“พี่คางุยะนี่”
“พี่คางุยะคะ คือว่า...”
เพื่อนๆ ทั้งสามของสึบากิที่วิ่งเข้ามาหากันอย่างหอบเหนื่อย ต่างก็อยากจะถามถึงสึบากิที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หาง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามออกมา
“เข้าใจแล้ว สึบากิที่โดนคำสาปจนกลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางนั่นหน่ะเหรอ”
คางุยะดูเหมือนจะรู้ทันว่าเพื่อนๆ ทั้งสามของเธอนั้นกำลังจะถามถึงอะไร เธอจึงเอ่ยถามในเชิงคาดเดาออกมาเช่นนั้น ทำให้เพื่อนๆ ทั้งสามของสึบากินั้นเริ่มมีความหวังขึ้นมา
“พี่คางุยะพอจะทราบไหมคะ ว่าเขาไปไหนแล้ว”
“มันหนีไปทางนั้นแล้ว”
คางุยะพลางมองขึ้นไปยังท้องฟ้า ตรงทิศทางที่พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นหนีไป
“เดี๋ยวพวกเธอทั้งสามไปรอกันที่บ้านพักก่อนนะ เดี๋ยวพวกฉันจะพาเพื่อนของพวกเธอกลับมาเอง”
สึรุฮิเมะเอ่ยสั่งเพื่อนทั้งสามของสึบากิด้วยความหวังดีต่อพวกเธอ
“ไม่ค่ะ ยังไงพวกเราก็จะไปด้วย”
“พวกเราเคยรับปากกับสึบากิจังไว้แล้ว ว่าพวกเราก็จะปกป้องและอยู่เคียงข้างสึบากิจังเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสึบากิจังก็ตาม”
เพื่อนทั้งสามยังคงยืนกรานว่าจะไปกับคางุยะและสึรุฮิเมะด้วย
“พี่เข้าใจนะ ว่าพวกเธอรักเพื่อนมากแค่ไหน แต่นี่มันอันตรายมากเลยนะ และอีกอย่าง ตอนนี้สึบากิที่กลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางอยู่ในขณะนี้ก็ถูกนางเทวีอสูรฯ ควบคุมจิตใจอยู่ด้วย...”
“ในสถานการณ์แบบนี้ ขืนถ้าหากพวกเธอเข้าไปใกล้สุ่มสี่สุ่มห้า พวกเธออาจจะถูกฆ่าตาย หรือไม่ก็ถูกทำร้ายจนอาการสาหัสก็ได้ พี่ไม่อยากให้พวกเธอเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนั้นด้วย เพราะถ้าหากเมื่อใดที่สึบากิกลับมาเป็นปกติ แล้วได้มารู้ทีหลังว่าพวกเธอคนใดคนหนึ่งเกิดเป็นอะไรขึ้นมาเพราะถูกทำร้าย สึบากิจะต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดนั่น จนไม่กล้ามองหน้าพวกเธออีกเลย ขอให้พวกเธอเข้าใจพี่นะ”
คางุยะพยายามกล่าวอธิบายด้วยความรู้สึกหวังดีต่อเพื่อนทั้งสาม
“แต่จะว่าไป พี่คางุยะเองก็พูดถูกเหมือนกันนะ เพราะถึงแม้พวกเราสามคนจะตามไปด้วย แต่คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา...ก็คงจะช่วยอะไรสึบากิจังไม่ได้อยู่ดี”
ริโกะเริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของคางุยะ เธอพลางถอนหายใจแรงด้วยสีหน้าที่ดูคล้ายกับเศร้าหมอง
“อันที่จริง ฉันเองก็ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว แต่เมื่อพี่คางุยะพูดซะขนาดนี้ มันทำให้ฉัน...เกิดนึกถึงความรู้สึกของสึบากิขึ้นมา ว่าถ้าหากพวกเราคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรขึ้นมา สึบากิจังจะต้องรู้สึกผิดมากแน่ๆ”
“ถ้าหากฉันเป็นสึบากิจังหล่ะก็ ถ้าหากมีพวกเราคนใดคนหนึ่งเกิดเป็นอะไรขึ้นมาเพราะฉัน ฉันจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองอย่างเด็ดขาดเลย”
ซานาเอะกับอาซึสะต่างก็เริ่มคล้อยไปตามคำพูดของริโกะ พร้อมกับถอนหายใจแรงกันยกใหญ่ แก๊งค์เพื่อนทั้งสามต่างก็เริ่มเข้าใจในความหวังดีของคางุยะที่มีต่อพวกเธอ
“พวกเธอไม่ต้องเป็นห่วงนะ เพราะไม่ว่ายังไง พวกฉันจะพาเพื่อนของเธอกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้อย่างแน่นอน”
สึรุฮิเมะเอ่ยรับปากกับแก๊งค์เพื่อนทั้งสาม และแล้ว พวกเธอก็พากันเดินกลับไปรอที่บ้านพักในศาลเจ้าแต่โดยดี จากนั้น คางุยะกับสึรุฮิเมะก็รีบไล่ตามพญาจิ้งจอก 9 หางไปทันที
โดยคางุยะจะขึ้นไปยืนบนก้อนเมฆที่เธอได้เสกขึ้นด้วยพลังเวทย์ ส่วนสึรุฮิเมะนั้นจะขึ้นรถม้าสารถีที่มาในสไตล์บ้านเรือนแบบญี่ปุ่นโบราณขนาดย่อม ซึ่งเกิดจากการแปลงกายโดยทานุกิ ภูติพิทักษ์แร็คคูนอำพราง อันเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของเธอ หลังจากนั้นสักพัก ก็เริ่มมีรถดับเพลิงทั้ง 4 คันรีบมุ่งหน้ามายังศาลเจ้าโอยามะซุมิ พร้อมกับเสียงไซเรนที่ดังสนั่น
