ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 58 ไก่เห็นตีนงู..งูเห็นนมไก่

            บทที่ 3 : ศึกปัญจมิตร

             

            ผ่านไปอีกหนึ่งวัน..

            ผมกับโหวหวังก็พากันไปกราบลาที่ตำหนักเจ้าสำนักเพื่อเดินทางไปเมืองศฤคาล

            แน่นอนว่าผมไปในนาม 'ตัวแทนสำนักสี่ขุนเขา' ส่วนเจ้าหน้าขนไปในฐานะ 'ตัวแทนตระกูลซุน'

            โหวหวังในวันนี้แต่งชุดแปลกไปจากเดิม

            จากเสื้อผ้าสีแดงของศิษย์ฝ่ายนอกก็กลายเป็นชุดผ้าไหมเต็มยศมีตราวานรเย็บแปะหลัง ดูแล้วเหมือนจะลุกขึ้นมาปีนต้นไม้ได้ทุกเมื่อ

            ด้านเจ้าสำนักลู่ไม่ได้ตามไปด้วย

            ท่านก็แค่อวยพรเบา ๆ แล้วปล่อยผมไปตายเอาดาบหน้าเหมือนเด็กนักเรียนปีหนึ่งถูกส่งไปแข่งระดับประเทศ

            ที่ไม่มีใครในโรงเรียนรู้ว่ายังมีรายการนี้อยู่

            ส่วนที่จวนเจ้าเมืองซุนต้าชิงและท่านย่าก็ไม่ได้มาส่งเหมือนกัน

            บอกว่าไม่อยากเห็นหลานชายโดนฟาดต่อหน้า

            เอ่อ..

            ก็เข้าใจได้อยู่..

            มั้ง?

             

            แต่ท่านย่าก็ไม่วายส่งหลินซินตามไปด้วย โดยให้เหตุผลว่า 'จะได้ช่วยดูแลเรื่องอาหารเสื้อผ้าให้เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์'

            ฟังดูเหมือนผมเป็นนักกีฬาที่ต้องมีผู้จัดการส่วนตัวแถมพ่วงตำแหน่งแม่ครัว

             

            ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้ขัดอะไรหรอก ถึงเหตุผลจะฟังแปลก ๆ แต่ถ้ามันทำให้ท่านย่าสบายใจ

            ผมก็ไม่มีปัญหา..

            แถมมีหลินซินไปด้วยก็อุ่นใจดีเหมือนกัน

            อย่างน้อยระหว่างเดินทางก็มีคนคอยเตือนให้ล้างหน้าแปรงฟันก่อนขึ้นสังเวียน

             

            ส่วนหลินซินในวันนี้.. ก็ต้องยอมรับเลยว่าเธอดูแปลกตาแบบที่ผมนึกว่าเป็นคนละคนกับสาวใช้ที่เคยตามหลังผมต้อย ๆ อยู่ในเรือนพัก

            นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกจากเมืองนพบุรีนับตั้งแต่ถูกท่านย่าอุปถัมภ์เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน

            แล้วดูท่าท่านย่าจะไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าเราลักพาตัวใครมาจากเรือนจำ เพราะถ้าให้หลินซินเดินห้อยโซ่โบกไปโบกมาแบบเดิม คงได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยุทธภพวันรุ่งขึ้นแน่ ๆ

            ดังนั้นท่านย่าจึงจัดเต็ม..

            สั่งตัดชุดพิเศษสำหรับหลินซินไว้หลายสิบชุด..

            ย้ำว่าหลายสิบ..

            ไม่ใช่หนึ่งหรือสอง.. โดยแต่ละชุดนั้นลงอักขระปราณพิเศษ แถมออกแบบโดยช่างฝีมือระดับตำนานของสมาคมการค้าตระกูลฮูอีกต่างหาก

            ผลลัพธ์ก็คือโซ่ที่คล้องแขนกลายเป็นเหมือนกำไลหรูที่ดูแพงจนผมยังไม่กล้าเดินใกล้มากไป

            กลัวไปสะกิดมันแล้วหนี้จะตามมาถึงสามชั่วโคตร

            ถ้าใครไม่สังเกตจริง ๆ ก็ไม่มีทางรู้ว่าไอ้เหล็กดำที่ข้อมือนั่นเคยใช้ล่ามคนมาก่อน

             

            ซึ่งพอเป็นแบบนี้..

