ความรู้สึกผิดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
“ถ้าเรามีรถเอง... ถ้าเราพาเธอขับออกมาจากมหาวิทยาลัย เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น...”
ความคิดนั้นวนเวียนซ้ำไปมาในหัวเขา กลายเป็นแรงกดดันที่ยิ่งตอกย้ำถึงความไร้พลังในตอนที่มันสำคัญที่สุด