หลงเป่าได้รับข่าวจากคนของบิดาให้เดินทางไปหาท่านแม่และท่านพ่อพร้อมกันก็ดีใจ จากตอนแรกที่คิดว่าท่านแม่และท่านพ่อคงจะมีปัญหากัน ตอนนี้มีแววว่าจะดีกันแล้วก็ได้ เขาไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกนานแล้ว ด้วยความคิดถึงจึงรีบลาสำนักศึกษา เพื่อจะไปเก็บสัมภาระออกเดินทางเพียงลำพังไปหาบิดามารดาตน ร้านค้าทั้ง 2 มีคนคอยดูแลอย่างดีอยู่แล้ว เขาแค่เข้าไปตรวจบัญชีควบคุมความเรียบร้อยในบางครั้งเท่านั้น จึงไม่มีอะไรต้องห่วง
เช้าวันออกเดินทาง เขาตั้งใจเลือกขี่ม้าเหงื่อโลหิตที่วิ่งเร็ว อึด ถึกทนกว่าม้าปกติ ด้วยหวังว่าจะไปถึงเมืองที่บิดามารดาและน้องฝาแฝดของเขาอยู่ได้อย่างเร็ววัน เขาออกเดินทางลำพังอย่างมีความสุขที่จะได้เจอครอบครัว แต่ระยะทางยาวไกล เขาต้องใช้เวลาหลายวัน แวะพักโรงเตี๊ยมตามเมืองต่างๆ หากเดินทางไปถึงเมืองถัดไปไม่ทันพลบค่ำ ก็นอนในป่าหรือวัดร้างบ้าง เป็นการเดินทางไกลคนเดียวครั้งแรกของหลงเป่าในวัย 15 ปี ตอนนี้หลงเป่าโตเป็นหนุ่มแน่นแม้รูปร่างไม่ได้กำยำใหญ่โต แต่ก็มีกล้ามเนื้อมัดลีนกระชับอย่างผู้ฝึกยุทธทุกวัน เขาเคยชินที่ท่านแม่พาออกกำลังกายตอนเช้าทุกวัน แม้ท่านแม่ไม่อยู่กับเขาแต่เขาก็ยังออกกำลังกายเช่นนั้นทุกวันทำให้ร่างกายสูงโปร่งกล้ามเนื้อได้รูป อีกทั้งหน้าตายังหล่อเหลาเช่นท่านอ๋องแทบจะถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
หลงเป่าเดินทางผ่านป่าทึบแห่งหนึ่ง เขาคิดจะแวะพักที่ริมลำธารให้ม้าได้ดื่มน้ำและพักผ่อนสักครู่ กลับได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เป็นเสียงของสตรีกรีดร้องเหมือนโดนทำร้าย เขามัดเชือกผูกม้าไว้ที่ต้นไม้ข้างลำธารและใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นที่สูงเพื่อมองหาต้นเสียงว่ามาจากทางใด เขาหันมองไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงครั้งแรกก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หน้าตาดุร้าย 2-3 คนกำลังฉุกกระชากหญิงสาวผู้หนึ่งจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย หลงเป่าเห็นท่าไม่ดีรีบกระโจนเหยียบกิ่งไม้ด้วยความรวดเร็วดีดตัวไปถึงชายฉกรรจ์เหล่านั้นในพริบตา หลงเป่าใช้ด้ามกระบี่ที่ยังอยู่ในฝักตีข้อมือของชายที่กำลังฉุดดึงหญิงสาวอยู่ให้หลุดออก
"โอ๊ยยย เจ้าตีข้าทำไม"
ชายที่ถูกตีมือร้องขึ้นเมื่อรู้สึกว่าข้อมือโดนกระแทกจนบบวมปูด
"พวกเจ้ารังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้เช่นนี้หรือ ทำไมหน้าไม่อายเช่นนี้"
เหล่าชายฉกรรจ์หน้าโหด ทำหน้าดุร้ายจ้องมองหลงเป่าอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
"เจ้าอย่าเอามือมาสอด รีบไปซะ ก่อนจะเจ็บตัว"
หลงเป่าได้ยินก็นึกขำ แค่เพียงตัวใหญ่กว่าเขาเท่านั้นก็คิดว่าจะทำร้ายกันได้รึ
"ข้าไปก็ได้ แต่ข้าจะพานางไปด้วย พวกเจ้าให้ข้าไปหรือไม่"
หลงเป่ายอกย้อนพวกเขาเล่นๆ เพื่อดูปฏิกิริยาพวกเขาว่าจะทำอย่างไรต่อไป หากเขาไม่ยินยอม
"เจ้าไปได้ แต่นางห้ามไป นางเป็นนางบำเรอของพวกเรา เจ้าอย่ามายุ่ง"
หลงเป่าได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองหน้าหญิงสาวผู้นั้นที่อายุราว 17-18 ปี นางเป็นสาวงามผู้หนึ่งรูปร่างอวบอัดเย้ายวน มิน่าล่ะชายเหล่านี้จึงมาฉุดกระชากนางเช่นนี้
"เจ้าเป็นคนของพวกเขาจริงหรือ"
หลงเป่าเอ่ยถามนางเพื่อความแน่ใจ
"ข้าไม่ใช่นางบำเรอของพวกเขาเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงหญิงหม้ายผู้หนึ่ง ข้าเพิ่งได้ข่าวว่าสามีข้าเสียชีวิตในสนามรบที่ชายแดนเจ้าค่ะ จึงเสียใจวิ่งออกมาในป่านี้เพื่อผ่อนคลาย แต่พวกเขาตามมาหมายจะข่มเหงข้าเจ้าค่ะ"
หลงเป่าได้ยินเช่นนั้นก็นึกเห็นใจนาง แต่ก็อดโมโหชายเหล่านี้ไม่ได้ รู้ว่านางเพิ่งเสียสามีก็จะมาฉุดนางแล้ว
"พวกเจ้าสารเลวนัก นางเป็นหญิงอ่อนแอยังกล้าข่มเหงนาง ยังไม่นับที่นางเพิ่งเสียสามีไปอีก หากพวกเจ้าพึงใจนางใยไม่ไปสู่ขอดีๆ มารุมทำร้ายนางเช่นนี้ได้อย่างไร"
"พวกข้าอยากได้นางทั้ง 3 คน หากไปสู่ขอนาง ก็แต่งได้คนเดียว ผู้อื่นก็ไม่ได้เชยชมน่ะสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ชายผู้นั้นกล่าวอย่างเป็นเรื่องสนุก นี่พวกเขาคิดทำร้ายหญิงไม่มีทางสู้เช่นนี้เลยหรือ หลงเป่าไม่ชอบคนเช่นนี้เลยจึงดึงกระบี่ออกจากฝักและพุ่งเข้าใส่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"หากพวกเจ้าอยากได้นางก็ถามกระบี่ของข้าก่อน"
เหล่าชายฉกรรจ์รีบหลบหลีกปลายกระบี่ของหลงเป่าที่พุ่งไปอย่างคล่องแคล่ว ดูท่าทางพอเป็นวรยุทธอยู่บ้าง แต่จะสู้เขาได้หรือไม่ก็ต้องลองดู เขาร่ำเรียนวรยุทธมาจากมารดาและบิดา อีกทั้งองครักษ์เงาก็สอนวิชาต่อสู้ให้เขาจนหมด ไม่มีใครที่สอนเขาได้อีกแล้ว เขาจะสั่งสอนคนเหล่านี้ให้รู้ดีชั่วซะบ้าง
ต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่ง ชายผู้หนึ่งก็พลาดพลั้งโดนปลายกระบี่เฉือนที่แขนยาวเป็นทางเลือดหยดซิบๆ เขารีบกุมแขนร้องโอดโอย
อีกผู้หนึ่งโดนปลายกระบี่ปาดเข้าที่หน้าท้องเป็นแผลยาวเช่นกัน ก้มลงกุมท้องของตนร้องโอดโอย
ชายอีกคนเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งหนี ก่อนจะเกิดบาดแผลขึ้นกับตน เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตตั้งแต่เห็นชายคนแรกโดนกระบี่เฉือนแขนแล้ว
หลงเป่าเก็บกระบี่เข้าฝักและเดินไปประคองหญิงสาวผู้นั้นให้เดินตามเขาไป ทิ้งชาย 2 คนนั่งเลือดอาบอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาประคองหญิงผู้นั้นอย่างทะนุถนอมจนนางแก้มแดงก่ำ แต่ก็เดินตามเขามาอย่างไม่ขัดขืน
"เจ้าพักที่ใด ข้าจะไปส่ง นี่ก็บ่ายคล้อยแล้ว"
"ข้าพักในหมู่บ้านถัดไปนี่เองเจ้าค่ะ ข้าเพียงร้องไห้เสียใจมากไปหน่อยจึงเดินมาเรื่อยๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าจะเดินมาไกลถึงเพียงนี้ จริงๆ ข้าก็ทำใจไว้นานแล้วเจ้าค่ะเรื่องสามี เพราะเขาไปอยู่ชายแดน 3 ปีกว่าแล้ว ข้าแต่งกับเขาตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้ข้าอายุ 18 ปีแล้ว เขาก็ยังไม่กลับมา แต่พอรู้ข่าวว่าเขาจะไม่กลับมาจริงๆ ข้าจึงเสียใจที่อดทนรอเขามานานถึงเพียงนี้ สุดท้ายเขาก็จากข้าไปตลอดกาลแล้ว"
พูดจบนางก็น้ำตาไหลเป็นทางจนหลงเป่าทำตัวไม่ถูก
"เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่ ข้าจะขี่ม้าไปส่งเจ้า ไม่ต้องร้องไห้แล้ว เจ้าหน้าตางดงามเช่นนี้ เดี๋ยวก็มีชายหนุ่มมาทาบทามสู่ขอมากมาย อย่าเสียใจไปเลย"
นางได้ยินหลงเป่าพูดเช่นนั้นก็ชะงักก่อนเงยหน้ามองเขาทั้งน้ำตา แก้มของนางตอนนี้แดงก่ำ ตาบวมช้ำเพราะน้ำตา แต่ก็ดูงดงามยิ่งนัก
"ข้าขี่ม้าเป็นเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงโดนย่ำยีไปแล้ว หากท่านจากไปก็ไม่รู้ว่าข้าจะโดนคนเหล่านั้นทำร้ายอีกหรือไม่"
หลงเป่าได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็เห็นใจ แต่เขาเป็นเพียงคนผ่านทางเท่านั้น คงช่วยเหลือนางได้ไม่มาก จึงคิดว่าหากนางมีสามีใหม่หรือชายคนรักสักคนก็ยังพอจะอยู่ปกป้องคุ้มครองนางได้ เขาจึงเอ่ยแนะนำนางออกไปอย่างไม่คิดอะไรมาก
"หากเจ้ากลัวคนรังแกก็หาสามีใหม่สิ ให้เขาปกป้องดูแลเจ้าจากคนพาลเหล่านั้น"
นางพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จา หลงเป่าพานางเดินมาถึงม้าของเขาพอดี จึงจับตัวนางยกขึ้นบนหลังม้าอย่างเบามือ เขาแทบไม่ได้ออกแรงมากมาย นางตัวเบามากแต่ทำไมรูปร่างถึงดูอวบอัดเช่นนี้นะ หลงเป่าคิดในใจ
หญิงสาวผู้นั้นตกใจเล็กน้อยที่อยู่ดีๆ ก็โดนยกตัวลอยขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ขัดขืนอันใด ท่านผู้มีพระคุณมีนามว่าอย่างไรเจ้าคะเมื่อหลงเป่าขึ้นขี่ม้าประกบด้านหลังนาง แล้วกระตุกเชือกม้าให้ออกเดิน นางก็ถามชื่อเขาทันที
"ข้าชื่อหลงเป่า กำลังเดินทางไปหาบิดามารดาที่เมืองหยางโจว เจ้าล่ะชื่ออะไร"
"ข้าชื่อจิ่วอี้เจ้าค่ะ"
"เจ้าพักอยู่กับใครรึ เหตุใดคนพวกนั้นไม่กลัวว่าจะมีความผิดที่รังแกเจ้า"
"ข้าอยู่ตัวคนเดียวเจ้าค่ะ พ่อแม่ข้าและพ่อแม่สามีล้วนตายจากด้วยโรคระบาดตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ข้ายังรอดจากคนเหล่านั้นมาได้เพราะพวกเขาคิดว่าหากสามีข้ากลับมาคงโดนเขาทำร้าย แต่พอพวกเขารู้ว่าสามีข้าตายแล้ว พวกเขาจึงไม่เกรงกลัวใครเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเหมือนคนตัวคนเดียว"
หลงเป่าพยักหน้าเข้าใจและเห็นใจนาง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอันใด จึงควบขี่ม้าให้ไวขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน
เมื่อมาถึงหน้าบ้านของจิ่วอี้ นางก็ชักชวนให้หลงเป่าเข้ามาดื่มชาและพักผ่อนที่บ้านนาง บ้านของนางเป็นบ้านดินกับไม้ผสมกันขนาดกลาง มี 3 ห้องนอน 1 โถง 1 ครัวแยกอยู่ด้านข้าง
หลงเป่าเห็นว่าเริ่มมืดแล้วจึงคิดว่าพักบ้านนางคงไม่เป็นอันใด จะได้ไม่ต้องนอนค้างในป่า และได้คุ้มครองนางอีกวันก่อนจากไปพรุ่งนี้ หากพวกชายเหล่านั้นยังมารังแกอีก เขาจะได้จัดการขั้นเด็ดขาด
จิ่วอี้จัดเตรียมห้องรับรองให้เขาเรียบร้อยแล้วจึงออกมาจุดไฟทำอาหาร หลงเป่าที่นั่งดื่มชาอยู่ห้องโถงเผลอมองนางเพลินตอนที่นางทำอาหาร นางดูช่างคล้ายมารดาตนตอนทำอาหารยิ่งนัก ท่าทางคล่องแคล่วงดงามยิ่ง
จิ่วอี้เหมือนรับรู้ถึงสายตาที่มองมาก็หน้าแดงก่ำ แต่ก็ไม่ได้พูดอันใด จนเมื่อสำรับอาหารยกมาที่โต๊ะอาหาร หลงเป่าที่เข้าไปเก็บสัมภาระในห้องรับรองของตนเดินออกมาพอดี
"ท่านลองทานดูเจ้าค่ะว่าถูกปากหรือไม่"
"อาหารดูน่าทานทุกอย่างเลย เจ้าดูคล่องแคล่วมากเลยเวลาทำอาหาร"
"ข้าเคยเป็นผู้ช่วยพ่อครัวเหลาใหญ่ในเมืองมาก่อนเจ้าค่ะ แต่พอแต่งสามีแล้วก็ไม่ได้ทำงานอื่นอีก จนทุกคนจากข้าไปหมดแล้วทรัพย์สินทั้งหมดก็เป็นของข้า จึงไม่ได้เดือดร้อนอันใดเพราะอยู่ตัวคนเดียวเจ้าค่ะ เพียงปลูกผักเก็บผักขายบ้างเท่านั้น"
"หากเจ้ามีวรยุทธไว้ป้องกันตัวคงดีกว่านี้ ข้าจะได้จากไปอย่างสบายใจ"
จิ่วอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็นประกาย
"ท่านสอนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ"
"แต่มันต้องใช้เวลา บางคนเป็นปีกว่าจะสามารถไว้ใช้ป้องกันตัวได้ ข้าเองก็ต้องรีบเดินทางด้วยสิ"
"ท่านสอนข้านิดหน่อยลองดูก่อนได้เจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่อยากให้ใครมารังแกอีก หากระยะเวลาสั้นๆ ก็เอาการป้องกันตัวง่ายๆ ก็ได้เจ้าค่ะ"
หลงเป่าจำได้ว่าท่านแม่เคยสอนเคล็ดวิชาป้องกันตัวง่ายๆ ให้พวกเขาพี่น้องตอนเด็กๆ จึงคิดว่าน่าจะสอนนางได้พอดี
"เช่นนั้นข้าจะอยู่สอนเคล็ดวิชาง่ายๆ ให้เจ้าสักหน่อยค่อยจากไปดีหรือไม่"
"ดีเจ้าค่ะ"
จิ่วอี้พยักหน้าดีใจ พลางก้มลงทานอาหารของตน
เมื่อทานอาหารเสร็จจิ่วอี้ก็ไปต้มน้ำใส่อ่างอาบน้ำเตรียมไว้ให้หลงเป่าในห้องรับรอง หลงเป่าลงแช่น้ำอย่างสบายใจจนประตูห้องเปิดออกอีกครั้งและปิดลง อยู่ดีๆ จิ่วอี้เดินเข้ามาหาเขาด้วยชุดขาวบางเบาเพียงชั้นเดียวมองเห็นทุกสัดส่วนนูนต่ำของนาง นางเดินมาพร้อมแปรงขัดตัวและถาดเครื่องหอม ค่อยๆ นั่งลงข้างอ่างอาบน้ำของเขาที่ตอนนี้เขาเปลือยเปล่าอยู่จึงตกใจเล็กน้อย
"เจ้าเข้ามาทำไม ข้าว่ามันไม่เหมาะนะ"
"ข้าเข้ามาปรนนิบัติอาบน้ำให้ท่านเจ้าค่ะ ท่านช่วยชีวิตข้าจากคนเหล่านั้น ข้าอยากตอบแทนท่าน หากไม่ได้ท่านช่วย ข้าเองคงเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย"
"ข้าเห็นคนโดนรังแกก็ช่วยเป็นธรรมดาไม่ได้หวังผลตอบแทนอันใด เจ้าอย่าได้คิดมากเลย"
"ข้าเองอยากมีคนปกป้องดูแลเช่นท่านบอก หากเป็นท่าน จะได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากติดตามท่าน"
หลงเป่างุนงง เขาบอกให้นางหาคนปกป้องก็จริงแต่ไม่ได้หมายถึงเขานี่นา
"ข้าเพียงให้เจ้าหาคนในหมู่บ้านเดียวกันปกป้อง ข้าเองน่าจะไม่เหมาะนะ"
"ท่านเหมาะที่สุดเจ้าค่ะ ท่านทั้งหล่อเหลาเก่งกาจ ข้าขอเพียงเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้ท่านก็ได้ หากท่านไม่พึงใจข้า ขอเพียงข้าได้ติดตามรับใช้เป็นสาวใช้ก็พอเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ต้องการตำแหน่งหรือความรักจากท่านมากมายเพียงมีท่านคอยปกป้องคุ้มครองก็พอเจ้าค่ะ"