บทที่ 20 หลานจะแต่ง ต้องได้แต่ง
และเพราะฮูหยินผู้เฒ่าสีเป็ลมไป เื่ราวจึงจบลงแค่ตรงนี้ พร้อมกับข่าวลือที่พากันลือออกไป ว่าหลานสาวคนสวยของตระกูลสีนั้นช่างใจกล้าหน้าด้านยิ่งนัก ล่อลวงผู้ชาย และยังบังคับบุรุษแต่งงาน
แต่จิวฮวาก็หาได้แคร์ไม่ สุดท้ายก็เป็ไปดังกลอุบาย เมื่อได้แต่งงานไปแล้ว พอเธอรวบหัวรวบหางองค์ชายรองได้ เดี๋ยวก็รักกันไปเอง
อีกด้านหนึ่งเซวียนเฟยหรงที่กำลังเปลี่ยนชุดอยู่ก็จามออกมา พร้อมกับอาการขนลุกซู่ ความรู้สึกคล้ายราวกับมีตาของราชสีจับจ้อง เพื่อรอล่อเหยื่อซึ่งคือเขา ให้เข้าไปสู่ในปากอย่างใดอย่างนั้น
…………………..
ภายในห้องพักห้องหนึ่งที่ทางองค์รัชทายาทจัดเตรียมให้แก่ครอบครัวตระกูลสีที่มาร่วมงานแต่ง บัดนี้ บังเกิดภาพ ชายชรา หญิงเฒ่า และชายหนุ่มอีก 2 คน นั่งล้อมกรอบหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้างุดอยู่ทั้งสี่ทิศ
นายท่านผู้เฒ่าสีถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด ในขณะที่มองหน้าหลานสาวตัวดี ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าสียังคงมีอาการวิงเวียน และต้องพึ่งพายาหอม ส่วนสีจิ้นหง และสีจิ้นเหอ ก็เอาแต่จ้องน้องสาวที่เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเขม็ง ราวกับกลัวว่าถ้าคลาดสายตาน้องสาวของพวกเขาจะวิ่งถลาออกไปไล่จูบชาวบ้านอีกก็เป็ไปได้
หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดนายท่านผู้เฒ่าสีก็หาเสียงของตนเจอ จึงกล่าวออกมาด้วยเสียงเคร่งเครียด “จิวฮวา หลานรู้หรือไม่ว่าหลานได้ทำความผิดอันใดไป”
จิวฮวาเงยหน้าสบตาผู้เป็ตา ก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงหวาน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “ท่านตาเ้าคะ หากหลานจะผิด ก็คงผิดที่สถานการณ์ หลานเพียงแค่ตั้งใจช่วยคนเท่านั้นนะเ้าคะ”
ฮูหมินผู้เฒ่าสีเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังหลานสาว นางอดรู้สึกโมโหไม่ได้ ภาพลูกสาวตัวน้อยในวัย 16 หนาว ที่ลุกขึ้นมาปกป้องชายหนุ่มชาวต่างชาติ ประกาศก้องว่าจะแต่งงานกับเขาเข้ามาซ้อนทับลงบนร่างหลานสาว อาจจะปล่าวได้ว่า เชื้อไม่ทิ้งแถว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แม่ลูกแม้จะไม่ได้เลี้ยงกันมา แต่ลูกสาวก็ยังจะเหมือนกันไม่ผิด “เ้า เ้า ทำไมไม่ตามคนอื่นมาช่วยแทน” หลังจากเ้า เ้าได้สักพัก ฮูหยินผู้เฒ่าสีก็หาเสียงของตนเจอ
ไม่ใช่เพียงแค่ฮูหยินผู้เฒ่าสีจะนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้เท่านั้น ตัวนายท่านผู้เฒ่าสีเองก็จำได้เฉกเช่นเดียวกัน สีเหมยเจียงที่ได้ช่วยเฟอร์กัส เอมอนด์ที่ถูกปล้นเอาไว้ หลังจากผ่าน่เวลาที่ดูแลกันอย่างใกล้ชิด ลูกสาวเขาก็ตกหลุมรัก และตัดสินใจจะแต่งงานกับเ้าหนุ่มนั่นก่อนที่จะถูกขอแต่งงานเสียอีก พอนึกภาพลูกสาวที่ต้องจากแดนไกลไป และต้องตายอย่างน่าเวทนา กับหลานสาวผู้โง่เขลาที่กำลังจะเดินตามรอย ทั้งๆที่กลับมาอยู่ด้วยกันได้ไม่ถึงปี ก็จะถูกพรากไปอีกแล้ว ไม่ได้ เขาจะยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด
ในขณะที่นายท่านผู้เฒ่าสีกำลังจะเอ่ยตำหนิ จิวฮวาก็ลุกจากเก้าอี้ แล้วนั่งคุกเข่าลงบนพื้น ตรงหน้าผู้เฒ่าทั้งสองทันที ดวงตาสีทองเป็ประกายคลอหยาดน้ำตา “ท่านตา ท่านยาย หลานผิดไปแล้วเ้าค่ะ หลานแค่อยากช่วยคนจนลืมนึกถึงหน้าตาวงศ์ตระกูลไป แต่ท่านตา ท่านยายเ้าขา ในตอนนั้น หากหลานไม่ะโลงไป แต่ไปวิ่งตามหาคนมาช่วยแทน ในตอนนี้องค์ชายรองอาจสิ้นพระชนน์ไปแล้วก็ได้นะเ้าคะ ท่านตา ท่านยายอย่าลืมสิคะ ว่าเมื่อหลานช่วยองค์ชายรองขึ้นมาได้ พระองค์ก็หยุดหายใจไปแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีแววตาอ่อนโยนลงทันที เมื่อได้ยินเสียออดอ้อน และเห็นแววตาคลอน้ำตาของหลานสาว “แล้วเ้าทำไมไม่เรียกคนอื่นมาผายปอดแทนเ้าเล่า หรือให้ใครช่วยไปตามหมอ”
จิวฮวาแสร้งหลุบตาลงเล็กน้อย เพื่อหลบซ่อนสายตาซุกซน เมื่อนึกถึงกรรมวิธีการผายปอดที่ตนเพิ่งกระทำไป ด้วยความเขินอายเมื่อนึกเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้ใบหน้าขาวเนียนแดงขึ้นเล็กน้อย หากแต่คนอื่นกลับเข้าใจว่าเ้าของดวงหน้าหวานกำลังอับอายที่กระทำการอุกอาจไป ไม่ใช่เพราะอับอายที่ได้หลอกกินเต้าหู้ชายในดวงใจ “หลานไม่ทันคิดเ้าค่ะ”
“แล้วก็ยังนั่นอีก ไปขอองค์ชายรองแต่งงาน จิวเอ๋อร์ นั่นองค์ชายรองนะ คนที่พี่เคยบอกอย่างไรเล่าว่า 26ชันษาแล้ว หากแต่อายุสมองก็ยังหยุดที่ 8 ชันษา ครอบครัวเราจะปล่อยให้น้องแต่งงานไปกับคนแบบนี้ได้อย่างไร” สีจิ้นหงกล่าวเสียงเข้ม หากจะถามว่าเขาไม่พอใจอะไรที่สุด ก็เป็การที่น้องสาวเขาไปบุ่มบ่ามจัดการสถานการณ์ด้วยตนเอง ไม่ยอมอยู่เงียบๆให้ผู้ใหญ่เข้ามาจัดการ หากจิวฮวาสงบปากสงบคำ เื่อาจจบลงแค่รับรางวัลนิดหน่อย ที่ช่วยชีวิตองค์ชาย จากนั้นก็ต่างคนต่างอยู่ก็ได้ แต่เพราะน้องสาวเขาดันไปประกาศว่าจะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับองค์ชายรองต่อหน้าสาธารณะชน เื่ราวมันจึงซับซ้อนขึ้นมา
หากแต่จิวฮวาก็ไม่ได้สนใจในเื่นั้น เพราะนางนั้นจงใจพูดขึ้นมาเอง ด้วยเกรงว่าอำนาจเงินของตระกูลสี จะทำการปิดข่าวได้สนิทจนเกินไป และสุดท้ายโอกาสในวันนี้ก็จะจบลงที่เธอได้รางวัลเล็กน้อยจากการช่วยองค์ชายรอง และเื่ราวก็จบลงแค่ที่ตรงนั้น
จิวฮวามองไปยังนายท่านผู้เฒ่า ที่กำลังมองเธอมาด้วยความลำบากใจ ตอนนี้เป็ขั้นตอนของการอ้อนคนที่มีอำนาจสูงสุดในกระกูล ซึ่งจิวฮวาจะไม่ยอมพลาด “ท่านตา ท่านยายเ้าขา หลานผิดไปแล้ว แต่หลานเป็ผู้กระทำให้องค์ชายรองเสื่อมเสียจริงๆ หลานก็ต้องรับผิดชอบสิเ้าคะ ถึงแม้อายุสมององค์ชายรองจะเด็กไปสักนิด แต่หน้าตาองค์ชายรองนั้น…” แล้วเธอก็แสร้งหน้าแดงด้วยการนึดถึงการผายปอดอีกครั้ง ก่อนที่จะหลุบตาลง เป็การบอกนัยๆว่าเธอชอบหน้าตาแบบองค์ชายรอง
นายท่านผู้เฒ่าสี หันไปมองหน้าภรรยาที่ร่วมเรียงเคียงหมอน ผ่านสถานการณ์มากมายมาด้วยกันกว่า 50 ปี ที่นั่งข้างๆ ด้วยแววตาลังเลใจ ในจังหวะนั้นเอง จิวฮวาก็เลื่อนตัวไปเกาะขานายท่านผู้เฒ่าสี ก่อนที่จะช้อนสายตาขึ้นมามองท่านตาด้วยแววตาออดอ้อน “ท่านตาเ้าคะ หากหลานแต่งให้กับองค์ชายรอง องค์ชายรองที่ไม่สบายจำต้องอยู่แต่ในเมืองหลวง นั่นก็หมายความว่าหลานเองหลังแต่งงานแล้วก็ยังต้องอยู่ในเมืองหลวงนะเ้าคะ แถมองค์ชายรองก็เหมือนเด็ก 8 ขวบ ถ้าทำอะไรไม่ดี แค่ท่านตาทำหน้าดุใส่ ก็ต้องกลัวจนไม่กล้าทำตัวไม่ดีแน่ๆเ้าค่ะ”
นายท่านผู้เฒ่าสีหลี่ตาลงมองหลานสาวที่กำลังส่งสายตาออดอ้อนมาทางตน ก่อนที่จะคิดตาม หากแต่เป็ความคิดที่แตกต่าง เพราะปัญหาการชิงบัลลังก์ในตอนนี้ที่ฮองเฮาพยายามหลีกเลี่ยง หากองค์ชายรองจะแต่งให้กับหลานสาวตระกูลคหบดี ก็คงไม่มีปัญหา อีกทั้งเ้าเด็กนั่นก็โดนกักตัวอยู่แต่ในเมืองหลวง ต้องอยู่ในสายตา หากทำตัวแย่ๆเขาก็มีอำนาจมากพอที่จะยื่นมือเข้าไปสั่งสอน ทั้งในที่แจ้งและที่มืดได้ “ได้ หากเ้าชอบพอองค์ชายรอง ข้าก็จะหาวิธีให้เ้าได้แต่งกับองค์ชายรองให้เอง”
“ท่านตา” สีจิ้นหง และสีจิ้นเหอร้องท้วงขึ้นมาพร้อมกันด้วยความใ
นายท่านผู้เฒ่าสีหันไปมองหลานชายทั้งสองของตน ก่อนที่จะถอนหายใจออกมา “ตอนที่เจียงเอ๋อร์ แม่ของจิวเอ๋อร์แต่งงานออกไป ตานั้นไม่ทันคิดให้รอบครอบ จึงให้แต่งงานไปอยู่ไกลในที่อำนาจของตานั้นเอื้อมไม่ถึง หากแต่ถ้าจิวเอ๋อร์แต่งให้กับองค์ชายรอง อำนาจตระกูลเราอย่างไรก็ควบคุมได้”
สีจิ้นหง และสีจิ้นเหอจึงเงียบไปเมื่อได้คิดตาม ราชวงศ์ยังต้องพึ่งเงินหลายๆส่วนจากตระกูลสี ทำให้มีความเกรงใจต่อตระกูลเขาค่อนข้างสูง อีกทั้งท่านปู่ของท่านผู้เฒ่าตระกูลสีเองก็ยังเป็สายเืจากตระกูลเซวียน ที่ทำการสละฐานันดร แต่งเข้าตระกูลสีเพราะความรัก ทำให้สีและเซวียน มีความสัมพันธ์กันที่แน่นแฟ้น และซับซ้อน ดังนั้นองค์ชายรองก็คงไม่กล้าทำอะไรไม่ดีกับน้องสาวเขาแน่ๆ ถ้าหากกล้าก็จงเตรียมตัวรอรับความพิโรธของคนตระกูลสีเอาไว้ได้เลย
แต่สีจิ้นเหอนั้นในฐานะพี่ชายที่มีพ่อแม่เดียวกัน ก็อดที่จะกังวลเพิ่มเติมไม่ได้ “จิวเอ๋อร์การแต่งงานนั้นเป็เื่ใหญ่นะ น้องคิดดีแล้วหรือ การที่เราจะอยู่กับใครเราจะมองเพียงแค่หน้าตาของเขาไม่ได้นะ วันนี้องค์ชายรองยังอายุน้อยจึงหล่อเหลา หากแต่เมื่อ 40 ชันษา 60 ชันษาเล่า เมื่อยามนั้นมาถึงความงามก็จะลดลงตามกาลเวลา หากแต่อายุของสติปัญญาจะไม่โตตามไปด้วย ตอนนั้นองค์ชายรองจะยังคงหล่อเหล่าอยู่อีกหรือ เ้าเป็น้องสาวพี่ พี่อยากให้เ้าคิดให้ถี่ถ้วน อย่าตัดสินใจเพียงอารมณ์ชั่ววูบ คู่ชีวิตหาใช่อาภรณ์ ที่เมื่อเ้าเบื่อแล้วจะทิ้งขว้างได้”
จิวฮวาหันไปมองสบตาพี่ชายของตนด้วยแววตาซึ้งใจ ด้วยเพราะเธอรู้ว่าองค์ชายรองนั้นมีโอกาสที่จะหายเป็ปกติได้ เพียงแค่เธอต้องตามหายาแก้พิษนั้นที่ตงฟางชงหยวนเป็คนหามา แล้วนำไปให้องค์ชายรองเสวย เพียงเท่านั้นองค์ชายรองก็จะกลับมาเป็ปกติได้ หากแต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เธอต้องทำให้มั่นใจก่อนว่าองค์ชายรองได้หลงรักเธอแล้ว เพื่อที่เมื่อเขากลับมาเป็ปกติ จะได้ไม่ต้องลงไปในเพลิงแค้น และริษยาดั่งในนิยาย แต่จะมีความรักเป็ดั่งตะเกียงนำทางให้ก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกันได้
“ท่านพี่เ้าคะ หากมองโลกในแง่ดี การที่องค์ชายรองเหมือนดังเด็ก 8 ขวบก็ดีนะเ้าคะ นั่นก็หมายความว่าองค์ชายรองนั้นใสซื่อ และไว้ใจได้ เขาจะไม่โกหก และหลอกลวงข้าอย่างไรเล่าเ้าคะ” เพราะถ้าพูดตามตรง องค์ชายรองที่ดูเหมือนเด็กน้อย ก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น อย่างไรก็ต้องรักษา แล้วเธอก็คิดถึงภาพใต้เท้าหยางขึ้นมา ที่แม้จะแก่แล้วก็ยังจะทำตัวเป็เด็กๆ อย่างน้อยก็ต้องให้เป็ผู้ใหญ่กว่าใต้เท้าหยางสักนิดก็ยังดี จิวฮวาบอกกับตัวเองเบาๆ
สีจิ้นเหอเมื่อได้ยินดังนั้นก็หมดคำพูด น้องสาวเขาได้โดยภาพลวงตาของความงาม หลอกให้ตามืดบอดไปเสียแล้ว พูดอะไรตอนนี้นางก็คงไม่ฟัง คงได้แต่คอยดูอยู่ห่างๆ และเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาเพียงเท่านั้น สีจิ้นเหอบอกกับตัวเอง
แล้วจิวฮวาก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “จะว่าไปสะพานจวนองค์ชายสามก็แปลกนะเ้าคะ ทั้งๆที่ควรจะหมั่นตรวจสอบแท้ๆแต่ก็กลับมาพังเอาง่ายๆแบบนี้ แถมเป็ในวันงานมงคลเช่นนี้ด้วย ประมาทเสียจริง”
เมื่อนั้นนายท่านผู้เฒ่าสีก็มองสบตาไปยังหลานชายคนโตสีจิ้นหง ด้วยดวงตาแววประกายเครียด สีจิ้นหงพยักหน้าเล็กน้อยตอบกลับ เป็การบอกว่ารับทราบ