ณ..ห้องลับในคฤหาสน์ของตระกูลอี้ บุรุษชุดสีครามถือดาบสีขาวนวลราว รูปร่างสูงโปร่ง แววตาโเี้ ยืนกำหมัดที่มีปราณสีครามและทุบโต๊ะนั่งในห้องลับแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยความโมโห“ปั๊งง!!” “เ้าพวกสวะตระกูลอี้ แค่ 2 ผัวเมีย 2 คน พวกเ้ายังหากระบี่อัสนีและคัมภีร์อัสนีทำลาย์ไม่เจออีกอย่างงั้นรึ? มีมันผู้ใด พอจะบอกเื่ราวให้ข้าได้รู้บ้างหรือไม่” คนของตระกูลอี้ พอได้ยินก็ใ และตัวสั่น ขึ้นมาทันใด ซักพักผู้นำตระกูลอี้ อย่าง อี้เฟิงจิว ก็เป็ตัวแทนพูดขึ้นด้วยความกลัวบุรุษชุดครามที่อยู่ตรงหน้า “ ท่านน นายน้อยถัง ยอดฝีมือของเราและคนของท่านที่ไปลอบฆ่า 2 คนผัว มันเกิดความผิดพลาดขึ้นจนได้ พวกข้าไม่คิดว่าเ้าอี้ฟงหยางมันจะ รู้ทันว่าพวกเราจะมาฆ่ามันเพื่อหากระบี่และคัมภีร์ของตระกูล ขอรับ และมันก็พอมีฝีมืออยู่บ้าน ทำให้ลูกน้องข้าาเ็สาหัสไป 5 คน แต่เพราะคนของท่านมาด้วย ทำให้มันชะตาขาด โดยคนของท่านจัดการฆ่ามันทั้ง 2 ผัวเมีย แต่พวกข้าก็หาค้นหาจนทั่วแล้วทั้งในบ้านและรอบๆบ้านของมัน ก็ไม่เจอกระบี่และคัมภีร์เลยขอรับ ไม่รู้ว่าพวกมันเก็บซ่อนเอาไว้ที่ไหน ข้าน้อยจนปัญญาแล้วจริงๆ ขอรับนายน้อยถัง” บุรุษที่ฟังอี้เฟิงจิงตอบมากลับก็ทำหน้าหงุดหงิด พร้อมทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง และหันไปถามคนสนิทที่อยู่ข้างกายที่ยืนอยู่ทันที “ท่านน้าถังหงยู่ ที่พวกมันกล่าวมาทั้งหมด เป็เื่จริงหรือไม่?” ชายที่ชื่อถังหงยู่ ยืนตรงมองหน้าชายที่เรียกตัวเองว่าท่านน้านั้นก็พยักหน้าและตอบกลับมาว่า “ หลานอา ที่มันกล่าวเป็เื่จริงทั้งหมด อานั้นได้ฆ่า 2 ผัวเมียไปแล้ว และก็หาสิ่งของ 2 อย่างไม่เจอเลย อาก็ไม่มีวิธีที่จะหาแล้วล่ะ หลานอา” เมื่อได้ยินดังนั้น บุรุษชุดครามก็พยักหน้าด้วยหน้าที่เ็า สักพักสายตาที่มองไปยังร่างของท่านอาของตนก็สะดุดที่เอวของท่านอา ปรากฏว่าจี้ของท่านอาไม่มีอยู่ จึงได้ถามท่านอาของตนอีกครั้ง “ ท่านอา ทำไมจี้ตระกูลถังของเรา ทำไมที่เอวท่านไม่มีมันล่ะ “ ถังหงยู่ ใกับคำถามรีบก้มลงมาพร้อมมือลูบคลำไปที่เอว พบว่า จี้หายไปแล้ว สีหน้าซีดเซียวทันที ดังนั้นจึงรีบตอบคำถาม หลานของตนอย่างรีบร้อน“ เอ่ออ หลานอา ข้าก็ไม่รู้ว่ามันหลุดหายตอนไหน ข้าจำไม่ได้จริงๆ “ เมื่อบุรุษผู้เป็หลานได้ฟังอาของตนเล่ามา สีหน้าจริงจัง ดูโเี้ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมบอกท่านอาของตนด้วยเสียงที่เ็า “ ท่านอา ท่านจำกฏของตระกูลถังได้หรือไม่ จี้ของของตระกูลเป็เหมือนสัญลักษณ์ของตระกูล เมื่อใดก็ตามที่ใครทำจี้หายไป จะต้องโดนลงโทษสถานหนัก ท่านรู้ใช่หรือไม่ ในกฎข้อนี้ “ ถังหงยู่เมื่อได้ยินทำเอาเหงื่อไหลออกมาพร้อมพยักหน้าทันที และบุรุษชุดครามก็ได้พูดต่อว่า “ ในเมื่อท่านรู้กฎ แต่ทำไมท่านยังทำจี้หาย ? ท่านอา ข้าให้เวลาท่านไปตามหาจี้ของตระกูลเรา 5 วัน หากท่านยังหาจี้ไม่เจอ ท่านจะต้องโดนลงโทษเป็เวลา 7 วัน ส่วนโทษของท่านหากท่านกลับมาที่จวนของข้าแล้วข้าจะบอกเอง ท่านไปหาจี้ตระกูลถังมาซะ “ เมื่อถังหงยู่ได้ฟังดังนั้นรีบพยักหน้าทันทีพร้อมพูดว่า “ ได้เลย หลานอา ภายใน 5 วัน อาจะต้องหาจี้ตระกูลถังให้เจอให้ได้ ถ้าอย่างงั้น ข้าต้องรีบไปแล้วล่ะ ลาก่อนนะ หลานอา ลาก่อนนะ “พูดเสร็จถังหงยู่ก็รีบไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปตามหาจี้ตระกูลถังที่ทำหายไป เมื่อบุรุษชุดครามเห็นอาของตนรีบออกไปอย่างรวดเร็วก็หันไปหาผู้นำตระกูลอี้ทันทีและพูดด้วยเสียงเ็าว่า “ พวกสวะตระกูลอี้ ข้าให้เวลาพวกเ้าทั้งตระกูลไปค้นหาเื่สิ่งของ2ชิ้นภายในระยะเวลา 3 เดือน หาก ภายใน 3 เดือนยังไม่สำเร็จตามคำสั่งของข้า พวกเ้าต้องส่งของบรรณาการณ์ให้ตระกูลของข้าทุกเดือน พวกเ้าต้องจำเอาไว้!!” เมื่อบุรุษชุดครามพูดเสร็จแล้วเดินออกไปจากห้องลับ และหายไปจากตระกูลอี้ทันที เมื่อบุรุษชุดครามจากไปแล้ว พวกคนตระกูลอี้ที่อยู่ในห้องลับ ก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งออก “เห้อออออ!!” ผู้อาสุโสคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ อี้เฟิงจิว ก็ถามไปว่า “ภายในเวลา 3 เดือน พวกเราจะเอายังไงดีล่ะ ท่านผู้นำ “ เมื่ออี้เฟิงจิงได้ยินก็ทำสีหน้าห่อเหี่ยว พร้อมกับพูดว่า “ กว่าพวกเราจะได้ข้อมูลของอี้ฟงหยางมา ก็แทบตายแล้ว แต่นี่แผนที่วางไว้ก็ยังโดนเ้าอี้ฟงหยางรู้ทันซะอีก มันน่าโมโหจริงๆ มันมีวิชาอะไรกันแน่มันถึงรู้ทันเราว่า พวกเราจะมา?” ยิ่งพูดเท่าไหร่หน้าตาของอี้เฟิงจิวยิ่งหม่นหมองลงเท่านั้น แต่จู่ๆ ผู้าุโอีกคนก็ได้พูดบางอย่างขึ้นมา พร้อมหันไปหายอดฝีมือของตระกูลที่ไปลอบฆ่าอี้ฟงหยาง “ พวกเ้าเจอหญิงสาวที่อยู่กับอี้ฟงเทียนด้วยใช่หรือไม่?” ยอดฝีมือคนนึงพยักหน้าพร้อมบอกว่า “ เมื่อตอนที่พวกเรากำลังแอบซุ่มที่ใกล้ๆบ้านของมันอยู่นั้น ก็เห็นมีหญิงสาวหน้าตางดงามออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยขอรับผู้าุโ” เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้าุโคนนั้นก็รีบพูดมาว่า “ ถ้าอย่างงั้น อี้ฟงหยางกับหญิงคนนั้นก็ต้องอยู่ด้วยกันมานานอาจจะเกิดเป็ความรักและอาจจะมีทายาทไว้สืบสกุลเป็แน่ “ ผู้นำตระกูลได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลสนัย พร้อมพูดกับคนในห้องลับว่า “ หาก2ผัวเมีย มีทายาทด้วยกันจริงแล้วล่ะก็ ข้ามีงานให้พวกเ้าทำ พวกเ้าทุกคนต้องสืบข่าวในเื่นี้ให้เงียบที่สุดและเร็วที่สุดก่อนจะครบ 3 เดือน ตามที่นายน้อยถังได้ให้เวลาตระกูลเราในเื่นี้ ข้า้าข่าวทายาทของมันให้เร็วที่สุด “ คนในห้องลับได้ยินคำสั่งก็พูดพร้อมกันว่า “ข้าน้อยรับทราบคำสั่งท่านผู้นำ และจะดำเนินการในเื่นี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ขอรับ” เมื่อผู้นำตระกูลได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าและเดินออกไปจากลับห้องนี้…
ณ..คุกลับใต้ดินตระกูลอี้ อี้เฟิงจิวยืนอยู่หน้าห้องห้องนึงซึ่งด้านหน้ามีซี่กรงขนาดกำปั้นผู้ใหญ่ ประมาณ 5 ซี่ อยู่ตรงหน้าระหว่าง อี้เฟิงจิวกับ ผู้เฒ่าที่ดูชรามากผู้หนึ่ง แต่แขนข้างขวาหายไป คล้ายโดนตัดออก หน้าตาดูห่อเหี่ยวคล้ายยาจกก็ไม่ปาน เสื้อผ้าขาดรุ่ย ผมขาวรกรุงรัง แต่มีบางอย่างที่ยังต่างออกไปนั่นก็คือดวงตาที่มีแต่จิตสังหาร ที่อยากกลืนกินชีวิตผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา เมื่ออี้เฟิงจิวเห็นสภาพคนในห้องนั้นก็ ยิ้มอย่างมีความสุขและได้บอกเื่ราวบางอย่างให้กับผู้เฒ่าชราที่อยู่ในห้องนั้น “ หึๆ เห็นสภาพของเ้าแล้ว น่าเวทนา ยิ่งนัก น้องเฟิงเยี่ย พี่ชายคนนั้นเป็พี่ชายที่ไม่ดีเอาเสียเลย ดูแลน้องได้ไม่ดีนัก ขอให้น้องพี่ให้อภัยพี่คนนี้ด้วยเถิด!! “ อี้เฟิงเยี่ยได้ยินแต่ก็ยังไม่พูดอะไร ได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างโกรธแค้น เมื่ออี้เฟิงจิวเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะอย่างสะใจไม่ได้ “ ฮ่าๆๆๆ เ้าเฟิงเยี่ย เ้าเห็นมั้ย สภาพของคนที่ไม่ยอมรับและสนับสนุนข้า มักจะได้ผลตอบแทนเช่นนี้ ฮ่าๆ เป็สภาพที่ข้าสะใจที่สุดั้แ่ข้าเกิดมาเลย ฮ่าๆๆ ที่เ้ามีสภาพแบบนี้เพราะเ้าไม่สนับสนุนข้าที่ร่วมมือกับตระกูงถัง ถ้าเ้าสนับสนุนข้าแล้วล่ะก็ เ้าก็จะไม่มีสภาพเหมือนยาจกข้างถนนแน่นอน น้องพี่ “ เมื่ออี้เฟิงเยี่ยได้ยินก็พูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ ฮึ เ้ามันเป็คนทรยศตระกูลอี้ของข้า ตระกูลอี้มีรากฐานในเมืองหลวงมาเป็ร้อยๆปี ยืนด้วยขาตัวเองมาตลอดไม่พึ่งตระกูลใด แม้แต่ตระกูลใหญ่ใดๆก็ตาม แต่เ้ากลับสมคบคิดร่วมกับตระกูลถัง เ้าจะทำลายตระกูลตัวเองหรืออย่างไรกัน เ้าคนทรยศ!!! “ เมื่ออี้เฟิงจิวได้ยินดังนั้นก็พูดสวนด้วยความโมโหพร้อมชี้หน้าคนในห้องขัง “ บัดซบ!!! เ้าว่าใครเป็คนทรยศตระกูล ที่ข้าทำไปมันก็เพื่อการเติบโตของตระกูล เพื่อที่จะได้ทัดเทียมเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ที่ข้าร่วมมือกับตระกูลถังที่เป็ตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจในเมืองหลวงนี้มันถูกต้องแล้ว เ้าต่างหากที่ไม่มองการณ์ไกล ตระกูลอี้ถึงแม้จะอยู่มานานถึงร้อยๆปี แต่ก็ยังเป็ตระกูลระดับกลางเท่านั้น หากไม่ทำแบบนี้ ต่อให้อีกร้อยปีตระกูลอี้มันก็เป็ได้แค่ตระกูลระดับกลางไปตลอด เ้าเข้าใจหรือไม่!! “ เมื่ออี้เฟิงเยี่ย ได้ยินก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งและพูดกลับไปว่า “ ฮ่าๆๆ อย่างงั้นรึ ทั้งหมดที่เ้าพูดมา เ้าทำเพื่อตระกูลอย่างงั้นรึ ข้าว่าเ้าทำเพื่อตัวเ้าและพวกพ้องของตัวเ้าเองต่างหาก อย่ามาพูดกับข้าว่าทำเพื่อตระกูล คนอย่างเ้าซักวันจะโดนฟ้าดินลงโทษ ท่านบรรพบุรุษจะไม่ปล่อยคนเช่นเ้าไปแน่ นรกรอพวกเ้าอยู่ กลับไปซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าคนทรยศอย่างเ้า!!! “พูดเสร็จอี้เฟิงเยี่ยก็หันกลับไปนอน โดยไม่สนใจผู้นำตระกูลอย่างอี้เฟิงจิว เมื่ออี้เฟิงจิวได้ยินและเห็นท่าทางของอี้เฟิงเยี่ย ก็หน้าแดงก่ำ ไปด้วยความโกรธแค้น ในดวงตาก่อเกิดจิตสังหารทันที แต่ซักพักก็นึกเื่บางอย่างได้ จึงควบคุมอาการและสลายจิตสังหารไปและพูดลอยๆว่า “ ข้าได้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกของเ้าด้วยนะ เ้าอยากฟังหรือไม่? น้องพี่” เมื่ออี้เฟิงจิวได้ยินดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นมา ถามอย่างรวดเร็ว “ ข่าวเกี่ยวกับลูกข้า ฟงหยางอย่างงั้นรึ? เค้าเป็อะไร เ้ารีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้!!! “ อี้เฟิงจิวได้เห็นอากัปกิริยา ก็มีความสะใจและค่อยๆพูดกลับไปว่า “ หลานฟงหยางของข้า ข้าได้ข่าวเกี่ยวกับเค้าเป็เื่ค่อนข้างไม่ดีเอาเสียเลย ข้าไม่อยากพูดต่อหน้าเ้าจริงๆนะ น้องพี่ เห้ออ!! “ อี้เฟิงเยี่ยได้ยิน ตัวเริ่มสั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวพร้อมกับลมปราณที่ปกคลุมไปทั่วตัวและพูดอย่างรีบร้อนว่า “ เื่ไม่ดี? มันเกิดอะไรขึ้นกับฟงหยางลูกข้า เ้าจงบอกมาเดี๋ยวนี้!! “ อี้เฟิงจิวเห็นแบบนั้นก็พูดอย่างมีเลสนัยว่า “ จุ๊ๆ!! ใจเย็นๆก่อนน้องพี่ อย่างใช้อารมณ์มากสิ เดี๋ยวธาตุไฟก็เข้าแทรกหรอก ในเมื่อเ้าอยากฟัง เอิ่มม ก็ได้ ข้าจะบอกให้ฟัง เ้าจงตั้งใจฟังนะ ข่าวที่ข้าได้รับมาเกี่ยวกับลูกของเ้า นั่นก็คือ ลูกของเ้าได้ตายไปแล้ว ไม่มีอยู่บนโลกนี้แล้ว ฮ่าๆๆๆ เ้าได้ยินหรือยัง ลูกของเ้ามันตายไปแล้ววววว!! เ้าไม่มีทายาทสืบสกุลอีกต่อไปแล้ว สะใจข้าจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ “ อี้เฟิงเยี่ยได้ยินคำเ่าั้ จึงใเป็อย่างมากถึงกับกระอักเืออกมาทันทีและพูดอย่างคนเสียสติ “เอื๊อกก ฟงหยางลูกข้าๆๆ ไม่!! ไม่ มันเป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้!!!!!” และได้สลบไปทันที อี้เฟิงจิวเห็นฉากนี้แล้ว ก็หัวเราะมาอีกครั้ง และเดินจากไปจากห้องลับห้องนี้และทิ้งอี้เฟิงเยี่ยที่สลบอยู่ที่พื้นในห้องนั้นอย่างไม่อยู่ในสายตา ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....
3 วันมาแล้ว ที่เด็กน้อยอี้ฟงเทียนเข้ามาในป่าไผ่ดำ เนื้อตัวมอมแมมที่เต็มไปด้วย เหงื่อและฝุ่นผสมกันจนติดิั ผมเผ้ายาวถึงไหล่ กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับถอนหายใจ เงยหน้าขึ้นมองฟ้า เมฆสีขาวราวกับหิมะ ลอยไปลอยมาๆ “เห้ออ!! ข้าจากบ้านมา 3 วันละ อาหารก็เหลือไม่เยอะละ คงต้องรีบไปหาหลุมศพของท่านตาซะละ หากไปช้ากว่านี้อาหารคงหมดแน่นอน พักซักหน่อยละกัน อากาศกำลังดีเลย ” พูดเสร็จก็เปิดสัมภาระ นำหัวมันที่เหลืออยู่ในกระสัมภาระ 1 หัวกับอีกครึ่งหัวออกมาทำการเผากิน เมื่อกินเสร็จก็นั่งพักซักครู่ อาหารย่อยแล้วก็ถึงเวลาออกเดินทาง อี้ฟงเทียนถือแผนที่พร้อมมองและครุ่นคิดพร้อมกับพึมพำว่า ท่านพ่อเขียนจุดในแผนที่แล้ว ดูจากแผ่นที่ จุดนั้นห่างจากที่เราอยู่ไม่ไกลมากเท่าไหร่ ก่อนฟ้ามึดข้าน่าจะไปถึง.. เอาหล่ะ ถึงเวลาเดินทางแล้วต้องไปให้เร็วกว่านี้ก่อนจะฟ้าจะมึด ไม่อย่างงั้นจะทำไม่มองไม่เห็น “ กล่าวเสร็จก็เก็บสัมภาระจนเรียบร้อยและออกเดินทางไปจุดในแผนที่ทันที... เวลาผ่านไปจนดวงตะวันจะลับของฟ้า แสงสีแดงอมส้มอยู่บนท้องฟ้าอย่างสวยงาม ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าราวกับอยู่โลกอีกใบ ท่ามกลางทิวทัศน์แบบนี้ กลับมีร่างของเด็กน้อยที่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว จนฝุ่นฟุ้งกระจายไปข้างหลัง ตุบ ตับๆ!! อี้ฟงเทียนหยุดอีกครั้งและ ดึงแผนที่จากอกมาดูพร้อมกับพำพันว่า “ อีกไม่นานก็จะถึงละ ฟ้าก็จะมืดแล้ว ข้าต้องรีบไปแล้ว” พูดเสร็จก็รีบวิ่งไปข้างหน้าตามแผนที่ทันที เวลาผ่านไปไม่นาน ฟ้าหม่นลงแล้ว ดวงตะวันลาลับของฟ้าไปซักพัก ถึงเวลาที่ดวงดาวจะออกมาเปล่งแสงระยิบระยับอีกครั้ง อี้ฟงเทียนกำลังวิ่งไป ก็มองไปที่เบื้องหน้า ในดวงตาของเด็กน้อยเห็นที่ใต้ต้นไม้มีป้ายปักเอาไว้ที่ดินสูงเท่ากับขาของเด็กน้อยกองนึง ซึ่งกองดินนี้เริ่มมีวัชพืชขึ้นบางๆแล้ว อี้ฟงเทียนจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม เวลาผ่านไปครู่นึง เด็กน้อยอี้ฟงเทียนก็มาถึง ตนได้ยืนหอบหายใจแรงที่ใต้ต้นไม้ด้วยความเหนื่อยล้า แหก แหก....เด็กน้อยนั่งลงพร้อมปาดเหงื่อตัวเอง จนแขนเสื้อเปียกไปด้วยเหงื่อพร้อมกล่าวว่า “ ถึงซักที แข้งขาล้าหมดแล้ว เห้ออออ พักซักเดี๋ยวละกัน “ พูดเสร็จก็หันไปมองกองดินที่มีวัชพืชขึ้นและมองไปที่ป้ายที่เริ่มตัวอักษรจางไปแล้ว และก็เห็นลางๆว่าเป็ชื่อที่ บิดาตนเองได้เขียนในจดหมายไว้ อี้ฟงเทียนค่อยตั้งมองและอ่านเบาๆ “เน่ เนี่ยย...ยะ.หยงงง.ซุงง...ซุ่นนน” ซักพักก็อ่านว่า “เนี่ยหยงซุ่น เอ๋ นี่ชื่อของท่านตาข้าที่ท่านพ่อได้เขียนไว้ในจดหมายนี่นา ในที่สุดข้าก็เจอแล้ว ฮ่าๆ หายเหนื่อยซักที แต่ว่า หลุมของท่านตามีพืชขึ้นเต็มไปหมดเลย ทำความสะอาดซักหน่อยละกัน “ พูดเสร็จก็ไปที่กองดินพร้อมทำความสะอาดป้ายชื่อและกำจัดวัชพืชที่ขึ้นมาที่กองดินนั้น... เวลาผ่านไปไม่นาน เด็กน้อยก็ทำความสะอาดป้ายชื่อและวัชพืชจนเสร็จและก็เดินไปที่ป้ายชื่อตาของตนเอง ยืนมองซักครู่จึงทำท่าคำนับพร้อมกล่าวว่า “ ท่านตา ข้าเป็บุตรชาย ของอี้ฟงหยางกับเนี่ยซิว ขอรับ หลานขอคำนับท่านตา “คำนับเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยเสียงที่เศร้าสร้อยว่า” ท่านตาขอรับ ตอนนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ได้จากข้าไปแล้ว บางทีพวกท่านทั้ง 3 อาจจะอยู่ด้วยกันที่ไหนซักที่แน่เลย “ จบประโยคนี้ก็ดล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า”แต่พวกท่านก็ไม่ต้องเป็หวงข้านะ ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง ข้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อพวกท่าน ข้าจะไม่ยอมอ่อนแอให้ใครเห็นเด็ดขาด และจะไม่ยอมให้ใครรังแกเด็ดขาด ข้าขอสาบาน!!!! “ พูดเสร็จแล้ว ก็เดินออกมาจากที่หลุมศพนั้น และมองหาบางอย่างและพูดกับตัวเองเบาๆว่า “หาที่ดีๆพักก่อนละกัน ตอนนี้ก็มืดละ นอนที่นี่คงไม่ได้ หากมีถ้ำอยู่ก็คงจะดีไม่น้อย “ พูดเสร็จก็ก็เก็บหินที่มีขนาดแบนเอามาเสี่ยงทางทางที่จะไป “ ข้าจะใช้เ้าเป็เครื่องชี้ทางให้ข้า หากหินมันหงายข้าจะไปทางขวา หากหินมันคว่ำให้ไปทางซ้าย “ พูดจบก็ดีดหิวขึ้นกลางอากาศทันที ฟิ้วววว!! ตุบ!! หินตกลงมาแล้ว ใจของเด็กน้อยสั่นนิดๆ เข้าไปดูผลงานของหินก้อนนั้นว่าจะให้ตนไปทางไหน ซ้ายหรือขวา เด็กน้อยเดินเข้าไปใกล้แล้วก้มลองมอง ผลที่ได้คือ..........หินก้อนนั้นหงาย เด็กน้อยเห็นภาพนี้ก็พูดพึมพำออกมา “ หงายงั้นรึ ทางขวาสินะ ได้เลยเ้าหินข้าจะไปทางที่เ้าบอกข้า ลาก่อนนะเ้าหิน.” กล่าวจบก็ไปทางขวาทันที เดินมาสักพักเด็กน้อยมองดูในความมืดตรงหน้า อาจจะมืดไม่สนิทเพราะมีดาวระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า จึงทำให้เห็นอยู่บ้าง เด็กน้อยก็เดินต่อไป ซักพักก็ได้ยินเสียงน้ำไหล ซู่!!ซู่!! เด็กน้อยยิ้มออกมาและกล่าวว่า “ นั่นมันเสียงน้ำนี่นา ข้างหน้าคงมีลำธารเป็แน่ พูดถึงน้ำแล้วคอชักแห้ง แฮะ รีบไปดีกว่า น้ำจ๋า พี่ชายมาหาเ้าแล้ววว ฮ่าๆ “ พูดเสร็จก็รีบวิ่งไปทางที่มีเสียงน้ำไหล ...วิ่งไปซักพักก็เจอลำธารจริงๆ เด็กน้อยวิ่งไปอยู่ที่ริมลำธานพร้อมกับถอดเสื้อผ้าและวางสัมภาระและะโลงน้ำทันที ตุ้มมม!!! “ อ้า สดชื่นจริงๆ น้ำเย็นถึงใจข้านัก ฮ่าๆ 5 วันมาแล้วที่ข้าไม่อาบน้ำเลย ข้ารอดตายแล้ว ฮ่าๆๆ “ เด็กน้อยยิ้มร่า หัวเราะอย่างร่าเริงในลำธาร ดำผุดดำว่ายไปมา จนหนำใจ เมื่ออาบเสร็จแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าที่พกมาด้วย จากใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นและเหงื่อไคลผสมกัน เมื่ออาบน้ำเสร็จเสร็จแล้วกลับเป็หนุ่มน้อยหน้าตาดี ใบหน้าเรียวขาวผ่อง คิ้วตรงกัน ปากกระจับ ตาดูกลมโตแต่ดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ทันใดนั้นเอง มีเสียงที่คุ้นเคยดังออกมารอบๆกายเด็กน้อยทันที จ๊อกกกๆๆ เด็กน้อยได้ยินเสียงนั้นจึงยกมือมาลูบท้องเบาๆ “ว้า!! แย่จัง กระเพาะข้าเริ่มทำงานอีกแล้วว หาอะไรกินก่อนละกัน เด็กน้อยนั่งลงก่อไฟและหยิบหัวมันที่เหลือ 1 หัวสุดท้ายมาเผากินพร้อมพูดกับตัวเองว่า หัวมันหัวสุดท้ายแล้วสินะ อาหารหมดแล้ว พรุ่งนี้คงต้องหาอาหารมาเพิ่มซักหน่อยละ” เมื่อกินเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นมามองหาบางสิ่ง “ แถวนี้จะมีถ้ำหรือปล่าวนะเนี่ย จะได้มีที่ให้นอนพักและฝึกฝนวิชาซักที” เมื่อหาเสร็จแล้วก็ถือคบไฟ เดินถ้ำที่อาจจะมีอยู่แถวนี้ เมื่อเดินไปซักพักก็ได้ยินเสียงสัตว์เล็กๆ ข้างหน้า จิ๊ๆๆ พอได้ยินแล้วก็เอาคบไฟยืนไปข้างหน้าก็เห็น กระต่ายสีขาว 2 ตัว เล็ก 1 ใหญ่ 1 แต่ตัวเล็กกำลังจ้องมองตัวใหญ่ที่นอนอยู่ เมื่อเด็กน้อยเห็นภาพนี้แล้ว รีบเดินไปดูทันที เมื่อเดินไปใกล้ กระต่าย 2 ตัวนี้แล้ว ภาพที่เห็นคือกระต่ายตัวใหญ่มีาแใหญ่ที่คอ เหมือนว่าจะโดนสัตว์ตัวใหญ่ทำร้ายมา หายใจโรยริน กระต่ายตัวเล็กหันมาเห็นเด็กน้อยก็รีบร้องดังๆ ขึ้น เหมือนกับว่าอยากให้ตนช่วย เด็กน้อยเห็นดังนั้นจึงยืนมือข้างนึงไปแตะดูหัวใจจริงกระต่ายที่าเ็สาหัสตัวนั้น เมื่อมือได้ไปสัมผัวตรงหัวใจ ก็พบว่า หัวใจเต้นช้าลงมากก แทบจะไม่ไหวแล้ว เมื่อเด็กน้อยรู้สึกเช่นนั้นก็เอามือออกมาจากตัวกระต่ายตัวใหญ่ พร้อมหันไปพูดกับกระต่ายที่ยังร้อง จิ๊ๆ อยู่ว่า “ เ้ากระต่ายน้อย เ้าทำใจซะเถิด กระต่ายตัวใหญ่นี้คงไม่รอดในอีกนาทีข้างหน้าแล้วนะ “ กระต่ายตัวเล็กได้ยินที่เด็กน้อยพูดก็ ร้องจิ๊ๆด้วยความกระสับกระส่ายพร้อมมองดูกระต่ายตัวใหญ่อย่างไม่ละสายตา เด็กน้อยเห็นดังนั้นก็ได้พูดขึ้นอีกครั้งด้วยความสงสารว่า “ เ้ากระต่ายน้อย อย่าเศร้าเสียใจไปมากเลย ข้าก็พึ่งเสียท่านพ่อกับท่านแม่ไปไม่นานเหมือนกับเ้าเหมือนกัน ตอนนี้เรามีชะตาชีวิตที่เหมือนกัน จงมีชีวิตเพื่อคนที่จากเราไปกันเถอะ เอางี้เป็ไง ข้าจะฝังญาติของเ้าให้ เ้าต้องหาที่สงบๆ ให้ข้าก่อน ข้าจะช่วยฝังญาติให้เ้า “ เมือพูดเสร็จแล้วเด็กน้อยก็จ้องมองกระต่ายสีขาวตัวเล็กที่กำลังมองกระต่ายตัวใหญ่อย่างไม่ละสายตา เวลาผ่านไปครูนึง กระต่ายตัวน้อยก็ได้หันมามองเด็กน้อยที่รอคำตอบและก็ผงกหัวราวกับเข้าใจคำพูดที่เด็กน้อยถาม เมื่อเด็กน้อยเห็นดังนั้นก็รีบพูดขึ้นมาว่า “เ้าจงนำทางข้าไป ส่วนญาติเ้าข้าจะพาไปให้เอง “ เมื่อกระต่ายตัวเล็กได้ยินก็ผงกหัว 2-3 ครั้ง จึงวิ่งนำหน้าไปทันที เด็กน้อยอี้ฟงเทียนก็ลุกขึ้น ไปหากระต่ายตัวใหญ่ พร้อมช้อนตัวกระต่ายเอาไว้ที่อก มือนึงถือคบไฟ มือนึงอุ้มกระต่ายและก็เริ่มวิ่งตามกระต่ายตัวเล็กทันที เมื่อไปได้ซักพัก ก็เห็นกระต่ายไปอยู่หน้าก้อนหินก่อนหนึ่งซึ่งไม่เหมือนถ้ำเลย แต่แล้วก็สังเกตเห็นกระต่ายตัวน้อยวิ่งเข้าไปในรูก้อนหินนั้น เด็กน้อยเห็นภาพนั้นก็ใ และพูดว่า “ อะไรกัน ไม่ใช่ว่าเป็ก้อนหินก่อนหนึ่งรึ ทำไมมีรูได้ ลองเอาไฟส่องเข้าไปดูก่อนละกัน “กล่าวจบก็ยืนคบไฟลอดเข้าไปในรูก้อนหินนั้น มองดูผ่านไปในรูก็ใ”เห้ย ข้างในมันเป็โพรงถ้ำนี่นา สงสัยมีคนที่มีวรยุทธ์ที่เก่งกาจมาอยู่ที่นี่แน่นอน ถึงได้หาก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดหน้าถ้ำได้ ทำยังไงดีล่ะทีนี้ จะเข้าไปได้ยังไงกัน ? “ เด็กน้อยก็คิดได้ซักพักก็ คิดอะไรออกทันที “ จริงสิ กระบี่อัสนีของข้าเป็กระบี่วิเศษน่าจะจัดการหินก้อนนี้ได้ ขอลองดูก่อนละกัน พูดเสร็จก็ชักกระบี่ที่ด้านหลังออกมา ชิ้งง!! ครืนๆ เมื่อชักออกมาแล้ว มีเสียงฟ้าร้องออกจากตัวกระบี่เล่มนี้ทันที เด็กน้อยได้ยินก็ยิ้มพร้อมกล่าวว่า” สหายข้า ข้าขอแรงของเ้าหน่อยนะ “ กล่าวเสร็จก็ใช้ 2 มือกำกระบี่แน่น ตั้งสมาธิให้จิตนิ่ง สายตามองก้อนหินราวกับจะทำลายให้สิ้นซาก ย้ากกก!!! เด็กน้อยะโขึ้นกลางอากาศพร้อมฟันก้อนหินด้วยความรุนแรง ตู้มม!!! เมื่อฟันลงเสร็จแล้ว ก็มองดูผลงานทันที มองไปได้ซักพัก ก้อนหินก็มีรอยฟันและมีรอยแตกร้าวราวกับใยแมงมุม แครก!! แครก!! ซักพักก้อนหินบางส่วนก็แตกหักลงมา ทำให้มีรูกว้างพอที่จะให้เด็กน้อยมุดเข้าไปได้ เด็กน้อยเห็นแล้วยิ้มออกมาพร้อมมองกระบี่อย่างดีใจ “ขอบใจเ้ามากสหายข้า เข้าไปในถ้ำกันเถอะ พวกเราจะได้มีที่นอนซักที “ พูดเสร็จก็เสียบกระบี่เข้าฝักดังเดิมและถือคบไฟเข้าไปในถ้ำทันที....
เมื่อเข้ามาในถ้ำแล้ว ในถ้ำจะกว้างพอที่จะให้คน 10 คนเข้าไปอยู่โดยไม่อึดอัดกัน อากาศก็มีอย่างหนาแน่น สูดอากาศเข้าแล้วรู้สึกชื่นใจ ร่างกายสดชื่นยิ่งกว่าไปข้างนอกเสียอีก เด็กน้อยเดินเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านไปซักพัก เด็กน้อยก็ยืนอยู่ตรงหน้าทางแยก 3 ทาง มีซ้าย กลาง และขวา เด็กน้อยก็สังเกตเห็นกระต่ายตัวเล็กที่วิ่งนำมาก่อนหน้านั้น มองหน้าเด็กน้อยและออกวิ่งนำไปทางซ้ายทันที อี้ฟงเทียนเห็นดังนั้นก็วิ่งตามไป วิ่งไปได้ซักพัก ก็เจอทางตัน แต่มีแท่นหินสีดำ ตั้งในแนวนอน เด็กน้อยเห็นแท่นหินสีดำสนิทก็ เดินเข้าไปใกล้ เมื่อเดินไปใกล้มากขึ้น และหยุดอยู่ตรงหินสีดำนี้ ก็ได้เอาคบไฟปักไว้ที่ข้างๆหิน และวางกระต่ายที่าเ็สาหัสลงข้าง เดินมาข้างหน้า 2 ก้าวและเอามือยื่นไปแตะดูที่หินสีดำ ปรากฏว่า เมื่อนิ้วมือแตะลงที่หินก้อนนั้น กลับมีบางอย่างพุ่งออกมาจากหินสีนี้ บางอย่างที่พุ่งออกมาจากหินได้ไหลเข้าที่หน้าผากของเด็กน้อยทันที “สิ่งที่ไหลเข้าสู่ร่างกายเด็กน้อย นั่นก็คือลมปราณนั่นเอง ลมปราณนั้นเป็สิ่งที่มีอยู่ในโลกใบนี้ แบ่งเป็ 2 แบบ แบบที่ 1 คือ ลมปราณที่มาจากธรรมชาติที่ได้สะสมมานานธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาในหการดูดซับ และแบบที่ 2 คือลมปราณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศที่ร่างกายสามารถดูดซับได้ แต่ต้องใช้เคล็ดวิชาที่สามารถดูดซับ ถึงจะทำการดูดซับจากปราณที่ลอยในอากาศ ดังนั้นปราณที่ไหลออกจากก้อนหินสีดำสนิทนั้น จึงเป็ปราณที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าปราณที่ลอยในอากาศ” เมื่อปราณบริสุทธิ์เริ่มไหลเข้าร่างกายเด็กน้อยนั้น ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงทันที อวัยวะภายใน เื และกระดูกได้ดูดซับและได้ทำการเปลี่ยนแปลงทันที และความเ็ปจากปราณบริสุทธิ์ก็เริ่มเข้ามา “ อ๊ากกกก มันคือสิ่งใดกันที่เข้ามาในร่างกายของข้า เอื๊อกกก ข้าปวดมากก แทบจะตายแล้ววว” พรวด!!! เืจำนวนหนึ่งได้พ่นออกมาจากปากของเด็กน้อยทันที ใบหน้าบิ้ดเบี้ยวด้วยความเ็ปอย่างที่สุด ั้แ่ตนเกิดมายังไม่เคยเ็ปอะไรขนาดนี้ มือของเด็กน้อยละออกจากหินสีดำก้อนนั้นทันทีและได้นอนเกลือกกกลิ้งไปมา แครก!! แครก!!! เหมือนเสียงกระดูกในตัว กระแตกละเอียด เด็กน้อยก็ดิ้นไปดิ้นมา เืก็ไหลออกมาจากปากอีกจำนวนนึง ดวงตาเด็กน้อยแทบจะปิดสนิทแล้ว แต่เพราะคำสัญญาที่บิดาและมารดาให้ไว้ว่า จงมีชีวิตอยู่ เมื่อนึกถึงคำนี้ได้ เด็กน้อยจึงได้กัดฟัดต่อความเ็ปและรีบนั่งสมาธิทันที “ข้าจะตายตอนนี้ยังไม่ได้!!! ข้ายังต้องมีชีวิตต่อไป เพื่อท่านแม่ท่านพ่อและท่านตา ข้าจะไม่ยอมแพ้เ้าหรอกกก ย๊ากกกกกกก!!! “ เด็กน้อย ะโออกมาด้วยความเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่จะเปล่งเสียงได้ เมื่อเวลาผ่านไปซักพัก กระดูกในร่างกายเริ่มผสานกันใหม่และเชื่อมต่อกันแข็งแรงยิ่งกว่าศิลาหิน อวัยวะภายในมีการเปลี่ยนแปลงมีบางสิ่งเคลือบไว้อยู่ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้ เืในตัวก็มีการเปลี่ยนแปลงมีการไหลเวียนที่ดีขึ้นและมีหลอดสำหรับลมปราณอยู่คู่กับหลอดเืในร่างกาย ต่อมาผิวของเด็กน้อยเริ่มมีผิวใหม่ออกมาแทนผิวเดิม และเด็กน้อยนั่งสมาธิจนได้สตินิ่งแล้วจึงได้รู้สึกว่าสายฟ้าสีทองที่มีอยู่ในท้องของตนเมื่อก่อนหน้านี้ที่เป็เส้นเล็ก ตอนนี้มีการขยายเป็เส้นใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และสายฟ้าก็หมุนวนเป็เส้นๆอยู่ในจุดวงกลมที่มีปราณสีน้ำเงินเคลือบอยู่ “จุดรวมลมปราณอย่างงั้นรึ?” เด็กน้อยคิดในใจ เพราะเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ ท่านพ่อได้สอนหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้รู้มา และได้ถ่ายทอดให้ตนได้เรียนรู้ แม้กระทั่งถ่ายทอดสิ่งที่คนที่ฝึกวรยุทธ์ต้องมี อย่างเช่น จุดรวมลมปราณ เมื่อผู้ใดมีจุดรวมลมปราณแล้วในร่างกาย สามารถฝึกคัมภีร์และเคล็ดวิชาต่างๆได้ พร้อมกับดูดซับปราณได้อีกด้วย “ นี่คือจุดรวมลมปราณของข้า ข้าสามารถฝึกวิชาและคัมภีร์ได้แล้ว” เด็กน้อยลุกขึ้นจากการนั่งสมาธิ ร่างกายรู้สึกเบาและร่างกายดูแข็งแกร่งขึ้น ยกสองมือกำแน่น รู้สึกมีปราณกระจายออกมาจากสองมือที่กำอยู่ ดวงตาเด็กน้อยเบิกกว้าง ขึ้นและทันใดนั้นก็ะโไปมาด้วยความดีใจ “ ฮ่าๆๆ ข้าฝึกวรยุทธ์ได้แล้ว ฮ่าๆๆ เอาล่ะ วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปข้าจะเริ่มฝึกคัมภีร์กระบี่อัสนีทำลาย์ในตอนเช้า ส่วนตอนกลางคืนข้าจะฝึกเคล็ดวิชาดาราหลอมจิตใจ และจะดูดซับปราณที่แท่นหินสีดำก้อนนี้ “ เด็กน้อยยิ้มออกมาและหันไปหากระต่ายตัวเล็กที่แอบดูจากมุมของห้องที่ตันนั้น “เ้ากระต่ายน้อย อย่ากลัวข้าไปเลย ข้าจะเป็สหายของเ้า และจะไม่รังแกเ้าเด็ดขาด เ้าและข้ามีชะตาต้องกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน มีข้าต้องมีเ้า มีเ้าต้องมีข้า ไม่อาจจะจากกันไปได้ ใครหน้าไหนก็รังแกเ้าไม่ได้ ข้าสัญญา!!มาเถอะ มาหาข้า” เด็กน้อยพูดกับกระต่ายด้วยความอ่อนโยน กระต่ายได้เห็นความอ่อนโยนและความจริงใจของเด็กน้อย จึงวิ่งเข้าไปหาและะโไปที่ไหล่ของเด็กน้อย เมื่ออี้ฟงเทียนเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง เอามือมาลูบหัวกระต่ายน้อยและบอกว่า “ ข้าขอบใจเ้ามากนะที่ นำทางให้ข้ามาที่นี่หากไม่มีเ้าแล้ว ข้าคงไม่มีโอกาสได้ฝึกวรยุทธ์ได้ ข้าจะตั้งชื่อเ้าว่า....” ก่อนที่ปากจะขยับทันใดนั้นสายตาของเด็กน้อยก็หันไปเจอกับหางกระต่ายน้อยตัวนั้นที่มีสีน้ำเงินั้แ่โคนหางจนถึงปลายหาง เด็กน้อยใและพูดตะกุกตะกักว่า ...”นี่ นี่ นี่..เ้าเป็กระต่ายหางเพลิงครามทมิฬในตำนานอย่างงั้นรึ..”