            ไม่รู้สิ..

            ผมรู้สึกว่าหลินซินดูมีชีวิตชีว่ากว่าเมื่อก่อนอยู่หลายเท่า

             

            เมืองศฤคาล คือเมืองใหญ่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรปัญจมิตร

            เมืองแห่งนี้นั้นอย่างที่ทุกคนทราบ

            มันคือเมืองภายใต้การดูแลของคนตระกูลฮูหรือสกุลมหาสิงคาลที่มีสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลเป็นสุนัขจิ้งจอกสีเหลืองส้ม

            ตระกูลฮูหรือสกุลมหาสิงคาลนั้นโด่งดังในเรื่องการค้า

            พวกมันมีสมาคมการค้าเป็นของตนเองซึ่งตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ ของอาณาจักรทุกเมืองไม่เว้นแม้แต่ในตัวมหานครปัญจมิตรเอง

            โดยสมาคมการค้าของพวกมันก็ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า 'สมาคมการค้าตระกูลฮู'

            สมาคมการค้าตระกูลฮูนั้นค้าขายของหลากหลาย โดยแต่ละที่จะยึดแบบแผนเดียวกันคือเป็นตึกการค้าห้าชั้น

            และแต่ละชั้นจัดสรรของที่ใช้ค้าขายไว้อย่างชัดเจน

             

            โดยชั้นแรกจะค้าขายพวกของอุปโภคบริโภคแบบคัดพิเศษ

            พวกเนื้ออสูรหายากแต่เลิศรสนั้น สามารถหาได้ที่ชั้นแรกของสมาคมการค้าแห่งนี้

            ส่วนชั้นที่สองนั้นจะขายพวกเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บได้อย่างประณีตเลิศหรู

            ชุดของหลินซินเองก็ได้ช่างมากฝีมือของสมาคมการค้าตระกูลฮูเป็นคนออกแบบตัดเย็บให้และแน่นอนว่าราคาไม่ใช่ว่าใครจะสามารถจับจ่ายได้

            แร่หินมีค่าเองก็ขายอยู่ที่ชั้นสองของสมาคมการค้าด้วยเช่นกัน

            ชั้นที่สามจะค้าขายพวกสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถและโอสถที่กลั้นเสร็จแล้ว

            เรื่องสมุนไพรแน่นอนว่าถูกส่งตรงจากเมืองศศะจันทราของคนตระกูลอุสางิที่โดดเด่นเรื่องการปลูกพืชสมุนไพร

            และในชั้นที่สี่ของสมาคมการค้าแห่งนี้นั้น พวกมันจะค้าขายพวกยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ระดับต่ำสุดที่พวกมันทำการค้าขายนั้น ก็คือระดับจิตวิญญาณ

            แล้วด้วยกฎหมายของอาณาจักรปัญจมิตรนี้เอง ที่ผูกขาดการค้าขายอาวุธระดับจิตวิญญาณขึ้นไปให้แก่สมาคมการค้าแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว

            ทำให้สมาคมการค้าตระกูลฮูได้กำไรจากการค้าขายอาวุธเป็นหลัก

            ส่วนชั้นที่ห้าที่เป็นชั้นสุดท้ายนั้น..

            ถือว่าเป็นชั้นพิเศษที่มีไว้สำหรับลูกค้าคนสำคัญเท่านั้น

            ที่ชั้นที่ห้า.. ใช่ว่ามีเงินแล้วจะสามารถเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้

            มันผู้นั้นต้องมีบัตร 'ผู้ทรงเกียรติ' ของสมาคมการค้าตระกูลฮูเท่านั้นจึงสามารถมาเยือนชั้นที่ห้าได้

            โดยส่วนใหญ่แล้วในชั้นที่ห้าจะทำการค้าสองอย่าง..

            หนึ่งคือการจัดการประมูลของหายากที่จะจัดขึ้นทุกแรมหนึ่งค่ำของทุก ๆ เดือน

            อย่างสุดท้ายคือการค้าขายข่าวสาร

            .

            .

            เนาปราณ 'วานรเหยียบเมฆา' ของตระกูลซุนล่องฟ้าเพียงครึ่งวันก็พาเรามาถึงเมืองศฤคาลในยามสาย

            ถือว่าเร็วมาก.. เร็วยิ่งกว่าเนาปราณของพี่เซ่อหงเสียอีก

            บนเนาปราณลำนั้น มีทั้งผม หลินซิน ซุนโหวหวัง ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิง และบรรดา 'เจ็ดมงกุฎ' ที่มากันแค่หก

            เพราะหัวหน้าอย่างเซ่อหลันโดนจับให้เฝ้าบ้านแทนตามคำสั่งของท่านเจ้าเมือง

            ซึ่งผมก็รู่สึกสงสารพี่เซ่อหลันเขาอยู่เหมือนกัน

            อารมณ์เหมือนคนอื่นได้หยุดวันสงการณ์ แต่พี่แกต้องคอยตามเก็บงานอยู่คนเดียว..

             

            ทันทีที่เนาปราณล่อนลงจอดตรงทางเข้าหลักของสถานที่จัดงาน เราสิบคนก็ลงจากเนาปราณอย่างพร้อมเพรียง

            หน้าตาท่าทางเหมือนคณะละครสัตว์เวอร์ชันขุนนางยุทธ์เพราะมีพี่น้องตระกูลเซ่อที่แต่งตัวหลากสีคอยเดินตาม

            และที่เบื้องล่าง..

            กลุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว.โดดเด่นสุดในหมู่นั้นคือชายร่างท้วมที่เหมือนรวบรวม 'แสงสะท้อน' จากเครื่องประดับทุกชิ้นบนตัวเข้าด้วยกันได้

            เขาสวมแหวนมิติสั่งทำพิเศษครบสิบวง นิ้วละวงอย่างเป๊ะราวกับกลัวนิ้วจะเหงา

            คนผู้นี้คือ 'ฮู เฉียน' ผู้นำตระกูลฮูรุ่นปัจจุบัน

             

            รูปลักษณ์ของผู้นำฮูเฉียน.. เอ่อ.. เอาเป็นว่า..

            ถ้าเอาหน้าเขาไปวางเทียบกับปลายดินสอแล้วแข่งกันจิ้มกระดาษ

            คงไม่รู้ว่าอันไหนแหลมกว่ากัน..

            ดวงตาของเขาเล็กจนดูเหมือนหลับอยู่ตลอดเวลา ปากก็ลีบยาวเจ้าเล่ห์ราวกับกำลังวางแผนโกงคนทั้งตลาด

            พูดให้เห็นภาพ..

            หากเอาเขาไปอยู่ในนิยายเล่มไหนโดยไม่บอกชื่อ

            คนอ่านก็จะทายถูกทันทีว่า 'ตัวละครตัวนี้ดูหน้าแล้วโคตรเจ้าเล่ห์เลย'

             

            “น้องต้าชิงไม่ได้พบกันเสียนาน..

            อย่างไรสบายดีรึ?

            เจ้าด้วย.. หลานหวัง?”

            เสียงของฮูเฉียนตอนเปล่งออกมานั้น แหบจนเหมือนผ่านสนามรบมาพร้อมฝุ่นสิบถุง

            แถมยังแหลมจนพอจะเอาไปใช้เฉือนน้ำแข็งได้

            ถ้าใครยื่นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งให้ตอนนั้น ผมสาบานว่าจะเชียร์ให้ดื่มเองหมดแก้ว

             

            “พี่เฉียน / ท่านเจ้าสกุลฮู”

            ท่านเจ้าเมืองซุนกับเพื่อนผมทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

            คนเป็นพ่อยังยกมือพนมก้มหัวให้อย่างรู้มารยาท

            ก็แน่ล่ะ..

            พี่เฉียนคนนี้อายุเยอะกว่าหลายปี แถมยังเป็นเจ้าสำนักการค้าที่ยอดขายกระฉูดอันดับหนึ่ง

             

            เมื่อเงยหน้ากลับคืนมา..

            ท่านเจ้าเมืองซุนก็ได้เอ่ยถามออกไป

            “อย่างไรพี่เฉียน คนอื่นมากันครบแล้วฤๅ?”

             

            “ขาดแต่พวกคนตระกูลตงนั้นแล

            แต่พวกมันก็จวนมาถึงแล้วล่ะ..

