บทที่ 51 แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น
ในตอนนี้ดูเหมือนผมจะมีปัญหาเข้าให้แล้วล่ะ
สิ่งที่ผมทำลงไปกับก๊อบลินแฟนท่อม ตัวนั้นมันห่างไกลจากสิ่งที่คนปกติเขาทำกันไปมากแต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับสายตาของคนรอบข้างที่มองมา
ถ้าผมยังอยากจะอยู่ร่วมกับคนกลุ่มนี้โดยไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวประหลาดผมคงต้องหัดควบคุมอารมณ์ให้มากกว่านี้จะปล่อยให้ด้านมืดหลุดออกมาแบบคราวนี้อีกไม่ได้
หากจะทำก็ควรจะเป็นตอนที่พวกนี้ไม่เห็นละนะ
จริงอยู่ที่ผมจะเลือกเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ต่อไปเพื่อให้พวกเขาได้เห็นตัวตนที่แท้จริงก็ได้แต่ผมคิดว่าไม่ทำแบบนั้นน่าจะดีกว่า
การแสดงความความป่าเถื่อนให้พวกเขาเห็นเพื่อเตือนสติเป็นครั้งคราวน่ะเป็นเรื่องดีโดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับมือกับคนอย่างโชอี้
แต่ในระยะยาวผมอยากให้พวกเขารู้สึกเป็นกลางหรือไว้ใจผมมากกว่าที่จะต้องมานั่งหวาดกลัวกันแบบนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อผมเดินกลับไปหาคนในกลุ่มโชคร้ายที่ส่วนใหญ่ดันเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เข้าเต็มๆจนแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาอย่างปิดไม่มิด
คนเดียวที่ยังคงทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคือเทส
ส่วนเจ้าบิสกิตน่ะเหรอ?
มันไม่ได้กลัวผมเลยสักนิดกลับเป็นผมต่างหากที่ต้องกลัวมัน!
เพราะผมต้องใช้พละกำลังทั้งหมดรั้งตัวมันไว้ไม่ให้พุ่งไปสวาปามซากก๊อบลินแฟนท่อมที่เละเป็นโจ๊กอยู่นั่น
(อาหาร!) (อาหาร!)
เสียงโทรจิตของมันดังระรัวอยู่ในหัวผมไม่หยุดแถมนานเข้ามันเริ่มกลายเป็นเสียงโหยหวนโอดครวญราวกับจะขาดใจเสียให้ได้
พระเจ้าช่วยเถอะบิสกิต!
แกเกิดมาพร้อมกับบาปแห่งความตะกละหรือไงกันนะ?
หลังจากลากคอเจ้าบิสกิตกลับมาได้ผมก็เดินไปหาคนในกลุ่มแล้วพูดสั้นๆ เพียงคำเดียว
“ไปกันเถอะ”
เทสพยักหน้าตอบรับเงียบๆ ขณะที่พวกเด็กๆมีแววตาหวาดกลัวปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรทุกคนเดินตามผมไปอย่างสงบเหมือนเช่นเคย
แผนการเดินทางยังคงเป็นรูปแบบเดิมผมกับเทสจะแยกตัวออกไปจัดการมอนสเตอร์ระดับสูง ส่วนคิมกับเควิน รวมถึงแฮดวิน จะรับหน้าที่คุ้มกันและดูแลคนที่ไม่ถนัดการต่อสู้อย่างลิลลี่
ทางด้านลีออน และมายาก็แยกไปล่ามอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากพวกผม
ส่วนโชอี้ยังคงปักหลักดูแลน้องสาวของเธอโดยเด็กน้อยจะใช้เครื่องพ่นไฟเผามอนสเตอร์ที่หลุดรอดเข้ามาใกล้และมีโชอี้คอยใช้ทักษะ บงการ ขับไล่พวกมอนสเตอร์กระจอกๆ ให้หนีไป
หลังจากผมแยกตัวนำหน้าออกมากับเทสมอนสเตอร์กลุ่มแรกที่พุ่งเข้ามาทักทายคือฝูงก๊อบลินที่ยกโขยงมาทั้ง ก๊อบลินวอริเออร์และก๊อบลินชาแมน
เป้าหมายแรกของผมคือ ก๊อบลินวอริเออร์เลเวล 13 ผมระเบิดมานาลงที่ฝ่าเท้าแล้วพุ่งทะยานออกไปดุจกระสุนปืนที่ถูกลั่นไก
เจ้ามอนสเตอร์คำรามลั่นพลางพุ่งสวนกลับมาพร้อมเหวี่ยงขวานหนักดักทางอย่างรู้ทาง
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมขวานกำลังจะฉีกกระชากร่างของผมผมกลับใช้ทักษะดูดซับพลังงานจลน์ทั้งหมดจนร่างหยุดกึกลงกะทันหันราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง
แนวคิดการขยับและหยุดอย่างฉับไวนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากจังหวะการเคลื่อนที่อันน่าทึ่งของเจ้า นางพญาแมงมุมที่เคยสู้ด้วยก่อนหน้านี้ แม้มันจะเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือยากจนน่ารำคาน
แต่ในนาทีนี้ผมคงต้องนึกขอบคุณมันเสียหน่อยที่ช่วยเปิดโลกและทิ้งไอเดียการควบคุมแรงเฉื่อยแบบใหม่นี้ไว้ให้
ผมปล่อยให้ขวานยักษ์ฟาดผ่านอากาศไปอย่างว่างเปล่าจนเจ้าก๊อบลินเสียหลักถลำไปข้างหน้า
ท่ามกลางดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของมันผมปลดปล่อยพลังงานจลน์ที่เก็บกักไว้ทั้งหมดส่งตัวเองพุ่งเข้าประชิดในพริบตาเดียว
มีดสั้นในมือขวาตวัดเป็นเส้นตรงฝังเข้ากลางนัยน์ตาของมันอย่างแม่นยำจนมิดด้าม!
[คุณสังหารก๊อบลินวอริเออร์ - เลเวล 13สำเร็จ]
ผมอาศัยจังหวะที่มันสิ้นฤทธิ์คว้าขวานจากมือที่ไร้เรี่ยวแรงของมันขึ้นมากันหอกของวอริเออร์อีกตัวที่แทงสวนเข้ามาจากด้านข้างได้ทันท่วงที!
เคร้ง!
แรงปะทะที่เกิดขึ้นทำให้อาวุธในมือมันแฉลบไปผมไม่เปิดโอกาสให้มันตั้งตัวอัดมานาเข้าที่ขาแล้วถีบเปรี้ยงเข้ากลางลำตัวจนร่างสีเขียวนั่นปลิวกระเด็นลอยเคว้งไปในอากาศ
ทว่าก่อนที่มันจะทันได้ตกลงถึงพื้นก้อนแร่เหล็กของเทสที่พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงก็กระแทกเข้าใส่หัวของมันจนแหลกละเอียดกลางเวหาเป็นภาพที่ทั้งรวดเร็วและสยดสยองจนน่าขนลุก
[คุณสังหารก๊อบลินวอริเออร์ - เลเวล 12สำเร็จ]
เป้าหมายถัดไปคือ ก๊อบลินชาแมนที่กำลังร่ายเวทอย่างเอาเป็นเอาตายมันสั่งให้ก๊อบลินวอริเออร์กระโดดเข้ามาขวางผมเพื่อถ่วงเวลาแต่มันประเมินฝีมือผมต่ำไปหน่อย เพราะแค่ลูกกระจ๊อกตัวเดียวขวางผมไม่ได้หรอก
ผมเร่งมานาเสริมพลังกายถึงขีดสุดก่อนจะตวัดขวานตัดมือของมันจนขาดกระจุยในพริบตาแล้วฉวยจังหวะที่มันเสียหลักคว้าคอเหวี่ยงร่างทั้งร่างเข้าใส่เจ้าชาแมนสุดแรง
เจ้ามอนสเตอร์สายเวทไม่มีทางเลือกมันจำใจยิงลูกไฟที่เตรียมไว้พุ่งสวนออกมาเพื่อหยุดร่างพวกเดียวกันเองที่กำลังพุ่งเข้าหา
เปลวไฟแผดเผาร่างวอริเออร์จนลุกท่วมทว่าแรงเหวี่ยงของผมกลับทรงพลังกว่ามากร่างที่กลายเป็นลูกไฟพุ่งเข้าอัดกระแทกชาแมนจนล้มคว่ำกลิ้งไปกองด้วยกันทั้งคู่
ผมถอยออกมาคุมเชิง เพียงชั่วอึดใจแร่เหล็กของเทสก็พุ่งดิ่งลงมาบดขยี้พวกมันซ้ำจนแหลกละเอียดไม่เหลือซาก
[คุณสังหารก๊อบลินวอริเออร์ - เลเวล 14]
[คุณสังหารก๊อบลิชาแมน - เลเวล 11]
ผมมองดูซากศพของพวกก๊อบลินที่นอนเกลื่อนกราดอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันผิดปกติเกินไปเลเวลของมอนสเตอร์พุ่งสูงขึ้นแบบผิดหูผิดตาจนน่าหวาดหวั่น
ผมพยายามขบคิดหาเหตุผลพลางวิเคราะห์สิ่งที่กำลังเผชิญหรือนี่เป็นเพียงเพราะพวกเราถลำลึกเข้ามาในเขตอันตรายที่เป็นรอยต่อของเลเวลสูง?
หากเป็นเช่นนั้นมันก็ยังพอเบาใจได้บ้าง...แต่ถ้าความจริงมันเลวร้ายกว่านั้นล่ะ?
ถ้าหากการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะเวลาของเควสหลักประจำชั้นกำลังจะหมดลงนั่นหมายความว่า ระบบฝึกสอนระดับนรก แห่งนี้ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด
มันกำลังจงใจบีบคั้น และเร่งรัดให้พวกเราอัปเลเวลอย่างกระทันหันราวกับกำลังบ่มเพาะอาวุธสงคราม
การที่ระบบพยายามผลักดันให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นในเวลาอันสั้นเช่นนี้มันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด
ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มเตือนผมว่าเควสประจำชั้นนี้อาจมีความลับที่ดำมืด หรืออันตรายบางอย่างที่ ใหญ่เกินกว่าพวกเราจะรับมือได้ในปัจจุบันซ่อนอยู่
ท่ามกลางกระแสความคิดที่กำลังฟุ้งซ่านผมพลันสังเกตเห็นความผิดปกติที่น่าขนลุกเสียงกู่ร้องของพวกก๊อบลินเลเวลต่ำเงียบกริบลงในพริบตาพวกมันต่างหยุดชะงักและถอยร่นหนีอย่างลนลานราวกับเห็นอะไรบางอย่าง
ผมมองท่าทางประหลาดนั้นด้วยสังหรณ์ใจที่ไม่ดีนักและเพียงอึดใจเดียว แรงกดดันจากมานามหาศาลก็พุ่งเข้าปะทะตัวผม
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงบดขยี้พื้นดินจนสั่นสะเทือนส่งให้เศษกรวดกระดอนขึ้นมาเป็นจังหวะตามการเคลื่อนไหวของบางอย่างที่ทรงพลัง
วินาทีที่ผมค่อยๆ หันกลับไปมองหัวใจของผมก็แทบหยุดเต้น!
มันคือโทรลล์ขนาดมหึมาที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมาในชีวิตร่างที่สูงใหญ่ราวกับภูผายืนตระหง่านจนทอดเงาดำมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสิ่งเบื้องล่าง
บรรยากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออกพร้อมกับหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าเพื่อตอกย้ำถึงความอันตรายของมัน
[ไจแอนท์โทรลล์ - เลเวล 16]