เครดิตภาพ : tumblr , pinterest
กฎของรามข้อที่ 04
รามสูรTalk
“จัดการให้เรียบร้อย กูไปนอนละ”
“ครับ”
ผมเอ่ยกับลูกน้องก่อนที่จะเดินเลี่ยงออกมาจากสถานการณ์ที่วุ่นวายเมื่อกี้ ตอนแรกมันก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรหรอก เวลาคนเมามันมักจะเห็นผู้หญิงมันก็หน้ามืดตามัวอยากจะได้กันทั้งนั้นแหละมันเป็ธรรมชาติของคนเมาที่ผมมักเห็นอยู่บ่อยๆ แต่บังเอิญว่าคนเมาที่ว่ามันดันไปยุ่งด้วยผิดคน ยัยนักร้องใหม่นั่น แม่สาวสตอเบอร์รี่ผู้ที่ดูเหมือนจะไร้เดียงสา ชะตากรรมของไอ้คนเมาที่ทำตัวกร่างะโถามผมว่าพ่อมันเป็ใคร ขนาดมันไม่รู้ผมจะไปรู้เหรอว่ามันเป็ลูกใคร แต่เป็ลูกใครก็ช่าง รู้แต่ว่าชะตากรรมของมันวันนี้ขาดแล้วแหละ
ผมไม่ชอบให้ใครมาทำตัวกร่างในที่ของผม ที่ของผมที่ผมหมายถึงก็คือผับแห่งนี้ ซึ่งเป็ผับที่ผมได้รับสืบทอดมาจาก ป๋าราพณ์ พ่อของผม ผมได้มันมาเป็ของขวัญตอนที่ผมอายุครบสิบแปดปีแล้วหลังจากนั้นผมก็ได้เรียนรู้งานเพื่อบริหารผับแห่งนี้จากป๋าราพณ์โดยตรง แต่ผับไม่ใช่กิจการหลักของครอบครัวของผมหรอก มันแค่เป็กิจการที่พ่อของผมเปิดเล่นๆ ไว้ตอนเป็วัยรุ่น ส่วนกิจการหลักก็คงจะเป็บริษัทขนส่งระดับประเทศที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ตอนนี้มั้งนะ
“หาว~”
ผมหาวออกมาด้วยความรู้สึกง่วง แต่จริงๆ ผมก็ง่วงตลอดเวลานั่นแหละ ง่วงจนทำอะไรช้าไปหมดทุกอย่าง จนเพื่อนๆ ของผมมันได้ตั้งฉายาให้ผมว่าไอ้เฉื่อยยังไงล่ะ
“เอ่อ..”
แต่ก่อนที่ผมจะเดินเลี่ยงออกไปให้พ้นจากสถานการณ์ที่วุ่นวายเมื่อกี้ เสียงแหบนิดๆ ของคนคนหนึ่งทำให้ผมต้องใช้หางตาหันไปมองที่ทางต้นเสียงทันที แต่ก็ต้องลดสายตาให้ต่ำลงเนื่องจากคนที่กำลังเหมือนจะมีเื่ที่อยากจะคุยกับผมตอนนี้ตัวสูงไม่ถึงไหล่ผมด้วยซ้ำไป เตี้ย ตอนเด็กแม่ไม่ให้กินนมหรือไง
“ขอบคุณค่ะ พี่ราม”
เธอคือแม่สาวสตอเบอร์รี่ที่ผมเอ่ยถึงเมื่อก่อนหน้านี้ ผมจำชื่อไม่ได้หรอกว่าชื่ออะไร เลยเรียกชื่อนี้ไปก่อนก็แล้วกัน แต่ที่ผมช่วยเธอเมื่อกี้มันคงไม่ได้เรียกว่าช่วยหรอกนะ ผมก็แค่ไม่ชอบให้ใครมาทำตัวต่ำๆ ในผับของผมก็แค่นั้น สงสัยเธออาจจะสำคัญตัวเองผิดไปที่หาว่าผมช่วยเธอ แต่ผมี้เีพูดแก้ข่าวอะไรให้เปลืองน้ำลายเลยปล่อยเลยตามเลยโดยการพยักหน้าเบาๆ เป็เชิงรับรู้ส่งไปให้เธอ
“ขอตัว”
ผมเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วเดินออกมาทันทีเพราะตอนนี้ผม้าที่ที่ผมสามารถนอนได้ก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน
หมับ!
แต่ในระหว่างที่ผมกำลังเดินเตรียมตัวที่จะขึ้นไปยังชั้นสามของผับ ซึ่งเป็บริเวณที่ผมใช้หลับนอนอยู่ทุกวัน หรือเรียกได้ง่ายว่าเป็บ้านหลังที่สองของผมเลยก็แล้วกัน เสื้อฮูดที่ผมใส่อยู่ก็ถูกใครบางคนจับไว้ พอผมตวัดหางตาไปมองก็ปรากฏว่าเป็ไอ้พฤกษ์ที่เป็คนจับเสื้อผมไว้นั่นเอง
“ไอ้เฉื่อย มึงจะรีบไปไหน เตียงมันไม่หนีมึงไปไหนหรอก ไปดื่มกับพวกกูก่อน”
คนพวกนี้ถือว่าเป็เพื่อนของผมมันถึงได้กล้าที่จะทำอะไรกับผมแบบนี้ได้ แต่ถ้าเป็คนอื่นอาจได้ชะตาขาดไปแล้วที่กล้ามาขวางการไปนอนของผมแบบนี้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยอะไรออกมาได้ผมก็ถูกพวกไอ้พฤกษ์มันลากผมเข้าไปในห้องวีไอพีที่มีไว้สำหรับพวกผมนั่งดื่มทันที
“จะว่าไปมึงไปเจอน้องรีสที่ไหนวะ”
หลังจากที่พวกเรานั่งลงกันได้เสียงของไอ้ครามก็เอ่ยถามไอ้พฤกษ์ขึ้นมาทันที แต่น้องรีสที่มันหมายถึงคือใครวะ
“กูตอนกูแวะไปเอาของกับเพื่อนที่ร้านX เห็นน้องมันร้องเพลงพอดี เลยทาบทามมา”
ร้องเพลง อ่อ นักร้องคนใหม่ของวงเองหรอกเหรอ พึ่งจำได้ว่าชื่อนี้ แอรีส
“แล้วมึงคิดว่าสวยๆ อย่างน้องรีสจะมีแฟนยังวะ”
สวยเหรอ อืม จะว่าไปหน้าตาก็เธอก็ไม่ได้แย่ แต่ไม่ใช่แนวของผม ผมเลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“กูจะไปรู้เหรอ แต่กูขอเถอะไอ้คราม อย่ายุ่งกับน้องเขา น้องเขายังเด็ก”
“เด็กกว่าเราแค่ปีเดียวเอง เราไม่เรียกว่าเด็กหรอก หรือว่ามึงจะเก็บไว้แดกคนเดียว”
ผลัวะ!
ทันทีที่ไอ้ครามลั่นวาจานั่นออกไป ฝ่ามือของไอ้พฤกษ์ก็ฟาดลงไปที่หัวของมันทันที แต่สมควรแล้วละที่มันโดนอะไรแบบนั้น ไอ้ครามมันเป็พวกพูดอะไรไม่ค่อยคิด มันเลยต้องโดนไอ้พฤกษ์ตบหัวเรียกสติให้แทบทุกวัน
“พูดอะไรหัดคิดด้วย ไอ้ห่า”
“อ้าว กูพูดก็ผิด”
“มึงผิดั้แ่เกิดมาเป็มึงแล้วล่ะไอ้คราม”
บางทีผมก็คิดว่าผมควรไปนอนแทนที่จะมาฟังไอ้พวกเพื่อนเหี้ยนี่ทะเลาะกันนะ เวลานอนที่แสนจะมีค่าของผมเสียไปโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ
“เออ แล้วมึงไอ้ราม”
เสียงไอ้พฤกษ์ทำให้ผมที่กำลังสะลึมสะลือจะหลับอยู่แล้วต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมันเรียกชื่อผม
“...”
“กูอยากให้มึงทำตัวดีๆ กับน้องมันหน่อย”
ทำตัวดีๆ ผมเคยไปทำตัวเหี้ยใส่เธอคนนั้นั้แ่ตอนไหนกันวะ
“น้องมันยังเกร็งๆ กับมึงอยู่ อย่างน้อยน้องมันก็เป็สมาชิกในวงของเรา กูอยากให้พวกเราสนิทกันกว่านี้ งานมันจะได้ออกมาดี”
ไอ้พฤกษ์มันช่างเป็หัวหน้าวงที่เื่มากซะจริงๆ แล้วทำไมผมต้องทำตามที่มันบอกด้วย ผมก็เป็ของผมแบบนี้ใครรับได้ก็อยู่ ใครรับไม่ได้ก็ไป
“ถือว่ากูขอ”
เฮ้อ เื่มากซะจริงๆ
“อืม”
ผมขานรับเพียงแค่นั้นก่อนที่จะหลับตาลงอีกครั้ง แต่จะว่าไปไอ้ทำตัวดีๆ เนี้ย เขาทำยังไงกันวะ ที่ผ่านมาผมยังไม่เฉียดคำว่าเป็คนที่ทำตัวดีกับเขาเลยสักครั้ง ทำตัวดีไม่ได้ก็ไม่ทำแม่งล่ะ ไว้ค่อยคิดทีหลังว่าจะเอายังไง ตอนนี้ผมขอนอนก่อนก็แล้วกัน พวกนี้มันจะดื่มหรือทำอะไรต่อก็เื่ของพวกมัน ผมจะนอนรออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนหรอก
แอรีส Talk
“ดูเหมือนว่าแกจะเข้ากับพี่ๆ วงนี้ได้ดีนะ”
ฉันเหลือบตาไปมองยัยจูนที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันหลังจากที่ได้ยินเสียงเพื่อนสาวของตัวเองเอ่ยขึ้น ซึ่งตอนนี้ฉันยังคงอยู่ที่ผับของรามอยู่ยังไม่ได้กลับห้องเพราะฉันมีนัดที่จะนั่งดื่มกับเพื่อนๆ ต่อ อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็มีเรียนบ่ายจะดื่มกันสักหน่อยมันก็คงไม่ใช่เื่แปลก
แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้นั่งอยู่กับแค่ยัยจูนแค่สองแต่ยังมีไอ้ฟินอีกคนที่กำลังนั่งล่อสายตาของผู้หญิงให้มองไปที่มันอยู่ ไอ้นี่ฉันว่ามันไม่ได้มาดูฉันร้องเพลงหรอก ฉันว่ามันมีหลีสาวซะมากกว่า
“อืม พี่เขาก็ไม่ได้แย่”
ฉันตอบแล้วเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำสีอำพันที่บรรจุบรั่นดีเพียวๆ อยู่ครึ่งค่อนแก้วขึ้นมาจิบขณะที่ตาของฉันก็มองไปยังเหล่าผีเสื้อราตรีที่กำลังวาดลวดลายกันอยู่ด้วยความเหม่อลอย
“แต่จะว่าไปพวกพี่เขาก็หน้าตาดีกันทุกคนเลยเนอะ แต่ฉันสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง”
ยัยจูนยังคงพูดเื่สมาชิกในวงของฉันอยู่ แต่มันไม่ใช่แค่เพื่อนของฉันที่ยังคงพูดเื่ของผู้ชายกลุ่มนั้นแต่บรรดาพวกผู้หญิงในผับแห่งนี้ก็ยังคุยถึงความหล่อและแซ่บของผู้ชายพวกนั้นอยู่เหมือนกัน เพราะพวกเธอเอาแต่หันมามองฉันอยู่เป็พักๆ เพราะคงจำกันได้ว่าฉันเป็ใครถึงได้มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแบบนั้น หึ ให้ตายสิ ถึงฉันจะเป็นักร้องนำของวงนั้นก็เถอะแต่ช่วยอย่ามาคาดหวังกับฉันนักเลย ฉันมีหน้าที่แค่ร้องเพลงไม่ได้มีหน้าที่ที่จะสนิทกับพวกเขา
“นี่แกฟังฉันอยู่หรือเปล่า”
ยัยจูนหันมาะโใส่หูของฉันจนทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองหน้าเพื่อนของตัวเองด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความหงุดหงิด แต่มันก็เป็ความผิดของฉันเองแหละมั้งที่เผลอเมินคำพูดที่เต็มไปด้วยความคลั่งผู้ชายของเพื่อนฉันแบบนั้น
“อืม แล้วไง”
“ก็ฉันสงสัย ว่ามือกลองวงแกทำไมทำตัวลึกลับแบบนั้น ถามจริง หน้าตาเขาแย่ขนาดนั้นเลยเหรอทำไมถึงได้ปกปิดใบหน้าแบบนั้น”
มือกลอง? อ่อ พี่รามนะเหรอ แต่มันคงไม่แปลกหรอกที่จะมีคนสงสัยในเื่หน้าตาของเขาเพราะเวลาที่พวกเราขึ้นไปเล่นดนตรีพี่รามเขาจะปกปิดใบหน้าของตัวเองไว้ด้วยแมสปิดปาก พร้อมกับใส่เสื้อฮูดคลุมหัวไว้แบบนั้นไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าของพี่รามได้แน่ ฉันเองก็สงสัยเหมือนกันว่าพี่เขาทำแบบนั้นทำไมกันทั้งๆ ที่ตัวเองก็ออกจะหน้าตาดีซะขนาดนั้น
“เขาอัปลักษณ์เหรอ”
ยัยจูนยังคงถามถึงความสงสัยของเธอ แต่คงมีฉันคนเดียวมั้งที่สามารถตอบคำถามของเธอตอนนี้ให้หายสงสัยได้ แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เื่ของฉันที่จะต้องมานั่งพูดถึงคนอื่นแบบนี้นะ แต่ช่างเถอะ
“เปล่า”
“อ้าว เขาหน้าตายังไงอะ หล่อไหม”
หล่อไหมนะเหรอ จะว่าไปพวกพี่เขาทั้งสามคนก็หน้าตาดีกันหมด แต่หล่อกันคนละแบบ แต่ดูเหมือนพี่รามคนเดียวที่มีรังสีอะไรบางอย่างที่บอกฉันว่าความหล่อของมันคือสิ่งที่อันตรายสำหรับผู้หญิง แถมพฤติกรรมที่แสนจะแปลกของเขานั่นอีกมันทำให้ฉันการันตีได้ว่าพี่รามเขาอันตรายจริงๆ
“อืม”
ฉันตอบไปเพียงแค่นั้นแล้วก็ปล่อยให้เพื่อนของฉันมันเพ้อต่อไป ฉันเลยหันไปมองไปทางที่ไอ้ฟินมันนั่งอยู่แทนซึ่งตอนนี้มันก็หันมามองหน้าฉันอยู่เหมือนกัน มองอะไรของมัน
“มีอะไร”
“เปล่า แค่คิดว่าแกก็หน้าตาดี พวกคนในวงมันไม่สนใจแกบ้างเหรอวะ”
ฉันว่าไอ้นี่ต้องเมาแน่ๆ จู่ๆ ก็ชมฉันว่าหน้าตาดีซะอย่างนั้น แต่คำพูดของมันก็ทำให้ฉันส่ายหน้าปฏิเสธไปทันทีเพราะเื่ที่มันถามมันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้แน่ พวกพี่เขากับฉันมีทางมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแน่ๆ ฉันสาบานได้ และอีกอย่างพวกพี่เขาไม่มีทางสนใจคนอย่างฉันหรอก เป็แค่เพื่อนร่วมกันเฉยๆ มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
“เมาเหรอฟิน”
“เปล่า ก็เห็นแกไม่ยอมคบใครสักทีระวังขึ้นคานนะเออ”
“เก็บปากไว้จูบๆ ก็สาวๆ ของแกเถอะ ก่อนที่ปากแกจะแตกเพราะฉัน”
ฉันไม่เพียงแค่พูดแล้วยกมือที่กำลังกำหมัดไว้แน่นขึ้นมาด้วยและมันก็ทำให้ไอ้ฟินหน้าเหวอไปทันที เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันขู่มันแบบนี้ คนปากหมาอย่างไอ้ฟินมันเคยปากแตกเพราะหมัดของฉันมาหลายครั้งแล้วแหละ และวันนี้ถ้ามันเอาแต่พูดจาไม่เข้าหูฉันอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ปากของมันคงได้แตกเข้าจริงๆ นี่ไม่ใช่คำขู่หรอก แต่เป็คำเตือน
วันต่อมา
“หาว~”
ฉันเดินหาวออกมาจากห้องเรียนหลังจากที่เรียนคาบสุดท้ายของวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว วิถีของเด็กปีหนึ่งอย่างฉันตารางเรียนค่อนข้างแน่น แต่การที่ฉันต้องไปร้องเพลงตอนกลางคืนมันไม่ได้ทำให้ฉันเสียการเรียนหรอก แต่ที่ฉันต้องรู้สึกง่วงแบบนี้ก็เป็เพราะว่าอาจารย์ที่สอบฉันในคาบเมื่อกี้สอนค่อนข้างน่าเบื่อ น่าเบื่อที่ว่าคือนักศึกษาเกือบทั้งห้องแทบนั่งหลับกันได้อยู่แล้ว และฉันก็เป็หนึ่งในนั้นที่เกือบหลับ
“เจ๊แกสอนได้น่าเบื่อมาก”
นี่เป็เสียงบ่นของยัยจูนที่เดินตามหลังฉันมาติดๆ ส่วนไอ้ฟินนะเหรอหมอนั่นมันนั่งหลับั้แ่ต้นคาบแล้วพึ่งมาตื่นตอนเลิกเรียนพอดี ตอนนี้ก็เดินสะลึมสะลืออยู่ข้างๆ ฉันนี่แหละ
“แล้วนี่แกจะกลับเลยปะ”
ไอ้ฟินหันไปถามเพราะในกลุ่มเพื่อนของฉันมันมีหน้าที่ขับรถไปรับไปส่งพวกฉันมาเรียนทุกวันยังไงละ เรียกง่ายๆ ว่าคนขับรถก็ได้
“อืม ว่าจะกลับห้องไปเอาชุดก่อนแล้วจะเลยไปซ้อมต่อเลย”
ฉันเอ่ยเพราะอย่างน้อยสถานที่ที่พวกฉันซ้อมกันมันก็ไม่ได้ไกลจากคอนโดฉันมากนัก แต่การที่ต้องนั่งรถกลับไปกลับมามันค่อนข้างเป็เื่ที่ี้เีสำหรับฉัน และอีกอย่างพี่พฤกษ์บอกว่าฉันสามารถเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนที่นั่นได้เลยเพราะที่นั่นมีห้องอาบน้ำส่วนตัวให้จะได้ไม่เสียเวลากลับไปอาบที่ห้อง ฉันเลยคิดว่ามันดีเหมือนกันเลยทำตามคำแนะนำของพี่พฤกษ์
แล้วหลังจากนั้นไอ้ฟินมันก็ขับรถมาส่งฉันที่คอนโดฉันเลยขึ้นไปเปลี่ยนชุดใหม่ที่มันสะดวกกว่าชุดนักศึกษาที่ฉันใส่ ก่อนที่จะจัดเตรียมของใช้ส่วนตัวของตัวเองให้พร้อมเพื่อที่จะตรงไปที่ห้องซ้อมต่อเลย แต่พอฉันเดินลงมาถึงหน้าคอนโดฉันก็ต้องชะงักฝีเท้าของตัวเองลงเมื่อสายตาฉันดันไปสะดุดเข้ากับกลุ่มวัยรุ่นผู้ชายที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่หน้าคอนโดเข้า
ผู้ชายพวกนั้นอีกแล้ว ฉันคิดกับตัวเองในใจหลังจากที่จำได้ว่าเมื่อวานกลุ่มคนพวกนี้ก็นั่งอยู่ตรงนี้กันและตอนนี้พวกเขาก็กำลังมองมาที่ฉัน ฉันเลยละสายตาออกไปจากพวกเขาอย่างเนียนๆ เพื่อไม่ให้พวกเขาเห็นว่าฉันกำลังมองพวกเขาอยู่
กึก!
ในระหว่างที่ฉันกำลังก้าวเท้าที่จะเดินไปจากตรงนั้นฉันก็ต้องหยุดการกระทำของตัวเองเอาไว้เพียงแค่นั้นเมื่อมีใครคนหนึ่งเดินมาขวางทางฉันไว้ ฉันเลยเงยหน้าขึ้นไปมองว่าเป็ใครที่กล้ามาขวางทางฉัน แต่คนที่ขวางฉันอยู่ตอนนี้ตัวสูงมากสูงเท่าๆ กับไอ้ฟินเลยก็ว่ามันเลยทำให้ฉันแหงนหน้าขึ้นไปมองเขาแทนซะมากกว่า
“ไง”
เขาคนนี้เป็ผู้ชายที่ค่อนข้างหน้าตาดีแต่ใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้มของเขาตอนนี้มันทำให้ใบหน้าของเขาดูดุดันไปทันที
“...”
ฉันเงียบแล้วจ้องหน้าเขานิ่งๆ พลางนึกกับตัวเองไปในตัวว่าฉันเคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนอย่างนั้นเหรอ และคำตอบที่ฉันได้ก็คือไม่เคย แล้วผู้ชายคนนี้เขามาทักฉันทำไมกัน
“ไอ้ั์มึงจะจีบหญิงทั้งทีมึงก็ช่วยยิ้มหน่อย หน้าบึ้งแบบนั้นผู้หญิงที่ไหนจะชอบ”
เสียงะโดังขึ้นมาตามด้วยเสียงหัวเราะของผู้ชายหลายๆ คนตามมาติดๆ มันเลยทำให้ฉันเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้เขามาขวางทางฉันไว้เขามีจุดประสงค์เพื่ออะไรและเสียงะโเมื่อกี้ที่ดังมาคงเป็เสียงของเพื่อนเขาแน่ๆ
“มีธุระอะไรคะ”
ฉันตัดสินใจเอ่ยถามออกไปเพราะถ้ามัวแต่ยืนให้ผู้ชายคนนี้จ้องหน้าอยู่แบบนี้ฉันคงไปซ้อมไม่ทันแน่ ทางที่ดีควรถามไปตรงๆ แบบนี้เื่มันจะได้จบๆ สักที แต่สายตาที่คนคนนี้กำลังมองฉันอยู่มันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนฉันเคยถูกมองด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน อ่า ที่ฉันรู้สึกเหมือนว่ามีใครมองฉันเมื่อวานคงเป็สายตาของผู้ชายคนนี้สินะ
“ถ้าไม่มีอะไร ขอตัว”
ในเมื่อผู้ชายคนนี้ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักทีฉันเลยเดินเลี่ยงเพื่อที่จะได้ไปจากตรงนี้สักที แต่..
หมับ!
การกระทำของฉันต้องหยุดลงอีกครั้งเมื่อมีมือหนาของใครบางคนจับมือฉันไว้พอฉันหันไปมองก็เป็ผู้ชายคนเมื่อกี้ที่เป็คนจับมือฉันไว้นั่นเอง
“ชื่อแอรีสใช่ไหม”
ในที่สุดเขาก็พูดออกมาสักทีฉันนึกว่าเป็ใบ้ไปแล้วซะอีก แต่เอ๊ะ ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นกับเหตุการณ์แบบนี้จังเหมือนเคยเจอมันมาแล้วครั้งหนึ่งเลย แต่เื่นั้นช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้มาสนใจเื่ที่ผู้ชายคนนี้เขารู้จักชื่อของฉันได้ยังไงกันก่อนดีกว่า
“รู้จักชื่อฉันได้ยังไง”
“ั์ ชื่อฉัน”
เขาไม่ได้สนใจคำถามฉันเลย แถมยังมีหน้ามาบอกชื่อของตัวเองอย่างหน้าตาเฉยซะอย่างนั้น
“ช่วยปล่อยมือก่อนได้ไหม”
ฉันเอ่ยกับเขาอีกครั้งแล้วมองไปที่มือของตัวเองที่ยังถูกเขาจับไว้แน่นอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะเห็นท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่พอใจของฉันเขาเลยยอมปล่อยมือออกจากมือฉันอย่างว่าง่าย
“มีธุระอะไรงั้นเหรอ ถ้าจะมาจีบบอกไว้ก่อนว่ามีแฟนแล้ว”
ฉันเอ่ยตัดไฟั้แ่ต้นลมไว้ก่อนเพราะฉันพอเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้เข้าหาฉันเพราะจุดประสงค์อะไรและอีกอย่างเพื่อนเขาก็เล่นะโออกมาแบบนั้นมันเลยทำให้ฉันแน่ใจยังไงละว่าผู้ชายคนนี้มาเพื่อจีบฉัน ถึงความเป็จริงฉันจะไม่มีแฟนเหมือนที่ฉันบอกไปก็เถอะ แต่การที่ฉันแอบอ้างออกไปแบบนั้นมันช่วยกันผู้ชายออกไปจากฉันได้เป็อย่างดี ถ้าผู้ชายคนนั้นเขามีสำนึกพอที่จะไม่ยุ่งกับแฟนใครน่ะนะ
“ไม่ เธอยังไม่มีแฟน”
เอ๊ะ ผู้ชายคนนี้
“ถึงฉันจะยังไม่มีแฟนก็จริง แต่อย่าเสียเวลามาจีบฉันเลย นายไปชอบคนอื่นเถอะ”
ในเมื่อแผนแรกไม่ได้ผลฉันเลยต้องพูดกันไปตรงๆ แบบนี้ และหวังว่าเขาคนนี้จะยอมถอยไปง่ายๆ นะเพราะฉันปฏิเสธเขาไปตรงๆ แล้ว
“ไม่เป็ไร มีเวลาเยอะ”
“...”
“ชอบไปแล้ว ให้เลิกชอบ คงยาก”
เขาเอ่ยก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นมา แต่เชื่อเถอะว่ารอยยิ้มที่เขายิ้มออกมานั้นมันไม่ได้ช่วยให้ใบหน้าของเขาลดความดุดันลงไปเลยสักนิด ทำฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย ขอใช้ชีวิตสงบสุขเหมือนคนอื่นไม่ได้หรือไง
“เื่ของนาย ฉันต้องไปแล้ว”
ฉันเอ่ยตัดบทแล้วก้มมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเองเพื่อสื่อให้เขารู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำให้ฉันสาย
“ไปไหน”
แต่หมอนี่ดื้อด้านกว่าที่ฉันคิดเพราะเขาไม่ยอมปล่อยให้ฉันเดินหนีไปจากเขาง่ายๆ แถมยังมีหน้ามาเดินขวางทางฉันไว้อีกรอบแบบนี้อีก
“ไปส่ง”
“ไม่ต้อง ไปเองได้”
ฉันเอ่ยแล้วเดินเลี่ยงออกมาอีกทีก่อนที่จะโบกแท็กซี่เพื่อที่จะได้เดินทางไปซ้อมสักที เพราะฉันเสียเวลาตรงนี้มากแล้ว ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะยอมปล่อยให้ฉันไปง่ายๆ เพราะเขาไม่ได้รั้งฉันไว้อีกแล้ว ฉันเลยขึ้นแท็กซี่แล้วออกมาจากตรงนั้นทันที แต่สายตาฉันมันดันไปเห็นที่กระจกข้างรถเข้าพอดี เห็นว่าผู้ชายคนนั้นยังคงมองตามท้ายรถที่ฉันนั่งออกมาอยู่ เฮ้อ หวังว่าครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับเขานะ
อีกทางด้านหนึ่ง
ั์ Talk
ผมยืนมองท้ายรถแท็กซี่จนรถคันนั้นหายไปจนลับตา ผมจึงค่อยเดินกลับมานั่งที่ม้านั่งตัวหนึ่งที่มีกลุ่มเพื่อนของผมนั่งรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว
“เป็ไงไอ้ั์ น้องเขาให้มึงจีบไหม”
เพื่อนผมคนหนึ่งเอ่ยถามผมก็ส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะก่อนหน้านี้ผมได้เข้าไปคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่พักอยู่ที่คอนโดแห่งนี้ เธอชื่อแอรีส สาวลูกครึ่งตัวเล็กที่ผมมักจะมานั่งมองเธอหลังเลิกเรียนที่นี่ทุกวัน เธออาจไม่รู้ตัวว่าผมมองและสนใจเธออยู่ ผมเลยทำให้เธอรู้ตัวโดยการเข้าไปคุยกับเธอ
แต่เพื่อนผมมันก็รู้ดีกันว่าผมคนนี้คุยไม่เก่ง ผมเลยทำได้แค่เพียงไปยืนจ้องงหน้าเธอเฉยๆ แค่นั้นทั้งที่มีโอกาสแล้วแท้ๆ
“น้องเขาแม่งใจแข็งวะ ปกติไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธคนอย่างมึง”
ใช่ ปกติพวกผู้หญิงจะเป็ฝ่ายเดินเข้าหาผมก่อน แต่ผู้หญิงคนนี้เธอปฏิเสธผมและดูไม่สนใจผมเลยสักนิด แต่มันคือเสน่ห์ของเธอที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจเธอยังไงละ เธอคนนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่าง มันน่าสนใจและผมก็อยากได้มา
“ไม่นานหรอก กูต้องได้มาเป็แฟน”
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
ตายแล้วอีพี่ราม มัวแต่เฉื่อยอยู่นั่นแหละ
ระวังหมาคาบไปกินก่อนเน้อออ