บทที่ 3 : ศึกปัญจมิตร
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน..
ผมกับโหวหวังก็พากันไปกราบลาที่ตำหนักเจ้าสำนักเพื่อเดินทางไปเมืองศฤคาล
แน่นอนว่าผมไปในนาม 'ตัวแทนสำนักสี่ขุนเขา' ส่วนเจ้าหน้าขนไปในฐานะ 'ตัวแทนตระกูลซุน'
โหวหวังในวันนี้แต่งชุดแปลกไปจากเดิม
จากเสื้อผ้าสีแดงของศิษย์ฝ่ายนอกก็กลายเป็นชุดผ้าไหมเต็มยศมีตราวานรเย็บแปะหลัง ดูแล้วเหมือนจะลุกขึ้นมาปีนต้นไม้ได้ทุกเมื่อ
ด้านเจ้าสำนักลู่ไม่ได้ตามไปด้วย
ท่านก็แค่อวยพรเบา ๆ แล้วปล่อยผมไปตายเอาดาบหน้าเหมือนเด็กนักเรียนปีหนึ่งถูกส่งไปแข่งระดับประเทศ
ที่ไม่มีใครในโรงเรียนรู้ว่ายังมีรายการนี้อยู่
ส่วนที่จวนเจ้าเมืองซุนต้าชิงและท่านย่าก็ไม่ได้มาส่งเหมือนกัน
บอกว่าไม่อยากเห็นหลานชายโดนฟาดต่อหน้า
เอ่อ..
ก็เข้าใจได้อยู่..
มั้ง?
แต่ท่านย่าก็ไม่วายส่งหลินซินตามไปด้วย โดยให้เหตุผลว่า 'จะได้ช่วยดูแลเรื่องอาหารเสื้อผ้าให้เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์'
ฟังดูเหมือนผมเป็นนักกีฬาที่ต้องมีผู้จัดการส่วนตัวแถมพ่วงตำแหน่งแม่ครัว
ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้ขัดอะไรหรอก ถึงเหตุผลจะฟังแปลก ๆ แต่ถ้ามันทำให้ท่านย่าสบายใจ
ผมก็ไม่มีปัญหา..
แถมมีหลินซินไปด้วยก็อุ่นใจดีเหมือนกัน
อย่างน้อยระหว่างเดินทางก็มีคนคอยเตือนให้ล้างหน้าแปรงฟันก่อนขึ้นสังเวียน
ส่วนหลินซินในวันนี้.. ก็ต้องยอมรับเลยว่าเธอดูแปลกตาแบบที่ผมนึกว่าเป็นคนละคนกับสาวใช้ที่เคยตามหลังผมต้อย ๆ อยู่ในเรือนพัก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกจากเมืองนพบุรีนับตั้งแต่ถูกท่านย่าอุปถัมภ์เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน
แล้วดูท่าท่านย่าจะไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าเราลักพาตัวใครมาจากเรือนจำ เพราะถ้าให้หลินซินเดินห้อยโซ่โบกไปโบกมาแบบเดิม คงได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยุทธภพวันรุ่งขึ้นแน่ ๆ
ดังนั้นท่านย่าจึงจัดเต็ม..
สั่งตัดชุดพิเศษสำหรับหลินซินไว้หลายสิบชุด..
ย้ำว่าหลายสิบ..
ไม่ใช่หนึ่งหรือสอง.. โดยแต่ละชุดนั้นลงอักขระปราณพิเศษ แถมออกแบบโดยช่างฝีมือระดับตำนานของสมาคมการค้าตระกูลฮูอีกต่างหาก
ผลลัพธ์ก็คือโซ่ที่คล้องแขนกลายเป็นเหมือนกำไลหรูที่ดูแพงจนผมยังไม่กล้าเดินใกล้มากไป
กลัวไปสะกิดมันแล้วหนี้จะตามมาถึงสามชั่วโคตร
ถ้าใครไม่สังเกตจริง ๆ ก็ไม่มีทางรู้ว่าไอ้เหล็กดำที่ข้อมือนั่นเคยใช้ล่ามคนมาก่อน
ซึ่งพอเป็นแบบนี้..
