เมื่อกลับถึงบ้านจางเจียหมิงเห็นสีหน้าของฮั่วเสี่ยวเหวินไม่สู้ดีนักเลยถามว่า เป็นอะไรหรือ? ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า เธอนอนลงโดยไม่พูดอะไร
ฮั่วเสี่ยวเหวินตื่นขึ้นมาเห็นจางเจียหมิงเฝ้าอยู่ข้างเตียง สีหน้ามีความเป็นห่วง
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกสงสัย ชี้ไปที่กะละมังล้างหน้าที่มีผ้าขนหนูอยู่ด้านข้าง “พี่จะทำอะไรน่ะ?”
จางเจียหมิงเอื้อมมือมาแตะหน้าผากเธอ “ร้อนขนาดนี้ ต้องไม่สบายแน่ๆ” จากนั้นทำท่าจะเทน้ำอุ่นให้เธอเช็ดหน้า
ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบจับมือของจางเจียหมิงไว้ “พี่เจียหมิง ฉันไม่ได้ไม่สบาย พี่อย่าคิดมาก”
จางเจียหมิงนึกว่าเธอแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง เขาดึงมือกลับแล้วหันไปเทน้ำอุ่น และกดเธอลงบนเตียง ทั้งยังช่วย ‘ลดไข้’ ให้เธออย่างเป็นจริงเป็นจัง
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ขัดขืน เธอวางผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นลงบนหน้าผากทำให้รู้สึกเปียกสบายตัวไม่เลว คิดเสียว่ากำลังนวดแล้วกัน
“เสี่ยวเหวิน อากาศหนาวต้องสวมเสื้อผ้าให้หนา พวกเราไม่มีเงินพอให้ไปหาหมอแล้ว” จางเจียหมิงบ่นเป็นแม่ผู้แก่ชรา
ฮั่วเสี่ยวเหวินนำผ้าขนหนูออก “พี่เจียหมิง พี่ทึ่มหรือไร เคยเห็นคนป่วยที่ร่าเริงแบบฉันหรือ? เตียงอิฐร้อนขนาดนี้หน้าผากของฉันต้องร้อนกว่าพี่อยู่แล้ว”
เพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้ป่วย ฮั่วเสี่ยวเหวินลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นให้ดู จางเจียหมิงเกาศีรษะและหัวเราะ “เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เมื่อครู่พี่ตกอกตกใจหมด เห็นเธอทำหน้าเศร้า ทั้งหน้าผากยังร้อนขนาดนั้น”
คิดไปคิดมาฮั่วเสี่ยวเหวินจึงตัดสินใจเล่าเรื่องจางต้ากั๋วให้เขาฟัง เขาจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่าน
แต่จางเจียหมิงต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว เขาแทบจะทะเลาะกับเธอด้วยซ้ำ “คุณอาต้ากั๋วไม่ใช่คนแบบนั้น”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดไม่ออก เธอบอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปสอบถามดูด้วยตัวเอง เรื่องนี้ลือกันทั่วหมู่บ้านแล้ว อีกอย่างฉันจะโกหกพี่ให้ได้อะไร?
จางเจียหมิงคิดตามก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ถ้าเรื่องราวเป็นเช่นนี้ เขาคงยื่นมือเข้าไปยุ่งไม่ได้
วันถัดมาฮั่วเสี่ยวเหวินถูกปลุกด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้านนอก เดิมทีเมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ ฤดูหนาวไม่มีอะไรให้ทำเธอตั้งใจจะหลับจนถึงเวลากินข้าว
แต่ในเมื่อถูกปลุกเพราะเสียงดังไปแล้วก็ช่างเถอะ ลุกขึ้นแต่งตัวเลยก็แล้วกัน
ฮั่วเสี่ยวเหวินสวมใส่เสื้อผ้าสะอาด ดูมีชีวิตชีวากว่าปกติ
ฮั่วเสี่ยวเหวินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของจางเจียหมิง เธอถามเขาว่า “พี่เจียหมิง พี่เป็นอะไรหรือ?”
จางเจียหมิงชี้ไปที่ผู้คนบนท้องถนน ทำเป็นพูดอย่างมีลับลมคมใน “รู้ไหมว่าพวกเขากำลังไปไหน?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองออกไปยังถนนแล้วต้องตกใจ มีฝูงชนเกาะกลุ่มกัน ท้องถนนถูกประทับด้วยรอยเท้าเนืองแน่น ขนาดตลาดยังมีคนไม่เยอะขนาดนี้
เธอร้องด้วยความตกใจ “มีปีศาจบุกหมู่บ้านหรือไร?” พูดแล้วก็หัวเราะ
“ลืมเรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านมาบอกเมื่อวันก่อนแล้วหรือ?” จางเจียหมิงเตือน เขาบอกว่า ผ่านมาไม่กี่วันก็ลืมเสียแล้ว
“อ้อ จำได้แล้ว” ฮั่วเสี่ยวเหวินพยายามนึกอยู่นาน เธอเพิ่งนึกถึงเรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านมาแจ้งทุกบ้านได้
‘โรงอิฐรัฐวิสาหกิจที่ราบตระกูลหลิวล้มละลายแล้ว ตอนนี้ถูกเอกชนซื้อไป จะมีพิธีเปิดกิจการในวันที่สิบห้าเดือนนี้ ถึงเวลาแล้วพวกเธอก็ไปร่วมงาน ทุกคนที่ไปจะได้ของขวัญ’
รอจนหัวหน้าหมู่บ้านกลับไป ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงเอ่ยถากถางขึ้นว่า ‘ของขวัญ? อันเล็กเท่าหัวแมลงวัน ใครจะฝ่าหิมะไปดูกัน?’
แต่ดูจากท่าทีของจางเจียหมิง ฮั่วเสี่ยวเหวินพอจะเข้าใจแล้ว “พี่คงไม่ได้อยากไปใช่ไหม?”
จางเจียหมิงดึงแขนเธอ “พี่อยากให้เธอไปเป็นเพื่อน” ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า “ไม่เอา ต้องไปยืนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นขนาดนี้ตลอดทั้งช่วงสายเพื่อของขวัญราคาไม่กี่หยวนเนี่ยนะ”
ชาติก่อนแม่ของเธอชอบไปเข้าร่วมงานบรรยาย และนำของจำพวกกะละมังสำหรับล้างหน้าหรือไม่ก็ครีมกลับมาอยู่เรื่อย
จางเจียหมิงดึงมือเธอ แววตามีประกายเจ้าเล่ห์ “เสี่ยวเหวิน เธอลองคิดดูนะ โรงงานเปิดใหม่ต้องรับสมัครคนไม่ใช่หรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้คิดว่าโรงงานเปิดใหม่จะรับสมัครคนหรือไม่ คิดแค่ว่าจางเจียหมิงจะไปขนอิฐ
เธอเคยเห็นจากในโทรทัศน์เมื่อชาติก่อน งานในโรงอิฐลำบากและมีความเสี่ยงสูงมาก ไม่แน่ว่าอาจจะมีภัยถึงตาย
“พี่เจียหมิง พี่อย่าไปทำงานที่โรงอิฐเลยนะ ฉันไม่อยากให้พี่ไป”
แต่จางเจียหมิงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไป “พี่ไปสอบถามมาแล้ว โรงงานจ่ายเงินเดือนให้เดือนละครั้ง แล้วยังมีอาหารให้ด้วย ถ้าพี่ไม่ไปทำงาน พืชผลในที่ดินขนาดเล็กแค่นั้นของบ้านเรายังไม่ทันโต หากเป็นอย่างนั้นพวกเราก็คงอดตายแล้ว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินดื้อดึงเช่นกันบอกว่า เช่นนั้นก็ไปทำงานอื่น และยังบอกว่า ฉันยอมอดตายเสียยังดีกว่ายอมให้พี่ไปลำบากที่โรงอิฐ ฉันไม่ถือสาที่จะลำบากไปกับพี่
จางเจียหมิงตาแดง สีหน้าแน่วแน่ ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ค่อยเห็นเขาเป็นแบบนี้เท่าไหร่
จางเจียหมิงค่อยๆ พูดทีละคำ “แต่พี่ถือสา พี่ไม่อยากให้เธอลำบาก งานที่โรงงานเพียงแต่เหนื่อยหน่อยก็เท่านั้น เพื่อให้เราสองคนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ ความลำบากแค่นี้เล็กน้อยมาก”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้ยืนกรานต่อ พวกเธอเพิ่งไปยืมเสบียงมา ส่วนครอบครัวจางต้ากั๋วก็เกิดเรื่องแบบนี้ วันหน้ายังจะไปยืมได้อีกหรือ?
คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็ไม่ได้สนิทด้วย ใครจะให้เด็กสองคนแบบพวกเธอยืมกัน?
มองแผ่นหลังของจางเจียหมิง ฮั่วเสี่ยวเหวินทอดถอนใจ บางครั้งก็รู้สึกว่าเขายังเด็ก และแก้ปัญหาด้วยวิธีของเด็ก
แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาโตแล้ว อย่างเช่นตอนนี้ เขายินดีเหนื่อยยากลำบากเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รู้จักดูแลภรรยาตัวเอง แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการก็ตามที
เธอไล่ตามไปจับมือเขา บ่นว่า “พี่เจียหมิง พี่อย่าเดินเร็วนักสิ”
จางเจียหมิงหันกลับมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ดีใจ “เสี่ยวเหวิน เธอมาได้อย่างไร? ไหนว่าข้างนอกหนาว?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินบีบมือเขา เธอยิ้มแล้วบอกว่า “ฉันกลัวพี่ถูกผู้หญิงคนอื่นล่อลวงไป วันนั้นพี่แทบน้ำลายไหลอยู่แล้ว”
ทั้งคู่กระอักกระอ่วนเล็กน้อยเมื่อพูดถึงจางหวา ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “พี่เจียหมิง พี่สัญญากับฉันนะ รอให้ผ่านช่วงนี้ไปแล้วพวกเรามีเงินกินข้าวเมื่อไร พี่จะเลิกทำงานนี้”
จางเจียหมิงคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า อนาคตยังอีกยาวไกลกว่าจะมีงานทำไม่ใช่ง่ายๆ เขาไม่มีทางทิ้งง่ายๆ อยู่แล้ว รอให้ถึงตอนนั้น ใครจะยังจำคำสัญญาในวันนี้ได้อีกกัน?
ที่ราบตระกูลหลิวอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่พวกฮั่วเสี่ยวเหวินอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึง ตอนแรกคิดว่าคงมีคนมาไม่มาก ทว่าเมื่อมาถึงแล้วกลับพบว่าหน้าประตูโรงงานมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด
ฮั่วเสี่ยวเหวินอดตกใจไม่ได้ ‘ของขวัญ’ ชุดนี้ช่างมีแรงดึงดูดไม่เบา
พวกเขาเบียดตัวเข้าไปในฝูงชน มีคนอยู่เยอะขนาดนี้ทำให้รู้สึกหนาวน้อยลง
โรงงานอิฐที่ราบตระกูลหลิวเป็น ‘โรงงานอิฐขนาดใหญ่’ ที่มีชื่อเสียงในเมือง เมื่อก่อนเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่มีทางเข้าทำงานได้หากไม่มีเส้นสาย เพราะนั่นถือว่าเป็นกิจการของรัฐ
จริงอยู่ที่งานค่อนข้างหนักแต่นั่นก็เพื่อหาเงิน เวลากลับบ้านเกิดในตอนปีใหม่จะมีหน้ามีตามาก กระทั่งคนในครอบครัวยังเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้านไปด้วย
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้เรื่องนี้ รู้แค่ว่าการทำงานในโรงงานอิฐมีข้อเสียเยอะมาก