เมื่อรถดับเพลิงทั้ง 4 คันได้มาจอดเทียบที่หน้าซุ้มประตูโทริอิที่อยู่ด้านหน้าสุด ก็เริ่มมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิงรีบทยอยกันลงจากรถ แล้วรีบนำสายฉีดดับเพลิงมาต่อเข้ากับแท็งค์น้ำบนรถดับเพลิง ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะรีบทยอยกันนำหัวฉีดดับเพลิงวิ่งเข้าไปในพื้นที่บริเวณทางยาว เพื่อที่จะฉีดน้ำดับเปลวไฟอันร้อนระอุดั่งเพลิงอเวจีที่ลุกโชนออกมาแทบจะหลายๆ จุดในทั่วบริเวณ
หลังจากนั้นต่อมา เปลวไฟทั้งหมดที่ได้ลุกโชนขึ้นตรงบริเวณทางยาวนั้น ก็เริ่มค่อยๆ มอดดับลงจนหมดจดภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง
สักพัก ก็เริ่มมีรถพยาบาลจำนวนหนึ่งพากันแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าซุ้มประตูโทริอิ ก่อนที่จะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่พยาบาลรีบทยอยกันลงจากรถ เพื่อที่จะนำร่างไร้วิญญาณของเหล่าบรรดาแขกผู้ร่วมงานในพิธีบวงสรวงทั้งหมดที่นอนตายเกลื่อนอยู่ตรงบริเวณทางยาวตามจุดต่างๆ ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าออกของศาลเจ้าที่อยู่ด้านในสุดไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ในเกาะโอมิชิมะทันที
ทางด้านคางุยะกับสึรุฮิเมะก็ได้ไล่ตามจนมาถึงที่เมืองชิบุย่าในเขตโตเกียว ซึ่งในระหว่างทางนั้นก็ได้มีเครื่องบินรบทั้ง 2 ลำจากกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศบินผ่านเข้ามาจากทางด้านหลังด้วยความเร็วสูง
พวกเธอทั้งสองต่างก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี จึงรีบตามเครื่องบินรบทั้ง 2 ลำนั่นไป จนได้มาถึงที่กลางสี่แยกชิบูย่า และได้พบกับพญาจิ้งจอก 9 หางที่กำลังออกอาละวาดไปทั่วบริเวณตรงนั้น จนเกิดความเสียหายยับเยินเป็นวงกว้าง และมีเปลวไฟอันร้อนระอุลุกโชนไปตามอาคารสิ่งก่อสร้าง และตามพื้นถนนต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ละแวกนั้นหลายๆ จุด พร้อมกับควันไฟจำนวนมากที่ลอยฟุ้งขึ้นมา
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีร่างไร้วิญญาณของเหล่าบรรดาผู้คนนับพันกว่าชีวิตนอนตายเกลื่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่บริเวณสี่แยกชิบูย่าที่อยู่ในสภาพพังเสียหายยับเยิน ในท่ามกลางแสงจากเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่ลุกโชนไปตามจุดต่างๆ ทั้งบนถนนและอาคารสิ่งก่อสร้าง พร้อมกับกลิ่นคาวจากเลือดที่ไหลออกจากช่องปากและจมูกอันแสนจะอึดอัดจนแทบอยากจะเบือนหน้าหนีที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณสี่แยก
การที่เหล่าบรรดาผู้คนบริสุทธิ์นับพันกว่าชีวิตต้องมานอนตายเกลื่อนกันอยู่แบบนั้น มาจากการที่พวกเขาทั้งหมดล้วนถูกฆ่าตายโดยสึบากิที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางทั้งสิ้น
คางุยะกับสึรุฮิเมะเมื่อได้มาเห็นพื้นที่บริเวณสี่แยกชิบุย่าที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น ก็เริ่มมีสีหน้าตกใจขึ้นมาในทันที ดวงตากลมโตคู่งามของพวกเธอทั้งสองนั้นเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม พวกเธอทั้งสองก็รีบมุ่งหน้าตรงเข้าไปหาพญาจิ้งจอก 9 หางที่อยู่เบื้องล่างทันที
ณ พื้นที่บริเวณสี่แยกชิบุย่านั้น มีกลุ่มพลทหารราบจากกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินต่างก็ทยอยกันวิ่งตรงไปเผชิญกับพญาจิ้งจอก 9 หางที่เป็นเป้าหมาย พร้อมกับรถหุ้มเกราะติดตั้งอาวุธปืนอีก 4 คัน
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเคียวโกะก็กำลังแอบยืนดูสถานการณ์จากในมุมมืด พลางใช้พลังปีศาจในการควบคุมจิตใจของสึบากิที่ได้กลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางผ่านสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุที่สวมไว้ที่คอของสึบากิ ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาด้วยความเลือดเย็ดและอำมหิตอย่างสุดๆ
เจ้าอิซานางิ หรือเจ้าชายฮิโกโบชิ นี่คือสิ่งที่ข้าจะแสดงให้เจ้าได้เห็น ว่ามีผู้บริสุทธิ์อีกหลายชีวิตต้องมาตายเพราะนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ
เมื่อได้มาอยู่ที่ตรงหน้าเป้าหมายในระยะ 40 เมตร กลุ่มพลทหารราบเหล่านั้นต่างก็รีบวิ่งเข้าไปหลบตามที่กำบังทันที ส่วนทางด้านพญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหากลุ่มพลทหารราบอย่างช้าๆ