ไม่รู้สิ..
ผมรู้สึกว่าหลินซินดูมีชีวิตชีว่ากว่าเมื่อก่อนอยู่หลายเท่า
เมืองศฤคาล คือเมืองใหญ่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรปัญจมิตร
เมืองแห่งนี้นั้นอย่างที่ทุกคนทราบ
มันคือเมืองภายใต้การดูแลของคนตระกูลฮูหรือสกุลมหาสิงคาลที่มีสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลเป็นสุนัขจิ้งจอกสีเหลืองส้ม
ตระกูลฮูหรือสกุลมหาสิงคาลนั้นโด่งดังในเรื่องการค้า
พวกมันมีสมาคมการค้าเป็นของตนเองซึ่งตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ ของอาณาจักรทุกเมืองไม่เว้นแม้แต่ในตัวมหานครปัญจมิตรเอง
โดยสมาคมการค้าของพวกมันก็ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า 'สมาคมการค้าตระกูลฮู'
สมาคมการค้าตระกูลฮูนั้นค้าขายของหลากหลาย โดยแต่ละที่จะยึดแบบแผนเดียวกันคือเป็นตึกการค้าห้าชั้น
และแต่ละชั้นจัดสรรของที่ใช้ค้าขายไว้อย่างชัดเจน
โดยชั้นแรกจะค้าขายพวกของอุปโภคบริโภคแบบคัดพิเศษ
พวกเนื้ออสูรหายากแต่เลิศรสนั้น สามารถหาได้ที่ชั้นแรกของสมาคมการค้าแห่งนี้
ส่วนชั้นที่สองนั้นจะขายพวกเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บได้อย่างประณีตเลิศหรู
ชุดของหลินซินเองก็ได้ช่างมากฝีมือของสมาคมการค้าตระกูลฮูเป็นคนออกแบบตัดเย็บให้และแน่นอนว่าราคาไม่ใช่ว่าใครจะสามารถจับจ่ายได้
แร่หินมีค่าเองก็ขายอยู่ที่ชั้นสองของสมาคมการค้าด้วยเช่นกัน
ชั้นที่สามจะค้าขายพวกสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถและโอสถที่กลั้นเสร็จแล้ว
เรื่องสมุนไพรแน่นอนว่าถูกส่งตรงจากเมืองศศะจันทราของคนตระกูลอุสางิที่โดดเด่นเรื่องการปลูกพืชสมุนไพร
และในชั้นที่สี่ของสมาคมการค้าแห่งนี้นั้น พวกมันจะค้าขายพวกยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ระดับต่ำสุดที่พวกมันทำการค้าขายนั้น ก็คือระดับจิตวิญญาณ
แล้วด้วยกฎหมายของอาณาจักรปัญจมิตรนี้เอง ที่ผูกขาดการค้าขายอาวุธระดับจิตวิญญาณขึ้นไปให้แก่สมาคมการค้าแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว
ทำให้สมาคมการค้าตระกูลฮูได้กำไรจากการค้าขายอาวุธเป็นหลัก
ส่วนชั้นที่ห้าที่เป็นชั้นสุดท้ายนั้น..
ถือว่าเป็นชั้นพิเศษที่มีไว้สำหรับลูกค้าคนสำคัญเท่านั้น
ที่ชั้นที่ห้า.. ใช่ว่ามีเงินแล้วจะสามารถเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้
มันผู้นั้นต้องมีบัตร 'ผู้ทรงเกียรติ' ของสมาคมการค้าตระกูลฮูเท่านั้นจึงสามารถมาเยือนชั้นที่ห้าได้
โดยส่วนใหญ่แล้วในชั้นที่ห้าจะทำการค้าสองอย่าง..
หนึ่งคือการจัดการประมูลของหายากที่จะจัดขึ้นทุกแรมหนึ่งค่ำของทุก ๆ เดือน
อย่างสุดท้ายคือการค้าขายข่าวสาร
.
.
เนาปราณ 'วานรเหยียบเมฆา' ของตระกูลซุนล่องฟ้าเพียงครึ่งวันก็พาเรามาถึงเมืองศฤคาลในยามสาย
ถือว่าเร็วมาก.. เร็วยิ่งกว่าเนาปราณของพี่เซ่อหงเสียอีก
บนเนาปราณลำนั้น มีทั้งผม หลินซิน ซุนโหวหวัง ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิง และบรรดา 'เจ็ดมงกุฎ' ที่มากันแค่หก
เพราะหัวหน้าอย่างเซ่อหลันโดนจับให้เฝ้าบ้านแทนตามคำสั่งของท่านเจ้าเมือง
ซึ่งผมก็รู่สึกสงสารพี่เซ่อหลันเขาอยู่เหมือนกัน
อารมณ์เหมือนคนอื่นได้หยุดวันสงการณ์ แต่พี่แกต้องคอยตามเก็บงานอยู่คนเดียว..
ทันทีที่เนาปราณล่อนลงจอดตรงทางเข้าหลักของสถานที่จัดงาน เราสิบคนก็ลงจากเนาปราณอย่างพร้อมเพรียง
หน้าตาท่าทางเหมือนคณะละครสัตว์เวอร์ชันขุนนางยุทธ์เพราะมีพี่น้องตระกูลเซ่อที่แต่งตัวหลากสีคอยเดินตาม
และที่เบื้องล่าง..
กลุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว.โดดเด่นสุดในหมู่นั้นคือชายร่างท้วมที่เหมือนรวบรวม 'แสงสะท้อน' จากเครื่องประดับทุกชิ้นบนตัวเข้าด้วยกันได้
เขาสวมแหวนมิติสั่งทำพิเศษครบสิบวง นิ้วละวงอย่างเป๊ะราวกับกลัวนิ้วจะเหงา
คนผู้นี้คือ 'ฮู เฉียน' ผู้นำตระกูลฮูรุ่นปัจจุบัน
รูปลักษณ์ของผู้นำฮูเฉียน.. เอ่อ.. เอาเป็นว่า..
ถ้าเอาหน้าเขาไปวางเทียบกับปลายดินสอแล้วแข่งกันจิ้มกระดาษ
คงไม่รู้ว่าอันไหนแหลมกว่ากัน..
ดวงตาของเขาเล็กจนดูเหมือนหลับอยู่ตลอดเวลา ปากก็ลีบยาวเจ้าเล่ห์ราวกับกำลังวางแผนโกงคนทั้งตลาด
พูดให้เห็นภาพ..
หากเอาเขาไปอยู่ในนิยายเล่มไหนโดยไม่บอกชื่อ
คนอ่านก็จะทายถูกทันทีว่า 'ตัวละครตัวนี้ดูหน้าแล้วโคตรเจ้าเล่ห์เลย'
“น้องต้าชิงไม่ได้พบกันเสียนาน..
อย่างไรสบายดีรึ?
เจ้าด้วย.. หลานหวัง?”
เสียงของฮูเฉียนตอนเปล่งออกมานั้น แหบจนเหมือนผ่านสนามรบมาพร้อมฝุ่นสิบถุง
แถมยังแหลมจนพอจะเอาไปใช้เฉือนน้ำแข็งได้
ถ้าใครยื่นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งให้ตอนนั้น ผมสาบานว่าจะเชียร์ให้ดื่มเองหมดแก้ว
“พี่เฉียน / ท่านเจ้าสกุลฮู”
ท่านเจ้าเมืองซุนกับเพื่อนผมทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
คนเป็นพ่อยังยกมือพนมก้มหัวให้อย่างรู้มารยาท
ก็แน่ล่ะ..
พี่เฉียนคนนี้อายุเยอะกว่าหลายปี แถมยังเป็นเจ้าสำนักการค้าที่ยอดขายกระฉูดอันดับหนึ่ง
เมื่อเงยหน้ากลับคืนมา..
ท่านเจ้าเมืองซุนก็ได้เอ่ยถามออกไป
“อย่างไรพี่เฉียน คนอื่นมากันครบแล้วฤๅ?”
“ขาดแต่พวกคนตระกูลตงนั้นแล
แต่พวกมันก็จวนมาถึงแล้วล่ะ..
ข้าถึงต้องมายืนคอยอย่างไรเล่า
เจ้าก็รู้.. พวกนั้นมากลีลาคลั่งพิธีการจะตายไป
ลองเราไม่มายืนรอพวกมันดู
ได้บ่นอุบบ่นอิบน่ารำคาญจะตายไป”
ตอนพูดนี่เหงื่อไหลย้อยจากคิ้วของพี่แกเหมือนมีคนตั้งโหมด 'อบไอน้ำ' ไว้ใต้เสื้อ ซอกแขน ซอกคอ น่าจะมีกลิ่นแรงพอฆ่าแมลงวันได้เป็นฝูง ใครคิดจะท้าดวลด้านกลิ่นกับพี่เฉียนนี่ต้องเตรียมจิตให้ดี
“ลำบากพี่แล้ว...พี่เฉียน”
ซุนต้าชิงตอบพลางตบไหล่เบา ๆ คล้ายจะปลอบใจ แต่ผมว่าก็แอบสะใจอยู่หน่อย ๆ นั่นแหละ—ใครใช้ให้มายืนตากแดดก่อนล่ะ
“แล้วอย่างไรหลานหวัง...เจ้าคือตัวแทนของตระกูลในปีนี้รึ?” ฮูเฉียนหันไปถามไอ้โหวหวังพลางส่งสายตาที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรแต่ก็แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมแบบแปลก ๆ
“ขอรับ ท่านเจ้าสกุลฮู”
ไอ้หมอนั่นตอบกลับเรียบร้อยแบบเด็กดีจนผมแอบเหล่ ๆ ดูว่ามันเป็นตัวจริงหรือว่าโดนสลับร่างมา
“ไหนขอลุงดูระดับพลังฝึกปรือของเจ้าเสียหน่อย”
ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบอะไร คลื่นปราณบางอย่างก็พุ่งวูบผ่านตัวไอ้โหวหวังไปซะแล้ว
มองเผิน ๆ ก็เหมือนลมพัดเบา ๆ แต่เอาเข้าจริงมันคือเทคนิคขั้นสูงของพวกล่วงรู้นภา ที่เอาไว้ 'สแกน' พลังคนอื่นแบบไม่ต้องจับตัว
แถมไม่ต้องเสียเหงื่อสักหยด
“หึม? พัฒนาก้าวกระโดดเช่นนี้เลยรึ?”
เสียงฮูเฉียนที่ปกติก็แหลมอยู่แล้ว พอแหลมขึ้นอีกก็ชวนให้ผมอยากเอานิ้วแหย่หูเช็กดูว่าหูยังอยู่ดีมั้ย
เขาคงจำได้ว่าเมื่อปีก่อน โหวหวังมันยังเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับปลาย ๆ
แม้ไม่ถึงกับเป็นหมูสนาม..
แต่ก็ไม่ใช่เสือเขี้ยวคมขนาดนี้แน่
แล้วดูตอนนี้สิ..
ขึ้นมาสัมผัสสรรพวิถีเต็มตัวซะงั้น
แต่ที่ผมรู้สึกได้แน่ ๆ ก็คือ ตอนที่เขา 'แอบส่อง' หมอนั่นอยู่
เขากลับไม่ได้หยุดแค่นั้น..
เขากลับหันมาสแกนผมต่อทันที
ดูจากแววตาของเขาแล้ว..
ผมเดาได้เลยว่า เขารู้ว่าผมเองก็อยู่ระดับเดียวกันกับไอ้เจ้าหน้าขนเพื่อนผม แถมเหมือนจะ 'มีพลังปราณแน่นกว่า' ด้วยซ้ำ
แบบที่อีกไม่นานคงจะก้าวถึงขั้นกลางแล้ว
“เจ้าชื่อแซ่อะไรหนุ่มน้อย?”
เสียงแหบพร่าของเขาพลันหันมาหาผมเต็ม ๆ พร้อมดวงตาเล็กตี่ที่จ้องแบบจะมุดเข้าไปในรูขุมขน
“หรือว่าคือหลิวเจี้ยน..
คนที่ก่อเรื่องงามหน้าไว้ที่นครปัญจมิตรใช่หรือไม่?”
ผมแอบชะงักเล็กน้อย..
อ่าฮะ..
แสดงว่าข่าวในยุทธภพมันเร็วกว่าไปรษณีย์อีกนะครับ กระแสไวพอ ๆ กับดราม่าในโซเชียลเลย
แต่ผมก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย ตอบไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจตามสูตร
“ใช่แล้วขอรับท่านเจ้าเมืองฮู..
ข้าหลิวเจี้ยน ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา”
“เ......อ.
แหล่งข่าวของข้าบอกว่าเจ้าดูเป็นคนมั่นอกมั่นใจในตนเองแถมมีฝีปากที่จัดจ้าน
แต่ดู ๆ แล้ว..”
ฮูเฉียนกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไร้ยางอาย
“หน้าสาวอย่างเจ้าออกดูจะเรียบร้อย..
ไม่น่าเป็นคนเช่นนั้นได้ หรือว่าข่าวที่ข้าได้ยินมาจะผิดไป?”
แน่นอน..
ตระกูลฮูเป็นทั้งพ่อค้าและพ่อข่าว ในยุทธภพนี้มีข่าวไหนรั่ว เขาก็เป็นคนเอาตะแกรงไปรองไว้ทั้งนั้น
และในเมื่อผมเคยทำเรื่องงามหน้าไว้กลางมหานครหลวง ข่าวจะมาถึงหูเขาก็ไม่แปลก
“ด้วยความสัตย์จริงของรับท่านเจ้าเมืองฮู”
ผมตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ในครั้งนั้นเจ้าคนที่ชื่อตงป๋ายซานทำตัวไร้ยางอายแถมยังพูดเข้าข้างตนเองแบบหน้าด้าน ๆ
ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะต้องทำให้มันต้องอับอายเสียบาง..
จะได้ไม่กำเริบไปทำแบบนั้นที่ไหนอีก”
ฮูเฉียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าชักชอบเจ้าแล้ว
ใจกล้าดี..
สมกับที่เขาร่ำลือจริง ๆ”
ผมยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท แต่ก็ไม่ได้อยากสนิทกับเขา
เห็นเจ้าเมืองซุนบอกว่าให้อยู่ห่าง ๆ คนแบบเขาเอาไว้
“เอาล่ะ..เอาล่ะ พวกเจ้าเดินทางมาไกล.. ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกเจ้าแล้ว
เชิญ.. เชิญ..
เดินตามคนของข้าไป..”
เขากวักมือเรียกทหารในชุดเต็มยศให้เดินออกมา
“เดินตามมันไป..
พวกมันจะพาพวกเจ้าไปที่..ที่ข้าจัดแจงไว้ให้พวกเจ้า อ้อ.. อย่าลืมไปลงทะเบียนยืนยันตนที่ฝ่ายทะเบียนด้วยเล่า..
เดี๋ยวไม่มีชื่อในการแข่งขันรอบคัดเลือกคงเสียหน้าเสียเวลาแย่”
พวกเรากล่าวลา แล้วเดินตามทหารคนนั้นเข้าไปในพื้นที่จัดงานอย่างเรียบร้อย
แต่หลังจากกลุ่มเราเดินห่างออกไปเพียงครู่เดียว..
ด้วยสัมผัสที่ยี่ฟู่พร่ำสอนมา..
ผมก็รับรู้ได้ว่าสายตาเล็กตี่ของเจ้าเมืองฮูยังไม่ได้เคลื่อนไปจากผม
ผมจึงได้หันกลับไปมองเล็กน้อย..
ภาพที่เห็นก็คือว่าเขาได้หยิบยันต์สื่อสารหมื่นลี้ขึ้นมา
หากเป็นในสถานการณ์อื่น หลายคนอาจมองว่าก็เป็นเรื่องปกติ ขนาดในทวีปเก่าของพวกเรายังมีคนเดินถือโทรศัพท์คุยกันไปทุกที่
แต่เชื่อผมเถอะว่าตอนนี้มันแปลก
เพราะต่อให้เขาจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน จำเป็นต้องสื่อสารหรือสั่งงานอยู่ตลอด
แต่ยันต์สื่อสารนั่น..
มันคือยันต์สื่อสารหมื่นลี้
หากอยากจะสั่งงานคนในเมืองก็สมควรใช้เพียงหยกสื่อสารถึงจะถูก
แต่นี่เล่นจุดยันต์สื่อสารหมื่นลี้ย่อมเป็นอะไรที่ดูแปลกตาจนเกินพอดี
แล้วแทบจะในจังหวะเดียวกัน
ท่านเจ้าเมืองซุนก็ได้หยุดเดิน ทำให้พวกเราทั้งกลุ่มพลอยหยุดเดินตามกันไปด้วย
ก่อนที่ในจังหวะต่อมา ท่านเจ้าเมืองซุนจะหันมองมาทางผม พร้อมทั้งเอ่ยเบา ๆ แบบแค่พอให้พวกเราได้ยิน
“เป็นอย่างที่ฉันคิด..
ตอนนี้พวกมันได้สืบเรื่องของหลานแล้ว..”
ผมผงกหัวรับรู้..
ตอนอยู่บนเนาปราณ ท่านเจ้าเมืองก็ได้บอกกับผมเอาไว้แล้ว ว่าคนตระกูลฮูนั้นเจ้าเล่ห์มากเพียงใด
โดยเฉพาะท่านเจ้าเมืองฮูเฉียน
ทำให้ท่านเจ้าเมืองได้วางตัวของพี่เซ่อหลันเอาไว้ที่เมืองนพบุรี เพื่อจับตาดูการเคลื่อนไหวของคนภายในสำนักการค้าตระกูลฮู
แล้วก็ดูเหมือนฝ่ายนั้นคงสงสัยอะไรในตัวผมเขาแล้ว เลยได้ทำการเคลื่อนไหว
แล้วก็แน่นอน..
ท่านเจ้าเมืองได้วางแผนรับมือเอาไว้แล้ว
แล้วในขณะที่กลุ่มของพวกเรายืนนิ่งอยู่นั้น..
ท้องฟ้าเหนือหัวก็เริ่มมืดครึ้มลงราวกับใครเอาผ้าสีเทาคลุมไว้แนบสนิท
ผมแหงนหน้าขึ้นมอง ตอนแรกก็นึกว่าเป็นเมฆฝน
แต่พอมองดี ๆ กลับไม่ใช่เมฆอะไรทั้งนั้น
สิ่งที่บดบังแสงแดดคือเนาปราณนับสิบลำ ที่ลอยกระจายเหมือนฝูงอีกาบินพร้อมเพรียงกันแบบไม่เกรงใจแรงลม
เรียกเสียงฮือฮาและสายตานับไม่ถ้วนจากทั้งบริเวณ
ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงหันไปมองฟ้า พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างคนรู้ทัน
“เอิกเกริกไม่แปลงเปลี่ยน...”
ลำเนาปราณเหล่านั้นเริ่มทยอยลงจอดอย่างเป็นระเบียบ ตัวอักษรที่ประทับอยู่บนลำเรือเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอน..
ตัวอักษร 'ตง' ขนาดใหญ่สีทองอร่ามปรากฏเด่นชัด
ผมเหลือบมองท่านเจ้าเมืองซุนอีกที..
เห็นเจ้าตัวหันมามองผมแล้วพูดเสียงเรียบ
“ไปกันเถิด.. ฉันไม่อยากทนอารมณ์เสียจากพวกคนสกุลนั้น...”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แรง แต่สายตานั้นบอกหมดว่า 'โดยเฉพาะเอ็งนั่นแหละอ้ายหลิวเจี้ยน อย่าไปมีเรื่อง'
ซึ่งผมน่ะเหรอ
แน่นอนว่า 'จะพยายาม' แค่ไม่รับปากว่าจะสำเร็จ
จากนั้นผม หลินซิน และเหล่าคนตระกูลซุนก็พากันเดินผ่านประตูสำหรับแขกผู้ทรงเกียรติ
โดยมีท้องฟ้าข้างหลังยังแน่นขนัดไปด้วยเนาปราณที่มีกลิ่นอายเย่อหยิ่งจนอยากเอาผ้ามาปิดจมูก