            ข้าถึงต้องมายืนคอยอย่างไรเล่า

            เจ้าก็รู้.. พวกนั้นมากลีลาคลั่งพิธีการจะตายไป

            ลองเราไม่มายืนรอพวกมันดู

            ได้บ่นอุบบ่นอิบน่ารำคาญจะตายไป”

            ตอนพูดนี่เหงื่อไหลย้อยจากคิ้วของพี่แกเหมือนมีคนตั้งโหมด 'อบไอน้ำ' ไว้ใต้เสื้อ ซอกแขน ซอกคอ น่าจะมีกลิ่นแรงพอฆ่าแมลงวันได้เป็นฝูง ใครคิดจะท้าดวลด้านกลิ่นกับพี่เฉียนนี่ต้องเตรียมจิตให้ดี

             

            “ลำบากพี่แล้ว...พี่เฉียน”

            ซุนต้าชิงตอบพลางตบไหล่เบา ๆ คล้ายจะปลอบใจ แต่ผมว่าก็แอบสะใจอยู่หน่อย ๆ นั่นแหละ—ใครใช้ให้มายืนตากแดดก่อนล่ะ

             

            “แล้วอย่างไรหลานหวัง...เจ้าคือตัวแทนของตระกูลในปีนี้รึ?” ฮูเฉียนหันไปถามไอ้โหวหวังพลางส่งสายตาที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรแต่ก็แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมแบบแปลก ๆ

             

            “ขอรับ ท่านเจ้าสกุลฮู”

            ไอ้หมอนั่นตอบกลับเรียบร้อยแบบเด็กดีจนผมแอบเหล่ ๆ ดูว่ามันเป็นตัวจริงหรือว่าโดนสลับร่างมา

             

            “ไหนขอลุงดูระดับพลังฝึกปรือของเจ้าเสียหน่อย”

            ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบอะไร คลื่นปราณบางอย่างก็พุ่งวูบผ่านตัวไอ้โหวหวังไปซะแล้ว

            มองเผิน ๆ ก็เหมือนลมพัดเบา ๆ แต่เอาเข้าจริงมันคือเทคนิคขั้นสูงของพวกล่วงรู้นภา ที่เอาไว้ 'สแกน' พลังคนอื่นแบบไม่ต้องจับตัว

            แถมไม่ต้องเสียเหงื่อสักหยด

            “หึม? พัฒนาก้าวกระโดดเช่นนี้เลยรึ?”

            เสียงฮูเฉียนที่ปกติก็แหลมอยู่แล้ว พอแหลมขึ้นอีกก็ชวนให้ผมอยากเอานิ้วแหย่หูเช็กดูว่าหูยังอยู่ดีมั้ย

             

            เขาคงจำได้ว่าเมื่อปีก่อน โหวหวังมันยังเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับปลาย ๆ

            แม้ไม่ถึงกับเป็นหมูสนาม..

            แต่ก็ไม่ใช่เสือเขี้ยวคมขนาดนี้แน่

            แล้วดูตอนนี้สิ..

            ขึ้นมาสัมผัสสรรพวิถีเต็มตัวซะงั้น

            แต่ที่ผมรู้สึกได้แน่ ๆ ก็คือ ตอนที่เขา 'แอบส่อง' หมอนั่นอยู่

            เขากลับไม่ได้หยุดแค่นั้น..

            เขากลับหันมาสแกนผมต่อทันที

            ดูจากแววตาของเขาแล้ว..

            ผมเดาได้เลยว่า เขารู้ว่าผมเองก็อยู่ระดับเดียวกันกับไอ้เจ้าหน้าขนเพื่อนผม แถมเหมือนจะ 'มีพลังปราณแน่นกว่า' ด้วยซ้ำ

            แบบที่อีกไม่นานคงจะก้าวถึงขั้นกลางแล้ว

             

            “เจ้าชื่อแซ่อะไรหนุ่มน้อย?”

            เสียงแหบพร่าของเขาพลันหันมาหาผมเต็ม ๆ พร้อมดวงตาเล็กตี่ที่จ้องแบบจะมุดเข้าไปในรูขุมขน

            “หรือว่าคือหลิวเจี้ยน..

            คนที่ก่อเรื่องงามหน้าไว้ที่นครปัญจมิตรใช่หรือไม่?”

             

            ผมแอบชะงักเล็กน้อย..

            อ่าฮะ..

            แสดงว่าข่าวในยุทธภพมันเร็วกว่าไปรษณีย์อีกนะครับ กระแสไวพอ ๆ กับดราม่าในโซเชียลเลย

            แต่ผมก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย ตอบไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจตามสูตร

            “ใช่แล้วขอรับท่านเจ้าเมืองฮู..

            ข้าหลิวเจี้ยน ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา”

             

            “เ......อ.

            แหล่งข่าวของข้าบอกว่าเจ้าดูเป็นคนมั่นอกมั่นใจในตนเองแถมมีฝีปากที่จัดจ้าน

            แต่ดู ๆ แล้ว..”

            ฮูเฉียนกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไร้ยางอาย

            “หน้าสาวอย่างเจ้าออกดูจะเรียบร้อย..

            ไม่น่าเป็นคนเช่นนั้นได้ หรือว่าข่าวที่ข้าได้ยินมาจะผิดไป?”

             

            แน่นอน..

            ตระกูลฮูเป็นทั้งพ่อค้าและพ่อข่าว ในยุทธภพนี้มีข่าวไหนรั่ว เขาก็เป็นคนเอาตะแกรงไปรองไว้ทั้งนั้น

            และในเมื่อผมเคยทำเรื่องงามหน้าไว้กลางมหานครหลวง ข่าวจะมาถึงหูเขาก็ไม่แปลก

             

            “ด้วยความสัตย์จริงของรับท่านเจ้าเมืองฮู”

            ผมตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ในครั้งนั้นเจ้าคนที่ชื่อตงป๋ายซานทำตัวไร้ยางอายแถมยังพูดเข้าข้างตนเองแบบหน้าด้าน ๆ

            ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะต้องทำให้มันต้องอับอายเสียบาง..

            จะได้ไม่กำเริบไปทำแบบนั้นที่ไหนอีก”

             

            ฮูเฉียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา

            “ฮ่า ๆ ๆ ข้าชักชอบเจ้าแล้ว

            ใจกล้าดี..

            สมกับที่เขาร่ำลือจริง ๆ”

            ผมยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท แต่ก็ไม่ได้อยากสนิทกับเขา

            เห็นเจ้าเมืองซุนบอกว่าให้อยู่ห่าง ๆ คนแบบเขาเอาไว้

            “เอาล่ะ..เอาล่ะ พวกเจ้าเดินทางมาไกล.. ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกเจ้าแล้ว

            เชิญ.. เชิญ..

            เดินตามคนของข้าไป..”

            เขากวักมือเรียกทหารในชุดเต็มยศให้เดินออกมา

            “เดินตามมันไป..

            พวกมันจะพาพวกเจ้าไปที่..ที่ข้าจัดแจงไว้ให้พวกเจ้า อ้อ.. อย่าลืมไปลงทะเบียนยืนยันตนที่ฝ่ายทะเบียนด้วยเล่า..

            เดี๋ยวไม่มีชื่อในการแข่งขันรอบคัดเลือกคงเสียหน้าเสียเวลาแย่”

             

            พวกเรากล่าวลา แล้วเดินตามทหารคนนั้นเข้าไปในพื้นที่จัดงานอย่างเรียบร้อย

             

            แต่หลังจากกลุ่มเราเดินห่างออกไปเพียงครู่เดียว..

            ด้วยสัมผัสที่ยี่ฟู่พร่ำสอนมา..

            ผมก็รับรู้ได้ว่าสายตาเล็กตี่ของเจ้าเมืองฮูยังไม่ได้เคลื่อนไปจากผม

            ผมจึงได้หันกลับไปมองเล็กน้อย..

            ภาพที่เห็นก็คือว่าเขาได้หยิบยันต์สื่อสารหมื่นลี้ขึ้นมา

             

            หากเป็นในสถานการณ์อื่น หลายคนอาจมองว่าก็เป็นเรื่องปกติ ขนาดในทวีปเก่าของพวกเรายังมีคนเดินถือโทรศัพท์คุยกันไปทุกที่

            แต่เชื่อผมเถอะว่าตอนนี้มันแปลก

            เพราะต่อให้เขาจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน จำเป็นต้องสื่อสารหรือสั่งงานอยู่ตลอด

            แต่ยันต์สื่อสารนั่น..

            มันคือยันต์สื่อสารหมื่นลี้

            หากอยากจะสั่งงานคนในเมืองก็สมควรใช้เพียงหยกสื่อสารถึงจะถูก

            แต่นี่เล่นจุดยันต์สื่อสารหมื่นลี้ย่อมเป็นอะไรที่ดูแปลกตาจนเกินพอดี

             

            แล้วแทบจะในจังหวะเดียวกัน

            ท่านเจ้าเมืองซุนก็ได้หยุดเดิน ทำให้พวกเราทั้งกลุ่มพลอยหยุดเดินตามกันไปด้วย

            ก่อนที่ในจังหวะต่อมา ท่านเจ้าเมืองซุนจะหันมองมาทางผม พร้อมทั้งเอ่ยเบา ๆ แบบแค่พอให้พวกเราได้ยิน

            “เป็นอย่างที่ฉันคิด..

            ตอนนี้พวกมันได้สืบเรื่องของหลานแล้ว..”

             

            ผมผงกหัวรับรู้..

            ตอนอยู่บนเนาปราณ ท่านเจ้าเมืองก็ได้บอกกับผมเอาไว้แล้ว ว่าคนตระกูลฮูนั้นเจ้าเล่ห์มากเพียงใด

            โดยเฉพาะท่านเจ้าเมืองฮูเฉียน

            ทำให้ท่านเจ้าเมืองได้วางตัวของพี่เซ่อหลันเอาไว้ที่เมืองนพบุรี เพื่อจับตาดูการเคลื่อนไหวของคนภายในสำนักการค้าตระกูลฮู

            แล้วก็ดูเหมือนฝ่ายนั้นคงสงสัยอะไรในตัวผมเขาแล้ว เลยได้ทำการเคลื่อนไหว

             

            แล้วก็แน่นอน..

            ท่านเจ้าเมืองได้วางแผนรับมือเอาไว้แล้ว

             

            แล้วในขณะที่กลุ่มของพวกเรายืนนิ่งอยู่นั้น..

            ท้องฟ้าเหนือหัวก็เริ่มมืดครึ้มลงราวกับใครเอาผ้าสีเทาคลุมไว้แนบสนิท

            ผมแหงนหน้าขึ้นมอง ตอนแรกก็นึกว่าเป็นเมฆฝน

            แต่พอมองดี ๆ กลับไม่ใช่เมฆอะไรทั้งนั้น

            สิ่งที่บดบังแสงแดดคือเนาปราณนับสิบลำ ที่ลอยกระจายเหมือนฝูงอีกาบินพร้อมเพรียงกันแบบไม่เกรงใจแรงลม

            เรียกเสียงฮือฮาและสายตานับไม่ถ้วนจากทั้งบริเวณ

             

            ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงหันไปมองฟ้า พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างคนรู้ทัน

            “เอิกเกริกไม่แปลงเปลี่ยน...”

            ลำเนาปราณเหล่านั้นเริ่มทยอยลงจอดอย่างเป็นระเบียบ ตัวอักษรที่ประทับอยู่บนลำเรือเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

            แน่นอน..

            ตัวอักษร 'ตง' ขนาดใหญ่สีทองอร่ามปรากฏเด่นชัด

             

            ผมเหลือบมองท่านเจ้าเมืองซุนอีกที..

            เห็นเจ้าตัวหันมามองผมแล้วพูดเสียงเรียบ

            “ไปกันเถิด.. ฉันไม่อยากทนอารมณ์เสียจากพวกคนสกุลนั้น...”

            น้ำเสียงของเขาไม่ได้แรง แต่สายตานั้นบอกหมดว่า 'โดยเฉพาะเอ็งนั่นแหละอ้ายหลิวเจี้ยน อย่าไปมีเรื่อง'

            ซึ่งผมน่ะเหรอ

            แน่นอนว่า 'จะพยายาม' แค่ไม่รับปากว่าจะสำเร็จ

            จากนั้นผม หลินซิน และเหล่าคนตระกูลซุนก็พากันเดินผ่านประตูสำหรับแขกผู้ทรงเกียรติ

            โดยมีท้องฟ้าข้างหลังยังแน่นขนัดไปด้วยเนาปราณที่มีกลิ่นอายเย่อหยิ่งจนอยากเอาผ้ามาปิดจมูก

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน