ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 148 เขต C ที่ลุกเป็นไฟ
จินในร่างวิญญาณชุดขาวจ้องมองไปที่พิธีเคารพบรรพชนเบื้องหน้า ทุกคนมารวมตัวและประกอบพิธีกันตั้งแต่เช้า และก็เสร็จภายในเวลาไม่นาน
ในจังหวะที่สมาชิกภายในตระกูลเริ่มแยกย้ายกันไป สิ่งที่ร่างวิญญาณโปร่งแสงรอคอยก็มาถึง
[พิธีเคารพบรรพชนประสบความสำเร็จ ได้รับโปรโมชั่นสุ่มลดราคาจำนวน 7 รายการ ดังต่อไปนี้]
[1.เกาทัณฑ์ไม้ 1 คัน ราคา 600 แต้มระบบ
2.หินศิลาคลุ้มคลั่ง 1 ก้อน ราคา 4,000 แต้มระบบ
3.เกราะหนักหินอ่อน 1 ตัว ราคา 15,000 แต้มระบบ
4.เกราะอ่อนเทพอัสนี 1 ตัว ราคา 55,000 แต้มระบบ
5.วิชาบ่มเพาะระดับสูง 'อาภรณ์ทิวา' ราคา 680,000 แต้มระบบ
6.ไหหมักสุราธาตุไฟ 1 ใบ ราคา 950 แต้มระบบ
7.ยันต์ผู้พิทักษ์ 1 แผ่น ราคา 2,200 แต้มระบบ ]
เสียงไร้อารมณ์ดังขึ้นมาพร้อมกับหน้าต่างระบบที่แสดงรายการสินค้ากว่าเจ็ดชิ้น
ทุกครั้งที่พิธีเคารพบรรพชนจบลง สิ่งที่ตามมาเสมอคือโปรโมชั่นลดราคาสุดคุ้ม ที่จะสุ่มรายการสินค้าราคาแพงหูฉี่ที่ระบบมี มาลดราคาให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้
ด้วยสภาพคล่องด้านแต้มระบบของจินในปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลือกซื้อสิ่งของมือเติบจากร้านค้าของระบบโดยตรง อย่างมากก็เลือกซื้อได้เพียงหนึ่งถึงสองชิ้นก่อนที่แต้มระบบที่สะสมมาโดยตลอดจะหมดลง
แต่ช่วงสุ่มลดราคาคือโอกาสเดียวที่เขาต้องคว้าเอาไว้ เหตุการณ์เลวร้ายก่อนหน้านี้ทำให้ตระกูลพีไรซ์ระหกระเหเร่ร่อน แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนกันก็ดีแค่ไหนแล้ว จะหาโอกาสไหนมาสร้างศาลบรรพชนหรือจัดพิธีเคารพบรรพชนได้
โชคยังดีที่ตระกูลหวงหลงเป็นพวกที่บ้าคลั่งความหรูหรา สะสมสมบัติไว้มากมาย รอให้จินที่เป็นเจ้าของคฤหาสน์คนต่อไปมายึดครอง และให้เจ้าโกเลมหินรวมถึงเจ้าซากศพขนถ่ายออกมาจากตระกูลหวงหลง
แม้ในหมู่ทรัพย์สมบัติทั้งหมด จะมีที่เป็นเงินทองอยู่น้อยเต็มทน เหตุเพราะวิกฤตของตระกูลหวงหลงในช่วงก่อนหน้า
แต่ของสะสมต่างๆ ของตระกูลหวงหลงล้วนเป็นสมบัติทั้งสิ้น หากนำออกขายอย่างไรก็ได้ราคามหาศาล ซึ่งทำให้การฟื้นคืนตระกูลพีไรซ์เป็นไปได้โดยราบรื่นและรวดเร็ว พิธีเคารพบรรพชนที่ห่างหายไป จึงไม่ได้หายไปนานมากเท่าไหร่นัก
จินจ้องมองรายการสินค้าตรงหน้าด้วยแววตาที่ดูใคร่ครวญครุ่นคิด มีหลายสิ่งน่าสนใจ ทั้งที่เขาคุ้นเคยดีและรายการที่เขาไม่คุ้นเคย
หลังจากตรวจสอบความสามารถของแต่ละรายการ จินก็ตัดสินใจเลือกได้ในที่สุด
สิ่งแรกที่เขาเลือกจ่ายแต้มออกไปก่อนเลยคือ [ยันต์ผู้พิทักษ์]
แม้ [ยันต์ผู้พิทักษ์] จะเป็นของพื้นฐานที่จินได้รับมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ แต่ผลในการใช้งานของมันก็ยังคงยอดเยี่ยมเสมอไม่มีเปลี่ยนแปลง
เมื่อใดก็ตามที่สมาชิกตระกูลตกอยู่ในอันตราย จินสามารถโผล่ไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ทันทีไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ที่ไหนบนโลก…แม้แต่ในมิติปิดอย่างมิติประดิษฐ์ลำดับที่แปดก็ยังสามารถข้ามไปได้ มีเพียงโลกต่างมิติเท่านั้นที่จินยังไม่เคยมีโอกาสได้ใช้เพราะไม่มีสมาชิกคนใดที่มีกำลังพอจะข้ามไปยังมิติเหล่านั้น
ไม่ว่าเมื่อไหร่ หากมีโอกาสที่จะได้รับมันมาครอบครอง จินย่อมต้องเก็บมันมาก่อนอยู่แล้ว จะได้มีมันติดมือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
ร่างวิญญาณโปร่งแสงเลือกซื้อสิ่งของเพิ่มอีกสองรายการหลังจากที่ศึกษารายละเอียดทุกอย่างหมดแล้ว
ความจริงวิชาฝึกฝนพลังระดับสูง'อาภรณ์ทิวา'ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง หากได้มันมา ความสามารถโดยภาพรวมของตระกูลพีไรซ์จะสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และอาจจะให้กำเนิดอีโวลจำนวนมากในอีกสิบปีให้หลัง
เพียงแต่ต้องจ่ายแต้มระบบสูงจนเกินเรื่อง ทำให้จินจำเป็นต้องข้ามสิ่งนี้ไปก่อน รอเวลาสะสมแต้มให้ได้มากกว่านี้เสียก่อน เขาจะต้องมารับวิชาฝึกฝนพลังระดับสูงไปแน่ ไม่ว่ามันจะเป็นวิชาการฝึกฝนประเภทใด
ส่วนสิ่งที่จินเลือกจ่ายแต้มระบบไปกว่าหกหมื่นแต้มก็คือ [เกราะอ่อนเทพอัสนี] และ [หินศิลาคลุ้มคลั่ง]
จริงๆ แล้วจินไม่เคยคิดที่จะซื้อชุดเกราะเครื่องแต่งกายให้กับตนเองเลยสักครั้งเนื่องจากร่างกายที่เป็นสสารพลังงานของเขา ทำให้ไม่สะดวกต่อการสวมใส่เครื่องแต่งกาย รวมถึงไม่จำเป็นด้วย
แต่กับ [เกราะอ่อนเทพอัสนี] ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ จินไม่ได้เลือกมันมาเพราะต้องการจะนำไปให้ลูกหลานภายในตระกูลเหมือนของอื่นๆ แต่มันเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองต้องการ
ถ้าดูจากแต้มระบบที่ต้องเสีย มันมีมูลค่าสูงกว่าเกราะหนังเกล็ดโลหะที่มาคัสครอบครองหลายต่อหลายเท่า แต่แน่นอนว่าคุณสมบัติของมันก็ดีกว่ามากด้วย การโจมตีของอีโวลระดับที่หนึ่งหรือระดับที่สองไม่มีโอกาสทำอันตรายผู้สวมใส่ได้แม้แต่น้อย
หากดูเพียงความสามารถในการป้องกันการโจมตี…จริงๆ แล้วมันค่อนข้างอ่อนแอกว่าชุดเกราะในระดับใกล้เคียงกันที่บางทีอาจสามารถป้องกันการโจมตีจากอีโวลระดับสามได้สบาย แต่สิ่งที่พิเศษของ [เกราะอ่อนเทพอัสนี] คือมันมีความต้านทานต่อธาตุสายฟ้าในระดับที่สูงมาก ต่อให้เป็นการโจมตีธาตุสายฟ้าจากอีโวลระดับห้าหรือระดับหก หากเป็นเพียงพลังธาตุล้วนๆ มันก็ยังต้านทานเอาไว้ได้
เท่านั้นยังไม่พอ มันยังสามารถแปลงพลังงานธาตุสายฟ้ามาเสริมแกร่งให้กับผู้สวมใส่ได้อีกด้วย ซึ่งจะเสริมพลังได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้สวมใส่เอง
นั่นจุดประกายความคิดบรรเจิดให้จินเป็นอย่างมาก!
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาศึกษาและฝึกฝนเคล็ดหลอมจิตวิญญาณมาโดยตลอด เนื่องจากแกนหลักของเขามาจากวิชาบ่มเพาะภูตอัสนี จึงต้องใช้พลังธาตุสายฟ้าในการผลักดันตนเองต่อไปถึงจะมีประโยชน์สูงสุด
ซึ่งพลังในการต้านทานและดูดซับสายฟ้าของชุดเกราะเทพอัสนีก็ทำให้การหลอมสร้างร่างวิญญาณสำหรับเตรียมฟันฝ่าไปยังอีโวลนั้นง่ายดายขึ้นมาก และร่างวิญญาณที่หล่อหลอมขึ้นใหม่จะเต็มไปด้วยพลังงานธาตุสายฟ้า ทรงพลังมากกว่าร่างวิญญาณธรรมดาเป็นไหนๆ
ไม่น่าแปลกใจที่บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์จะซื้อมันให้กับตนเอง แม้จะยังไม่รู้จะหาสายฟ้าอันรุนแรงมาขัดเกลาวิญญาณของตนเองจากที่ไหน แต่อย่างน้อยการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก็ย่อมดีกว่า เพียงพริบตา [เกราะอ่อนเทพอัสนี] ก็ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในคลังระบบของจิน
ส่วนสิ่งของอย่างสุดท้าย [หินศิลาคลุ้มคลั่ง] เรียกว่าเป็นสิ่งที่จินซื้อมาทดลองใช้เท่านั้น มันคือหินศิลาที่กำเนิดขึ้นในมิติแห่งสัตว์ร้าย ก่อตัวขึ้นจากเลือดเนื้อและจิตสังหารของเหล่าสัตว์อสูร อัดแน่นด้วยสัญชาตญาณต่อสู้ ความป่าเถื่อน และความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมท้อถอย
[หินศิลาคลุ้มคลั่ง] เป็นหินที่ช่วยปลุกสัญชาตญาณและความสามารถต้นกำเนิดตามสายเลือดของสัตว์อสูรขึ้นมา ยิ่งสัตว์อสูรคลุกคลีอยู่หินศิลานี้มากเท่าไหร่ โอกาสที่มันจะพัฒนาความสามารถก็ยิ่งมากขึ้น ทั้งในด้านระดับพลัง และทั้งทักษะการต่อสู้
ยังมีเสียงเล่าลืออีกว่า เจ้าแห่งสัตว์อสูรทั้งหลายเองส่วนใหญ่ก็ล้วนครอบครองหินศิลาคลุ้มคลั่งเหล่านี้กันทั้งนั้น พวกมันจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด
เนื่องจากมันไม่ได้แพงจนเกินไป และไหนๆ เขาก็มีสัตว์อสูรในครอบครองอยู่แล้วถึงสามตน บางทีการนำมันมาอาจจะมีประโยชน์กับสัตว์อสูรทั้งสามตนบ้างก็เป็นได้ เพราะตอนนี้สัตว์อสูรทั้งสามตนช่างอ่อนแอเหลือเกิน เป็นได้มากสุดก็เพียงสัตว์อสูรลากจูง ไม่ได้มีความสามารถในการช่วยเหลือตระกูลพีไรซ์มากเท่าไหร่นัก
จินไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่ก็ยังซื้อมา ส่วนสิ่งของอย่างอื่นๆ คงทำได้เพียงตัดใจ และหวังว่ามันจะเวียนกลับมาให้เขาได้เลือกสรรอีกครั้งในคราวหน้า
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองกลุ่มสมาชิกตระกูลพีไรซ์แยกย้ายจากไปจนหมด ก่อนที่ตนเองจะเคลื่อนตัวกลับเข้าไปในศาลบรรพชนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่
ศาลบรรพชนแห่งใหม่ดูสบายตา ปลอดโปร่งกว่าศาลบรรพชนในเมืองปากัสที่ดูทึบทึมไม่ระบายอากาศ ศาลบรรพชนแห่งนี้ประกอบด้วยสีขาวและแดงเป็นหลัก สร้างออกมาในรูปแบบสมัยใหม่ผสมผสานศิลปะจีนโบราณซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรพบุรุษหลายคนเอาไว้
จินชื่นชอบศาลบรรพชนแห่งใหม่นี้มาก อย่างไรนี่ก็นับเป็นที่พักอาศัยของเขา แม้ที่เก่าจะมีความส่วนตัวสูง แต่การจัดวางโครงสร้างก็ดูทึบทึมมืดมนเกินไปหน่อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสถานที่สำหรับมากราบไหว้บรรพชนถึงต้องหดหู่ ไม่ใช่ว่ามันต้องเจริญหูเจริญตาหรอกหรือ ลูกหลานที่เข้ามาเยี่ยมเยียนจะได้สบายใจทุกครั้งที่มา
ร่างวิญญาณโปร่งแสงเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าแถบป้ายบรรพชน จากนั้นจึงนั่งลงขัดสมาธิขัดเกลาดวงวิญญาณของตนต่อไป ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมตามเคล็ดหลอมจิตวิญญาณ
พยายามไม่คิดถึงเรื่องราวภายนอกที่มารบกวนจิตใจ เพราะมีเพียงแต่จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงจะไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวปัจจัยภายนอก
จริงๆ แล้วนอกเหนือจากตระกูลพีไรซ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ โลกภายนอกก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเช่นเดียวกัน
อย่างแรกคือเหตุการณ์ฝูงอสูรที่บุกเข้าโจมตีเขต C ...เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่ทั้งฝ่ายมนุษย์และฝ่ายสัตว์อสูรยังคงยันกันอยู่ที่เมือง C-04 ไม่อาจรู้ผลแพ้ชนะ ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียกำลังพลไปพอสมควร และพยายามจ้องหาโอกาสที่จะทำลายอีกฝ่ายให้ได้โดยที่ฝ่ายของตนสูญเสียน้อยที่สุด
แน่นอนว่ากลุ่มชนชั้นนำภายในเมือง C-04 ไม่ใช่คนโง่ ในเมื่อฝ่ายสัตว์อสูรไม่ได้โถมจู่โจมอย่างป่าเถื่อน หรือใช้กำลังและสัญชาตญาณดิบตัดสินปัญหา แต่เลือกใช้แผนการรบตรึงกำลัง พวกเขาก็ไม่อาจใช้กำลังห้ำหั่นเอาชนะได้เช่นกัน
หนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่มีกำลังมากพอ ในสถานการณ์ตอนนี้ ใครที่หุนหันพลันแล่น สุดท้ายจะกลายเป็นฝ่ายแพ้ และพวกเขาไม่อาจยอมให้เมือง C-04 เพลี่ยงพล้ำได้ ไม่เช่นนั้นสงครามครั้งนี้ฝ่ายราชวงศ์ฮอริสจะตกที่นั่งลำบากทันที เป็นเหตุให้กองกำลังในเมือง C-04 ต้องเดินไปตามแผนของกลุ่มกบฏอย่างช่วยไม่ได้
สอง ทุกชีวิตล้วนรักตัวกลัวตาย แม้จะมีอุดมการณ์มากมายฝังหัวให้ผู้คนเสียสละเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แต่นั่นก็มีไว้เพื่อพลเมืองชั้นผู้น้อยเท่านั้น สำหรับชนชั้นผู้นำที่มีชีวิตสุขสบาย จะมีจำนวนมากเท่าไหร่กันที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เหล่านั้น?
การต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้มหานครพังทลายก็ส่วนหนึ่ง และการพยายามสร้างสมดุลรักษากองกำลังตนเองเอาไว้ให้มั่นคงก็เป็นอีกส่วน
อำนาจไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน วันหนึ่งมันอยู่ในมือเรา วันข้างหน้ามันอาจจะหลุดลอยไปได้โดยไม่รู้ตัว หากกองกำลังจากเมือง C-04 เลือกเส้นทางผิดพลาด เลือกสู้เพื่อกลุ่มคนที่ไม่อาจรักษาอำนาจไว้ในกำมือ ใครเล่าจะรับผิดชอบสิ่งนี้? สู้ยันกองทัพสัตว์อสูรเอาไว้ พยายามสูญเสียกำลังพลของตนเองให้น้อยที่สุดไม่ดีกว่าหรือ? การเปลี่ยนขั้วอำนาจก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผู้นำ หากรู้จักการโอนอ่อนผ่อนตาม ก็ย่อมลดผลกระทบได้บ้างไม่มากก็น้อย
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดภายในมหานครเขต C ก็เป็นไปตามที่หลายๆ ฝ่ายคาด กลุ่มกบฏเริ่มลงมือทันทีที่ฝูงสัตว์อสูรบุกเข้าโจมตีเมือง C-04
เกิดสงครามกลางเมือง ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ดูเหมือนภายในราชวงศ์ฮอริสเองก็มีหนอนบ่อนไส้คอยขายความลับและทำลายความกลมเกลียวภายในจนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แม้ราชวงศ์ฮอริสจะต้านการก่อกบฏมาได้เป็นเดือน...แต่ก็คงอีกไม่นานแล้วที่อำนาจกำลังจะผลัดเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั่วทั้งเขต C รวมไปถึงอาณาเขตใกล้เคียง
ไม่แปลกใจว่าทำไมบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ถึงเร่งฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้