‘ไม่ได้การ... ผมต้องตีเนียนเป็เ้าจ้อยไปให้สุดทาง!’
จ้อยจึงรีบสลัดความกังวลทิ้งไปเปลี่ยนสีหน้าเป็กะล่อนตามเดิมพลางเอ่ยแนะนำตัว“นายหญิงของผมคือเทพธิดาจันทราผู้เลอโฉมที่สุดในสามโลก ส่วนผม... เรียกผมว่า ‘การันต์ บินทะลุดาวอังคาร’ ก็ได้ครับท่าน”
“บินทะลุดาวอังคาร?” นายหญิงกับพระดาบสเท้าเปล่าหลุดอุทานออกมาพร้อมกัน
จ้อยยิ้มแห้ง ๆ ในหัวเขาแวบชื่อเดิมของเขาขึ้นมา “อ้อ... ไม่ใช่ครับชื่อผมยาวไปหน่อย เอาเป็ว่าเรียกผมว่า ‘จ้อย’ เหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้วแต่ถ้าอยากได้ชื่อที่เป็ทางการ... ในที่อยู่เดิมเก่าผมชื่อ ‘การันต์ บินทะลุดาวอังคาร’ ครับ”
“บินทะลุดาวอังคาร? ฟังดูเหมือน... เดรัจฉานไม่เคยได้ยินเลย เลยนะนั่น?” พระดาบสเท้าเปล่าลูบเคราพลางขมวดคิ้ว“ชื่อเ้าช่างเป็มงคลกับเผ่าพันธุ์กระรอกเสียจริง!”
จ้อยถอนหายใจยาว พลางนึกในใจว่า ‘คนมันหล่อ ชื่ออะไรก็ดูดีทั้งนั้นแหละท่าน!’ก่อนจะหันมาคุยกับนายหญิงที่กำลังทำหน้าสงสัยว่าเขาไปเอาชื่อประหลาดนี้มาจากไหน“อย่าไปใส่ใจเลยครับนายหญิง ชื่อนี้พ่อกับปู่ผมช่วยกันตั้งให้แบบรวบยอดน่ะครับ”
“แล้วพ่อกับปู่เ้าล่ะ อยู่ที่ไหน?” นายหญิงถามด้วยความเอ็นดู
จ้อยแหงนหน้ามองฟ้ากว้าง “ป่านนี้...ท่านทั้งสองคงไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีแล้วล่ะครับ”
นายหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบหัวจ้อยเบา ๆ “ฉันขอโทษนะที่ถาม...”
“ไม่เป็ไรครับนายหญิง!” จ้อยสลัดอารมณ์เศร้าทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปท้าทายพระดาบสเท้าเปล่า “เอาละท่านดาบส เรามาเข้าเื่พนันกันต่อดีกว่าท่านพร้อมจะ ‘อ่านใจ’ ผมหรือยัง? ถ้าท่านทนดูภาพในใจผมได้ถึงหนึ่งนาทีโดยไม่ช็อกตายไปเสียก่อนผมจะยอมแพ้ท่านทุกอย่าง!”
พระดาบสเท้าเปล่าหัวเราะลั่นจนพุงกระเพื่อม “มาเลยเ้ากระรอกน้อยข้าอยากรู้นักว่ามโนภาพของสัตว์ทิพย์อย่างเ้าจะสยดสยองเพียงใดข้าผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายกัปหลายกัลป์ เื่สั่นประสาทน่ะข้าเจอมาจนชินแล้ว!”
จ้อยแสยะยิ้มเ้าเล่ห์ เขาหลับตาลงทันที แล้วดึงเอาความทรงจำจาก"โลกเดิม" ออกมา...
เริ่มแรก จ้อยลองเชิงด้วยภาพที่เขาคิดว่าน่าจะขัดต่อศีลธรรม์เขาขุดเอาภาพยนตร์ "หนังแผ่น" ชื่อดังจากประเทศเกาะทางตะวันออกที่เขาเคยดูสมัยเป็วัยรุ่นภาพสาวงามในชุดน้อยชิ้นที่กำลังร่ายรำท่าทางประหลาด ๆ ในห้องแคบ ๆปรากฏขึ้นในมโนภาพ
พระดาบสเท้าเปล่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแทนที่จะใ ท่านกลับดู..."เพลิน"
‘หือ? อะไรกันเนี่ย?’ จ้อยคิดในใจด้วยความใ‘นี่ท่านเป็เทวดาสายไหนกันเนี่ย? ทำไมดูภาพพวกนี้แล้วยังนิ่งอยู่ได้!’
พระดาบสเท้าเปล่าส่งเสียงผ่านจิตกลับมา “เ้ากระรอก... ภาพพวกนี้ก็น่าตื่นตาดีอยู่หรอกนะแต่นางรำพวกนี้ไยจึงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นนัก? แถมท่ารำยังดูเหมือนคนปวดท้องเสียจริงแต่ถ้าคิดจะให้ข้าอึ้งด้วยเื่แค่นี้ล่ะก็... เ้าประเมินตบะข้าต่ำไปแล้ว!”
จ้อยเริ่มเหงื่อตก ‘โธ่เอ๊ย!เทวดาสมัยนี้หัวนอกกว่าที่คิดแฮะ สงสัยต้องจัดหนัก!’
จ้อยตัดสินใจอัปเกรดความแรง เขาเปลี่ยนมโนภาพจากภาพสาวงามกลายเป็ภาพ"ความวุ่นวายของโลกมนุษย์ในยุคปัจจุบัน" ทั้งภาพการจราจรที่ติดหนึบในกรุงเทพฯเสียงแตรรถที่ดังสนั่น ภาพกองขยะมหึมา และที่เด็ดที่สุดคือภาพ "ชายหน้าโหดในชุดพนักงานทวงหนี้" ที่กำลังะโด่าผ่านโทรศัพท์!
คราวนี้พระดาบสเท้าเปล่าเริ่มหน้าถอดสี ท่านพึมพำ “นี่มัน...นรกขุมไหนกัน? ทำไมมนุษย์พวกนั้นถึงได้ดูทุกข์ทรมานและวุ่นวายเพียงนี้?เสียงหวีดร้องของไอ้เหล็กสี่ล้อพวกนั้นมันช่างแสบแก้วหูนัก!”
จ้อยเห็นทางชนะ เขาจึงจัด "ไม้ตายสุดท้าย"ที่เขามั่นใจว่าแม้แต่เทพก็ต้องกราบ! เขาขุดเอาภาพ "การต่อสู้ของชายฉกรรจ์กล้ามล่ำสองคน" ที่กำลังนุ่งกางเกงรัดรูปสั้นจุ๊ดจู่แล้วร่ายรำมวยปล้ำกันในท่าทางที่... "ลึกซึ้ง" เกินกว่าเพื่อนฝูงทั่วไปจะทำกัน!
“อุ๊บ!”
พระดาบสเท้าเปล่าถึงกับสำลักน้ำทิพย์ที่พกมาใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบกลายเป็สีเขียวสลับเหลือง ท่านรีบเอามืออุดปากพลางโบกมือรัวๆ “พอ! พอแล้ว! เ้ากระรอกสารเลว! นี่มันวิปริตอันใดกัน! ทำไมบุรุษร่างั์เ่าั้ถึงได้ทำเื่พรรค์นั้นกันกลางที่แจ้ง!”
จ้อยลืมตาขึ้นพลางหัวเราะร่า “เป็อย่างไรครับท่านดาบส? อึ้งไหม? ะเืขวัญพอหรือยัง?”
พระดาบสเท้าเปล่ารีบกระดกน้ำทิพย์ตามไปอีกหลายอึกเพื่อล้างตา “เ้า...เ้านี่มันปีศาจชัด ๆ! ในหัวเ้าไปจำเื่พวกนี้มาจากไหนกัน? ข้าแทบจะอาเจียนตบะที่บำเพ็ญมาทิ้งเสียให้หมด!”
“สรุปว่าท่าน... แพ้ผมแล้วใช่ไหมครับ?” จ้อยยักคิ้วให้
พระดาบสเท้าเปล่าถอนหายใจยาวพลางมองจ้อยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปท่านไม่ได้โกรธจัด แต่กลับมองว่ากระรอกตัวนี้ "มีของ" และ"แสบ" เกินบรรยาย “เออ! ข้ายอมแพ้ก็ได้ข้าไม่นึกเลยว่าสัตว์ทิพย์อย่างเ้าจะมีนรกส่วนตัวที่น่าเกรงขามเพียงนี้”
ท่านดาบสล้วงเข้าไปในสไบทอง แล้วหยิบเอา"เชือกสีทองเส้นบาง" ออกมาเส้นหนึ่ง ก่อนจะโยนให้จ้อย
“นี่คือ ‘สายสังวาลพันโยชน์’ หรือที่ข้าเรียกมันว่า เชือกตกนาคาข้าเอาไว้ใช้คล้องรั้งสัตว์ร้ายหรือใช้เป็อาวุธรวบมัดศัตรูแม้แต่เทวดาชั้นผู้น้อยก็ยากจะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ถือเป็ของรางวัลที่เ้าชนะพนันข้า!”
จ้อยรีบคว้าเชือกนั้นมาด้วยความดีใจ แต่ก็มิวายปากเสีย “โธ่ท่าน...นึกว่าจะให้ทองหยองที่ไหนได้ ให้สายลูงหมามาเส้นเดียวเนี่ยนะ?”
เปรี้ยง!
จ้อยโดนดีดหน้าผากอีกหนึ่งทีจนหน้าหงายพระดาบสเท้าเปล่าด่าพลางหัวเราะ “ไอ้กระรอกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!ของดีขนาดนี้ยังจะมาบ่นอีก ถ้าไม่เอาส่งคืนมา!”
จ้อยรีบเอาเชือกไปพันรอบคอของนายหญิง (ในฐานะสายสร้อยที่ดูเท่)“ไม่คืนครับ! ของรางวัลคนชนะ ห้ามเอาคืน!”
นายหญิงมองจ้อยกับพระดาบสเท้าเปล่าสลับกันพลางยิ้มขำนางััได้ว่าแม้ทั้งคู่จะดูเหมือนทะเลาะกันแต่พระดาบสท่านนี้ดูจะถูกชะตากับเ้าจ้อยไม่น้อย
“ขอบคุณท่านดาบสที่เมตตาเ้าตัวแสบนะคะ” นายหญิงเอ่ยขอบคุณอย่างอ่อนหวาน
พระดาบสเท้าเปล่าโบกพัดใบตาลไปมาพลางมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้า“ไม่เป็ไรหรอกแม่นางจันทรา... เ้ากระรอกนี่มันน่าสนใจดีข้าว่างานเลี้ยงสโมสรเทวสมาคมคราวนี้ คงจะ ‘ป่วน’ กว่าทุกปีที่ผ่านมาแน่ ๆ!”
ก้อนเมฆทิพย์พุ่งทะยานต่อไป ทิ้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกวน ๆของเ้าจ้อยไว้กลางอากาศ ขณะที่ความอลังการของสรวง์ชั้นฟ้าเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตาของพวกเขา!