ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 80 สำรวจป่า

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 80 สำรวจป่า



            “โอ้ ไอด้า พอดีเลย ข้าเพิ่งได้ข้อมูลมาจากจวนเจ้าเมือง พวกเขาได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่างแก่ข้ามา พวกเราน่าจะโยงไปถึงแหล่งกบดานของพวกนักฆ่าหัวใจทมิฬได้ไม่ยาก” ชายหนุ่มสวมแว่นโบกมือให้หญิงสาวด้วยท่าทางดีใจ ตาของเขาหยีเล็กจนมองไม่เห็นดวงตา


            “นั่นก็ดี...แต่ไปรวมกับอีกสองคนแล้วเล่าให้ทุกคนฟังเลยดีกว่าไหม เจ้าจะได้ไม่ต้องแจกแจงรายละเอียดซ้ำหลายรอบ” ไอด้าที่เพิ่งเดินออกมาจากโถงหลักยังไม่ทันตั้งตัวก็มีคนมาพูดถึงภารกิจใส่เสียแล้ว เธอจึงปรามอีกฝ่ายอ้อมๆ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกังวล


            “อา ใช่ๆ จริงอย่างที่เจ้าพูด จะได้วางแผนจัดการพวกมันได้ในคราวเดียว!” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ เขาดูเหมือนจะจริงจังมากกับภารกิจในครั้งนี้


            หญิงสาวขมวดคิ้วครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ ให้กับอีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินนำหนุ่มแว่นไปยังเรือนรับรองแขก


            “เอาล่ะ ข้าได้ออกไปถามจวนเจ้าเมืองมาเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้ มีข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจทีเดียว” เมื่อทั้งสี่คนมากันพร้อมหน้า ชายหนุ่มใส่แว่นก็เริ่มบรรยายสิ่งที่เขาได้รู้มาให้ทุกคนฟังทันที


            “หลายเดือนก่อน ที่นี้มีกลุ่มของสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬแฝงตัวอยู่มาก่อน ท่านเจ้าเมืองก็สอดส่องดูแลเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่พบว่าจู่ๆ นักฆ่ากลุ่มนั้นบางส่วนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บางส่วนถูกพบเป็นศพอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแหล่งกบดานของพวกมัน” ชายหนุ่มใส่แว่นพูดออกมาด้วยอารมณ์ตื่นเต้น รู้สึกว่าตนเองค้นพบบางอย่างที่สำคัญมาก


            “เท่านั้นยังไม่พอ ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งภายในเมืองแห่งนี้ที่มีประวัติว่าแอบติดต่อกับคนของสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ กลับถูกทำลายล้างทั้งตระกูลภายในเวลาต่อมาไม่นานนัก” สายตาหลังแว่นสีเงินของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย เขาเห็นจุดแปลกๆ หลายเรื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า


            “เป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีร่องรอยของสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬจำนวนมากในพื้นที่แถบนี้...อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้ก็ได้ ทำให้พวกมันส่งคนมาสืบหาและพยายามจัดการเรื่องราวทั้งหมด” ชายหนุ่มร่างใหญ่ตอบสนองคำพูดของหนุ่มแว่น และเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกฝ่ายคิดอยู่ในหัวเป๊ะๆ


            “ถูกต้อง ข้าก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน แต่นอกจากนี้ มันยังหมายความว่าจะต้องมีกองกำลังอื่นๆ ภายในเมืองปากัสที่นอกเหนือไปจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ของเราที่พุ่งเป้ามาที่สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะซับซ้อนกว่าที่คิด” ชายหนุ่มใส่แว่นโพล่งออกมาเมื่ออีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เขากำลังสื่อ ก่อนจะค่อยๆ เบาเสียงของตนเองลง เน้นความสำคัญของข้อสันนิษฐานของเขา


            “นั่นไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร ในเมื่อทุกคนมีเป้าหมายตรงกัน ก็เท่ากับว่าอยู่ฝั่งเดียวกันไม่ใช่หรือ?” หญิงสาวอีกคนหนึ่งที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดกล่าวขึ้นมาด้วยความสงสัย


            “เจ้าคิดง่ายเกินไป ถึงเราจะมีเป้าหมายเดียวกันกับพวกนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราคือมิตร อย่างน้อยๆ ก็ต้องแข่งขันกันกำจัดกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬที่กบดานอยู่ภายในเมืองปากัสแห่งนี้ เจ้าก็รู้ว่าภารกิจที่ออกโดยสถาบันอเวกเคนเนอร์ได้ระบุว่าให้เราส่งมอบหลักฐานในการกำจัดกลุ่มนักฆ่ามาด้วย” ชายคนที่สวมแว่นตากล่าวตอบกลับไปนิ่งๆ พร้อมกับหยิบกล้องถ่ายรูปที่พัฒนาโดยสถาบันขึ้นมาให้อีกฝ่ายดู


            ชายร่างใหญ่จ้องมองชายหญิงทั้งคู่พูดคุยกันก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นมา


            “ที่เอดิสันพูดมามันก็ถูก แต่ข้าคิดว่าคนที่เร็วกว่าย่อมได้เปรียบในสถานการณ์นี้ พวกเราก็แค่ต้องเร็วกว่ากองกำลังอื่น หากรู้ที่กบดานของพวกมันเมื่อไหร่ ก็เข้าไปจัดการมันตรงๆ เสียเลย พวกที่ลังเลใจไม่มีทางได้ผลงานเป็นคนแรกหรอกนะ” ชายร่างใหญ่หันไปพูดกับชายสวมแว่น ก่อนจะค่อยๆ โน้มน้าวคนทั้งสาม


            แน่นอนว่าชายคนที่สวมแว่นต้องการจะแย้งว่านี่มันอันตรายเกินไป แต่เขาก็ไม่กล้าแย้ง เพราะรู้ดีว่าในสถานการณ์ที่มีกองกำลังหลายฝ่ายพุ่งความสนใจมาที่เป้าหมายเดียวกัน การเป็นคนแรกที่ลงมือมีโอกาสจะได้รับผลงานกลับไปมากกว่า


            เอดิสันขยับแว่นเล็กน้อย จ้องมองคนที่เหลือด้วยความกังวลใจ ดูเหมือนจะไม่มีใครแย้งคำพูดของชายหนุ่มร่างใหญ่ จึงตัดสินใจพูดบางอย่างขึ้นมา


            “ในเมื่อความคิดมันเป็นไปในทางนี้ ข้าก็คงต้องพูดถึงอีกข้อมูลหนึ่งที่ได้รับมา...ข้าไม่กล้ายืนยันว่ามันเกี่ยวข้องกับสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬหรือไม่ แต่บางอย่างมันสะกิดความสนใจของข้าเป็นอย่างมาก” เอดิสันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถามอีกสามคนที่เหลือ “เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าการป้องกันและลาดตระเวนของเมืองปากัสนั้นแน่นหนาเกินกว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ?”


            ชายร่างใหญ่และหญิงสาวผู้เงียบขรึมพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนไอด้าขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าว ใช่ และมันยังมากกว่าปกติตอนที่นางเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ


            “จริง และข้าก็สงสัยมาสักพักแล้วว่าทำไมการป้องกันเมืองถึงแน่นหนาขนาดนี้ จริงๆ แล้วเมื่อก่อนเมืองปากัสของข้าก็ไม่ได้วางกำลังพลไว้รอบเมืองมากขนาดนี้” ไอด้าเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย


            “อืม เป็นดังที่ไอด้าบอก สำหรับสิ่งที่ข้ารู้มา...มันเกิดจากสถานการณ์แปลกๆ บริเวณชายป่าทิศตะวันตก มีสัตว์อสูรรุกล้ำอาณาเขตของเมืองเข้ามามากขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าทหารประจำเมืองไม่สามารถดูแลได้ครอบคลุมทั้งหมดหรอก ที่พวกเจ้าเห็นนั่นคือกองกำลังผสมจากตระกูลต่างๆ ที่อยู่ภายในเมืองปากัส พวกเขาร่วมมือกันจัดตั้งกองกำลังพิเศษขึ้นมา คอยเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น” ชายคนที่สวมแว่นตอบรับ


            “แต่เรื่องนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ แค่โชคดีของพวกเราที่เหตุการณ์นั้นทำให้เรามีข่าวสารมากขึ้น มีหน่วยลาดตระเวนบริเวณชายป่าได้รายงานว่าเมื่อหลายวันก่อนเขาได้เห็นกลุ่มชายชุดดำ ปกปิดใบหน้า เดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้กับบริเวณที่เขาลาดตระเวน และเมื่อเข้าไปไกล กลุ่มชายชุดดำพวกนั้นก็พุ่งตัวหนีหายไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ทุกอย่างกลับไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีพวกเขาอยู่ตรงนั้น...”


            “นี่เป็นเพียงรายงานเล็กๆ ที่ข้าได้บังเอิญรู้มาจากคนของเจ้าเมือง ความจริงมันก็ดูไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าลักษณะหลายๆ อย่างของชายชุดดำในรายงานมันคล้ายกับคนจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬมากทีเดียว ทั้งยังความสามารถในการไปมาอย่างไร้ร่องรอยนั่นอีก ข้าว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็น่าสงสัย และเป็นไปได้มากว่าคนกลุ่มนั้นอาจจะเป็นกลุ่มคนที่พวกเราตามหาอยู่ก็เป็นได้”


            เอดิสันหรี่ตาที่อยู่ภายใต้กรอบแว่นลงเล็กน้อย ถึงเรื่องราวจะไม่ค่อยมีมูลเท่าไหร่นัก แต่มันอาจจะเป็นหลักฐานชั้นดีให้พวกเขาเริ่มต้นตามหาบางสิ่ง


            อีกสามคนที่เหลือขมวดคิ้วมุ่นเมื่อฟังข้อสันนิษฐานของชายคนที่สวมแว่น ทุกคนคิดเห็นตรงกันว่ามันเป็นไปได้ แต่หลักฐานมันดูเลื่อนลอยจนเกินไป


            ชายร่างใหญ่เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบภายในห้อง


            "นี่นับว่าดีมากแล้ว หากว่านี่คือการเคลื่อนไหวของสมาคมนักฆ่าจริง เท่ากับเราได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาแล้ว!" ชายร่างใหญ่คลายคิ้วที่ขมวดออกก่อนจะเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม


            "หากเราตามกลิ่นของพวกมันไปจนถึงต้นตอ ไม่แน่เราอาจจะพบรังของมันก็เป็นได้ เหตุผลที่กลุ่มกองกำลังอื่นๆ ภายในเมืองไม่เจอพวกมัน ก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกมันกบดานอยู่นอกเมือง! หากเราลงมือก่อน ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแล้ว!" กิกัส ชายหนุ่มร่างใหญ่โพล่งออกมาพร้อมกับฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ


            โชคดีที่โต๊ะไม้นี้ประกอบขึ้นมาอย่างดี และชายร่างใหญ่ก็ไม่ได้ใช้พลังของอเวก ไม่เช่นนั้นโต๊ะไม้ตัวนี้คงจะพังทลายไปใต้น้ำมือของอเวกระดับที่หกขั้นสูงสุดเสียแล้ว


            "แต่พวกนักฆ่าหัวใจทมิฬจะออกไปกบดานนอกเมืองจริงๆ หรือ? ไม่ใช่ว่าช่วงนี้สถานการณ์นอกเมืองอันตรายมากหรอกรึ โดยเฉพาะป่าฝั่งตะวันตก ลึกเข้าไปมีแต่สัตว์อสูรอันตรายเพ่นพ่านไปหมด" ไอด้ากล่าวขึ้นทันทีที่ได้ยินข้อสันนิษฐานของอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่าเธอไม่เห็นด้วย แต่มันก็มีข้อสังเกตหลายจุดที่ยังไม่สมเหตุสมผล


            "นั่นแหละสิ่งที่พวกมันต้องการ ยิ่งอันตรายยิ่งเป็นจุดกบดานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกมัน! มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกมันจะอยู่ที่นั่น" ชายร่างใหญ่ยิ้มด้วยท่าทางใจเย็น แน่นอนว่าเขาก็ไม่มั่นใจนักหรอก แต่หากไม่ตัดสินใจเลยพวกเขาก็จะนิ่งงันกันอยู่อย่างนี้ ไม่ได้เริ่มภารกิจกันเสียที


            "จะเป็นไปตามนี้หรือไม่ พวกเราไม่มีทางรู้หรอก จนกว่าจะไปดูให้เห็นกับตา หากพวกเราไม่รีบ คนอื่นอาจจะชิงตัดหน้าพวกเราไป เตรียมข้าวของเถอะ เราจะออกไปนอกเมืองในอีกหนึ่งชั่วโมง!" ชายร่างใหญ่ประกาศก้อง


            ในฐานะที่ตัวเขาเป็นอเวกระดับหกขั้นสูงสุด และยังอายุมากที่สุด ถือได้ว่าเขาเป็นผู้อาวุโสของกลุ่ม คำพูดของเขาค่อนข้างมีน้ำหนักมาก


            ไอด้าตกลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดอีก แววตาของเธอดูภูมิใจในตัวอีกฝ่ายมาก


            เอดิสันและหญิงสาวผู้เงียบขรึมมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปพยักหน้าให้กิกัส


            แม้จะดูปุบปับไปบ้าง แต่ก็จริงอย่างที่กิกัสได้พูดเอาไว้ พวกเราไม่มีใครรู้ว่าทฤษฎีมันถูกต้องหรือไม่จนกว่าจะได้ดูด้วยตาของตนเอง และความรีบร้อนของสถานการณ์ก็ทำให้รอไม่ได้ พวกเขาจะต้องเป็นกลุ่มแรกที่กำจัดกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬ!


            ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเตรียมตัวแล้วออกไปเดี๋ยวนี้เลย ต้องเจอเบาะแสบางอย่างให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่เช่นนั้นคงจะยากที่จะหาต่อไป


            หากลงมือไปแล้วและไม่จัดการให้เสร็จเรียบร้อย คงจะไก่ตื่นกันหมด คนทั้งสี่จะไม่ได้กุมความได้เปรียบอีกต่อไป ฉะนั้นยิ่งมีเวลามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


            ทุกคนยอมรับสิ่งที่กิกัสพูด แยกย้ายไปเตรียมตัวออกเดินทางทันที


            หากจินได้มาเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ เขาคงไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเป็นแน่ ที่เขาสังหารกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬก็เพราะอีกฝ่ายมีเจตนาสังหารคนในตระกูลพีไรซ์ ส่วนตระกูลบัตส์ก็จงใจสร้างภัยร้ายให้กับตระกูลพีไรซ์หลายต่อหลายครั้ง เขาจึงจำเป็นต้องทำลายมันให้หมดสิ้น กำจัดอันตรายให้พ้นไปจากตระกูลของตน


            ทั้งหมดเป็นเพราะจินต้องการปกป้องตระกูลพีไรซ์เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจพุ่งเป้าไปที่สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬแต่อย่างใด ทั้งยังไม่มีกองกำลังภายนอกใดที่ซุ่มซ่อนรอจัดการกับกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬด้วย ข้อสันนิษฐานทุกอย่างของกลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ผิดทั้งหมด!


            …


            นักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ทั้งสี่ที่เตรียมพร้อมทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินทางออกนอกเมืองผ่านประตูทิศตะวันตก


            พวกเขาได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษจากเจ้าเมืองปากัสให้เดินทางไปบริเวณชายป่า


            ความจริงแล้วพื้นที่ชายป่านับเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ นั่นเพราะว่ามันค่อนข้างอันตราย เจ้าเมืองปากัสไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงสั่งห้ามเอาไว้


            แต่ดูจากความสามารถของนักเรียนในสถาบันอเวกเคนเนอร์แล้ว เจ้าเมืองปากัสก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก หญิงสาวทั้งสองคนเป็นอเวกระดับห้า ชายคนที่สวมแว่นเป็นอเวกระดับที่หก และชายร่างใหญ่เป็นถึงอเวกระดับหกขั้นสูงสุด


            ตอนที่กลุ่มนักเรียนทั้งสี่คนเดินออกไป เจ้าเมืองยังแอบมองตามไอด้าด้วยสายตาภูมิใจ แต่นั่นก็เพียงไม่นานก่อนจะสลายหายไป เมื่อเทียบกับคาลอสจากตระกูลพีไรซ์ คนกลุ่มนี้ไม่นับว่าเก่งกล้าสามารถอันใดเลย อีกไม่นานคาลอสอาจจะก้าวข้ามเจ้าเมืองปากัสได้อย่างง่ายดายด้วยซ้ำ


            กลุ่มคนทั้งสี่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงพื้นที่ชายป่า บรรยากาศของมันค่อนข้างเงียบ ซึ่งก็น่าจะเป็นปกติเพราะไม่มีใครคิดผ่านมาทางนี้แน่ยกเว้นคนที่ทำหน้าที่ลาดตระเวน


            ทั้งสี่คนตัดสินใจแบ่งสำรวจเป็นคู่ แยกกันไปดูคนละทาง ไอด้าไปกับกิกัส และเอดิสันไปกับหญิงสาวผู้เงียบขรึม


            เวลาผ่านไปไม่นาน ในที่สุดกลุ่มของเอดิสันก็เจอร่องรอยบางอย่างที่พอจะอนุมานได้ว่าเกิดจากมนุษย์กลุ่มหนึ่ง จึงส่งสัญญาณสื่อสารไปแจ้งกิกัสและไอด้า ทั้งสี่คนจึงกลับมารวมตัวกันภายในเวลาไม่นาน


            “ร่องรอยมันตรงเข้าไปทางนี้” เอดิสันชี้เข้าไปภายในป่าด้านหน้า


            “ดี! งั้นก็ตามเข้าไปเถอะ พวกเราอาจจะได้พบเบาะแสดีๆ ก็ได้” ชายหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้าด้วยความพอใจ ก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่น


            เอดิสันต้องการจะรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีความมั่นใจมากจึงไม่ได้พูดทัดทานอะไรออกไป อย่างน้อยตัวเอดิสันเองก็เป็นอเวกระดับที่หกด้วยเช่นกัน มีอเวกระดับหกถึงสองคนในกลุ่ม หากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ก็คงจัดการได้ไม่ยากล่ะมั้ง?


            ไอด้าเป็นคนแรกที่เดินตามเข้าไป ส่วนชายสวมแว่นและหญิงผู้เงียบขรึมหันมามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเดินตามไป



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน