ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 83 ครอบครัว

    บทที่ 83ครอบครัว

    “พยายามได้ดีมาก”

     

            

            มือหยาบเอื้อมไปกดกริ่งหน้าประตูรั้วไม้บานใหญ่หักห้ามใจไม่ให้กระแทกปุ่มนั่นรัวๆเข้าไปอย่างตื่นเต้น มาโมรุยกมือค้ำกำแพงรั้วหายใจหอบอย่างเหนื่อยล้าเพราะตั้งแต่ลงรถไฟมาเขาก็รีบวิ่งสุดฝีเท้ามาที่นี่โดยไม่ยอมหยุดพัก

            

            นับตั้งแต่ที่ฟื้นสติกลับคืนมานี่ก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว มาโมรุค้นพบว่าตัวเขานั้นได้พ่ายแพ้ให้แก่เรดอีกครั้งแต่ทว่าในการต่อสู้ที่ผ่านมาครั้งล่าสุดนั้นมันทำให้บางสิ่งบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจจางหายไปในตอนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองว่าเขาอยู่ที่ไหนโลกหลังความตายที่เขาเห็นดูธรรมดาจนเกินไป มันทำให้เขาคิดว่าเขาแค่หลับไปเท่านั้นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้นก็แค่ฝันร้าย แล้วเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา และพบว่าโทวะกำลังจ้องหน้าเขาอยู่

            

            มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่เขาได้เห็นโทวะอีกครั้งตอนแรกเขาคิดว่าโทวะเองก็ได้ตายลงไปในการต่อสู้ที่เอิร์ธมูนนั้นพร้อมกันกับเขาแต่พอหมอนั่นฟาดสันมือลงบนหลังคอโดยไม่คิดจะออมมือนั่นมันทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขานั้นไม่ใช่ความฝัน เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆโทวะเองก็ยังมีชีวิตอยู่ แถมยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่อยู่กับเขาด้วยแล้วพอเขารู้ว่าเท็ตสึยะเองก็กลับมาแล้ว ชินก็เหมือนกัน มันทำให้เขาทั้งโล่งใจและประหลาดใจเด็กหนุ่มนึกสงสัยว่าเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้พวกเขาต้องมาสู้กับพวกนักรบอเวจีมันคืออะไรกันแน่แต่พอโทวะพยายามอธิบายให้ฟังว่าบางทีคนที่จะต้องจบเรื่องในคราวนี้ลงอาจไม่ใช่พวกเขาแต่เป็นพี่มาซารุกับมินาโยะเขาถึงได้รู้สึกว่าคนที่ต้องพยายามอย่างมากเพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็คือสองคนนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันทั้งอบอุ่นและเศร้าใจ

            

            มินาโยะกลับมาหลังจากเขาเธอกลับมาช้ากว่าพวกเขาราวๆหนึ่งวันได้เด็กสาวหมดสติไปตอนที่ร่างของเธอปรากฏขึ้นมาพร้อมกับวงแหวนเวทในห้องรับแขกที่บ้านชินทุกคนในบ้านดูเตรียมพร้อมมาก ราวกับรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนั้นนานาโกะกับอาจารย์มิซากิก็อยู่ด้วยกันที่นั่นพร้อมกับแม่ของชินที่เข้ามาช่วยดูอาการของมินาโยะ พวกเขาบอกว่าเธอปลอดภัยดีแต่เพียงแค่ยังไม่รู้สึกตัวก็เท่านั้นในตอนนั้นมาโมรุจำไม่ได้ว่าระหว่างเขากับโทวะ ใครร้องไห้ออกมาก่อนกัน

            

            หลังจากมินาโยะกลับมาได้ไม่นานพ่อของชินก็ติดต่อไปหาปู่ของเขาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและย้ำให้มั่นใจว่าทุกอย่างจบลงได้ด้วยดีเขาไม่รู้ว่าทางนั้นคุยอะไรกันบ้าง และพ่อชินบอกแค่ว่าพี่เองก็กลับมาอย่างปลอดภัยมันทำให้เขาร้อนรน มาโมรุไม่รู้ว่าหลังจากที่ปล่อยให้พี่ไปช่วยมินาโยะแล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างกับคนทั้งคู่

            

            เด็กหนุ่มโทรศัพท์กลับไปที่บ้านทันทีบอกพ่อกับแม่ว่าเขาสบายดี และขอร้องให้ทางนั้นช่วยติดต่อปู่ให้เขาด้วยเขาไม่มีเบอร์ที่บ้านปู่ เพราะมาโมรุไม่ได้คุยกับปู่มานานมากแล้วเขาได้ยินเสียงพ่อหัวเราะ และเสียงร้องไห้ของแม่ที่ดังสะอื้นมาตามสาย ก่อนที่สายจะถูกโอนไปยังบ้านใหญ่แล้วไม่กี่วินาทีต่อมา พี่ก็เป็นคนรับสายเขา

            

            มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากกว่าตอนที่เขาได้สู้กับเรด ในวินาทีแรกที่ได้ยินเสียงของพี่มาโมรุพูดอะไรไม่ออกเลย มีความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น แต่เขาไม่สามารถบรรยายมันออกมาเป็นคำพูดได้โชคดีที่พี่เกิดนึกเอะใจว่าจู่ๆปลายสายที่โทรเข้ามาหาแล้วก็เงียบไปนั้นอาจจะเป็นเขาก็ได้พี่จึงได้ทักขึ้นมา

            

            ‘มาโมรุเหรอ?’

            

            ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงของพี่นั้นเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาอุดตันอยู่ที่คอ ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่

            

            ‘ผมเอง’ น้ำเสียงของเขานั้นสั่นระรัว

            

            มีความเงียบเกิดขึ้นระหว่างเขากับพี่มาโมรุไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรก่อนดี ควรจะถามว่าพี่สบายดีก่อนไหม?แต่เขาก็คิดว่านั่นเป็นคำถามที่งี่เง่าพี่ต้องสบายดีสิถึงได้ลุกขึ้นมารับโทรศัพท์ได้ งั้นคำถามถัดไปที่ควรจะเลือกมาถามคืออะไรสงครามจบลงแล้วใช่ไหม? เกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างพี่กับมินาโยะ?พี่ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า? พี่กินข้าวแล้วหรือยัง?คำถามต่างๆมากมายเหล่านั้นพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา แต่มีสิ่งเดียวที่เขาอยากรู้และเป็นคำถามที่เขาอยากถามพี่มาตลอด มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเอ่ยถามออกไปโดยไม่คิดอะไรอีก

            

            ‘มันจบแล้วใช่ไหม?’ เขาถามพลางนึกถึงคำพูดที่เขาเคยเอ่ยกับพี่ไว้ เขาไม่รู้ว่าพี่จะจำมันได้ไหมเพื่อความมั่นใจ เขาจึงได้ถามย้ำไปอีกครั้ง ‘กลับบ้านด้วยกันเถอะ’

            

            ‘อืม’

            

            แล้วมาโมรุก็จำอะไรไม่ได้เลยต่อจากนั้น

             

             

                 


            เสียงไม้ค้ำกระทบพื้นหินดังมาจากด้านในบ้านมาโมรุสะดุ้ง พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่พังประตูบ้านเข้าไปด้านใน หลังจากนับหนึ่งถึงสามสะกดกั้นอารมณ์ที่พวยพุ่งอยู่ภายในอกเอาไว้ประตูรั้วไม้บานใหญ่เปิดออกหลังจากนั้น

                 

             “มาโมรุ?”

                 

            ชายชราเอ่ยทักเสียงแหบแห้งใบหน้าอิดโรยกว่าครั้งล่าสุดที่พบกันอย่างเห็นได้ชัด

                 

            “มาทำอะไรที่นี่?ทำไมไม่โทรบอกก่อนว่าจะมา”

                 

            “ผมมาหาพี่ พี่อยู่มั๊ยฮะ?”

                 

            มาโมรุถามด้วยน้ำเสียงรัวเร็วทั้งเหนื่อยทั้งตื่นเต้น

                 

            “ถ้าโทรมาบอกก่อนก็คงจะห้ามไว้ได้ทันอยู่หรอกมาซารุเพิ่งออกไปเมื่อกี้นี่เอง”

                 

            “ออกไป? ออกไปไหน?”

                 

            เด็กหนุ่มลืมลงท้ายหางเสียงอย่างไร้มารยาทแต่คนสูงวัยกว่าไม่ถือเอาความ บอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนแต่ก็อารีว่า

                 

            “ก็กลับบ้านไปแล้วน่ะสิ”

                 

            มาโมรุยืนค้างอยู่สามวินาทีเต็มๆจ้องมองชายชราจนแทบจะนับรอยฝ้าและตีนกาบนใบหน้าสูงวัยนั่นได้ครบทุกจุดคนอาวุโสกว่าจ้องตาเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ แล้วมาโมรุก็เพิ่งได้สติ

                 

             “กลับบ้านเหรอ? กลับบ้านใช่ไหมฮะ?”

                 

            เด็กหนุ่มแทบจะคว้าคอปู่ขึ้นมาเขย่าด้วยความรู้สึกลิงโลดถ้าไม่ติดว่าเห็นสีหน้าอ่อนล้านั่น

                 

            “ขอบคุณฮะปู่ ผมกลับบ้านก่อนนะ แล้วเดี๋ยวจะมาเยี่ยมใหม่”

                 

            มาโมรุพูดด้วยน้ำเสียงระรัวแล้วรีบวิ่งออกจากตัวบ้านไปทันที

                 

            “เดี๋ยว มาโมรุ!”

                 

            เสียงของปู่ตะโกนไล่ตามหลังชี้ไม้ค้ำมาที่เขา มาโมรุหันกลับไปมองโดยที่ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง

                 

            “พยายามได้ดีมาก!”

                 

            ชายชราตะโกนด้วยน้ำเสียงและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่รอยยิ้มบางปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น

                 

            มาโมรุหันไปโบกมือให้ตะโกนตอบกลับไปก่อนจะมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ

                 

            “แน่อยู่แล้ว! ก็ผมเป็นหลานของปู่นี่ฮะ!”

     

                 

                 


            มาโมรุวิ่งมาถึงสถานีรถไฟด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้เรี่ยวแรงเต็มแก่อาศัยคานไม้ในชานชาลาเล็กๆเป็นที่พิงร่างก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตารางเวลาเดินรถภาวนาอยู่ในใจตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านปู่ว่าขออย่าให้รถไฟที่จะมุ่งหน้าสู่ฮิคาริงาโอกะเข้าเทียบชานชาลาในวินาทีใดวินาทีหนึ่งนี้เลย

                 

            แล้วเขาก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรถขบวนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดจะเข้าเทียบชานชาลาในอีกห้านาทีข้างหน้าเด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเพื่อเค้นพลังเฮือกสุดท้ายเดินตรงไปที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เลือกสถานีปลายทาง  หยอดเหรียญ แล้วรับตั๋วติดมือมา

                 

            ร่างสูงของเด็กหนุ่มเดินผ่านแผงกั้นหันซ้ายแลขวามองหาคนที่ทำให้เขาดั้นด้นมาจนถึงที่นี่แล้วเขาก็หาตัวพี่ชายในสถานีรถไฟเล็กๆแห่งนี้ได้ไม่ยากเลย

                 

            ร่างสูงโปร่งของมาซารุยืนอยู่หน้าชานชาลาเด็กหนุ่มอยู่ในชุดไปรเวทดูสุภาพ ไหล่ข้างหนึ่งคล้องกระเป๋ากีฬาใบเล็กไว้นัยน์ตาสีเทาคมเข้มจ้องมองไปยังทุ่งนาเวิ้งว้างเบื้องหน้าคิดอะไรอยู่นั้นก็สุดแล้วแต่มาโมรุจะคาดเดา

                 

            เหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมองร่างสูงนั่นหันมาหา ปะทะเข้ากับนัยน์ตาสีแดงสดของคนที่เฝ้ามองอยู่คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ

                 

            “มาโมรุ?” คนเป็นพี่พึมพำเมื่อร่างสูงของคนเป็นน้องเดินเข้ามาใกล้“มาทำอะไรที่นี่?”

                 

            “มารับพี่”มาโมรุพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบแทบขาดใจ ขณะที่มาซารุเลิกคิ้ว 

                 

            “ก็ไหนสัญญาว่าจะกลับด้วยกันไง”

                 

            กว่าเขาจะพูดคำนั้นออกไปได้รถไฟก็แล่นเข้ามาเทียบชานชาลาพอดีมาซารุจ้องมองคนตรงหน้า ทั้งประหลาดใจทั้งดีใจก่อนจะยิ้มมือใหญ่วางพาดลงบนศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีดำสนิทออกแรงผลักให้คนตัวเล็กกว่าตามเขามา

                 

            “งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ”

     

     

                 


            “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ?ทำไมถึงยังไม่มีการติดต่อมาจากบ้านใหญ่เลยทั้งๆที่มาโมรุก็ติดต่อกลับมาแล้วแท้ๆ”

                 

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอกมั้งทางนั้นอาจจะกำลังยุ่งๆอยู่ก็ได้”

                 

            “แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าจะบอกสักนิดนะคะว่ามาซารุเป็นยังไงบ้างไม่รู้ล่ะ!ฉันโทรไปที่นั่นอีกรอบดีกว่า”

                 

            “หยุดเลยนะ! อีกรอบของคุณน่ะมันรอบที่สิบแล้วนะครับคุณคุมิโกะ”

                 

            เจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

                 

            “ก็โทรไปแล้วไม่เห็นมีใครรับสายสักทีนี่คะ!”

                 

            “อีกครึ่งชั่วโมงค่อยโทรไปใหม่ก็ได้คุณเล่นโทรไปทุกๆสองสามนาทีแบบนี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของบ้านล่ะก็คงถอดสายโทรศัพท์ทิ้งไปแล้วล่ะ”

                 

            คนที่นั่งอยู่ที่โซฟาเอ่ยขึ้นมาอย่างใจเย็นเปิดหน้าตำราอาหารไปมาอย่างผ่านๆนานๆครั้งจะส่งรอยยิ้มไปให้คนที่เดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องนั่งเล่นมาได้เกือบครึ่งค่อนวันแล้ว

                 

            “พักหน่อยสิ ยาคุมิคุณเดินไปเดินมาจนผมปวดหัวแล้วนะ”

                 

            “คุณเองก็ทำอะไรบ้างสิคะ! นั่นลูกเราทั้งคนนะคะจุน!”

                 

            “ผมก็กำลังทำอยู่นี่ยังไงล่ะ”

                 

            “ทำอะไรคะ?เปิดตำราอาหารแก้ว่างอย่างนั้นเหรอ?”

                 

            คนถูกเอ็ดใส่เพียงแต่ส่งรอยยิ้มแห้งๆไปให้มือใหญ่ตบลงบนเบาะข้างตัว

                 

            “มานี่สิ ยาคุมิช่วยผมเลือกหน่อยว่าถ้าลูกกลับมาจะทำอะไรเลี้ยงดี”

                 

            “กลับมาก่อนค่อยคิดแล้วกันค่ะ!”คุณนายเจ้าของบ้านสะบัดเสียงใส่ เดินตรงดิ่งไปที่โทรศัพท์เครื่องเล็กตรงมุมห้องอีกรอบ

                 

            “สองนาทีพอดีเป๊ะ!”เจ้าของบ้านบอกพลางเหลือบมองนาฬิกา“รออีกยี่สิบแปดนาทีแล้วค่อยโทรไปแล้วกันนะ ถ้าฝั่งโน้นไม่ถอดสายโทรศัพท์ทิ้งไปล่ะก็ ผมจะทำเอง”

                 

            “จุน!”

                 

            หญิงสาวร้อง ขณะที่เจ้าของบ้านได้แต่ส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลิกหน้าหนังสือในมือตัวเองไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน

     

     

                 


            ขณะที่อีกฟากของกำแพงบ้านร่างสูงของเด็กหนุ่มสองคนกำลังมุ่งหน้ามายังบ้านไม้หลังใหญ่ใกล้ศาลเจ้าคนหนึ่งเร่งฝีเท้าเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย อีกคนเหมือนฝีเท้าจะผ่อนลงไปเมื่อเห็นจุดหมายอยู่ไม่ไกลจากตรงหน้าแล้วในที่สุดเด็กหนุ่มคนหลังก็หยุดเดินเมื่อสิ้นสุดเขตกำแพงศาลเจ้าหากเขาก้าวเท้าออกไปอีกแม้เพียงแค่ก้าวเดียว สถานที่ที่เขาโหยหามาตลอดก็จะมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

                 

            บ้านไม่เคยเปลี่ยนไปจากความทรงจำแต่คนในบ้านนั้นเล่าจะยังคงต้อนรับเขาอยู่ไหมมาซารุคิดอย่างหวาดวิตกขณะที่ยืนนิ่งอยู่หน้ากำแพงรั้วบ้านร้อนถึงคนเดินนำต้องหันกลับมามองหลังอย่างประหลาดใจพลางรั้งร่างสูงใหญ่กว่าตัวเองให้ออกเดินตามมา

                 

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า”

                 

            มาโมรุบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นฉุดร่างของพี่ชายให้มายืนประจันหน้าอยู่กับรั้วบ้านส่วนตัวเขาถอยไปอยู่ด้านหลัง อยากให้คนตรงหน้าเขานั้นเดินกลับเข้าบ้านด้วยพลังของตัวเอง

                 

            มาซารุถอนหายใจเงยหน้าขึ้นมองหลังคาบ้านเสียงโหวกเหวกดังลอดมาจากด้านในขณะที่เด็กหนุ่มพยักหน้าให้ตัวเองอย่างให้กำลังใจสูดลมหายใจลึกเข้าปอด แล้วมือหยาบก็เอื้อมไปกดกริ่งหน้าประตู

                 

            “บ้ารึไง!”

                 

            มาโมรุตบมือนั่นดังเพี๊ยะทั้งโกรธทั้งตลกกับท่าทีของคนที่ไม่ได้กลับมาบ้านมานาน

                 

            “มีใครเขากดกริ่งก่อนเข้าบ้านตัวเองกัน”

                 

            แล้วคนเป็นน้องก็เดินนำเข้ามาในบ้านผลักประตูรั้วออกก่อนจะลากเอาคนข้างหลังเขาตามมาด้วยมือใหญ่กระชากประตูบ้านเปิดออกส่งเสียงตะโกนร้องเข้าไปในบ้านกลบเสียงโวยวายของคุณนายเจ้าของบ้านในห้องนั่งเล่น

                 

            “กลับมาแล้ว!”

                 

            มาโมรุตะโกนลั่นสุดเสียงเสียงของแม่เงียบลงในทันใดก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังลอดออกมา

                 

            “กลับมาแล้วเหรอมาโมรุทำไมไม่บอกแม่ก่อนล่ะว่าจะกลับมา--”

                 

            น้ำเสียงท่อนท้ายกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อคนพูดเห็นเด็กหนุ่มอีกคนยืนอยู่หน้าประตูบ้านที่เปิดค้างไว้

                 

            “มีพัสดุมาส่ง”

                 

            มาโมรุตะโกนบอกแม่หันไปมองคนเป็นพี่ที่กำลังยืนจ้องตู้เก็บรองเท้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

                 

            “มาซารุ” ยาคุมิพึมพำยกมือป้องปากขณะที่น้ำตาไหลพราก แล้วเจ้าของบ้านก็เดินออกมาจากห้องนั่งเล่นจ้องมองไปที่ลูกชายคนโตด้วยใบหน้าที่เกลื่อนรอยยิ้ม

                 

            “มาซารุ!”

                 

            ร่างของคุณนายเจ้าของบ้านโผเข้ากอดเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูบ้านน้ำตาไหลอาบไหล่หนาของเด็กหนุ่มเป็นทางยาว ขณะที่คนถูกกอดยืนนิ่งเหมือนท่อนไม้ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงดีกับผู้หญิงที่กอดเขาแน่น ร่างทั้งร่างนั้นสั่นสะท้าน

                          

            “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”

                 

            คนเป็นพ่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพาร่างของมาโมรุเดินเข้ามาใกล้ มาโมรุกระตุกชายเสื้อแม่ก่อนจะโอบกอดร่างของคนที่รักทั้งสองคนไว้แน่น

                 

            มาซารุดูเหมือนจะตื่นตะลึงไปชั่วครู่เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อ สีหน้าเจ็บปวดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง

                 

            “ผม...”

                 

            เขาพึมพำ อยากจะพูดคำว่าขอโทษแต่บางทีคำคำนั้นมันอาจทำให้คนที่กอดเขาไว้ราวกับกลัวว่าร่างกายเขาจะแหลกสลายหายไปจะเสียใจมากไปกว่าเดิม

                 

            “ผมกลับมาแล้ว”

                 

            เสียงสะอื้นดังลั่นเมื่อคนที่กอดเขาแน่นละทิ้งความพยายามที่จะกลั้นเสียงร้องเอาไว้มาซารุตื่นตะลึง ใบหน้าและขอบตาร้อนผ่าวเขารู้สึกว่าร่างของมาโมรุที่กอดเขาอยู่กระตุก มีหยดน้ำตาไหลซึมกระทบแผ่นอกเขาเขากอดร่างของแม่กับน้องไว้แน่นขณะที่พ่อเดินเข้ามาใกล้โอบกอดพวกเขาไว้ด้วยความรักและกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลมันทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่เขาใฝ่หาอย่างแท้จริง

                 

            “พยายามได้ดีมาก พวกลูกพยายามได้ดีมาก”

                 

            แล้วมาซารุก็ไม่รู้ตัวแล้วว่าหยดน้ำอุ่นๆที่ไหลเปื้อนเสื้อผ้าและใบหน้าเขานี่เป็นของใครมาโมรุ แม่ หรือตัวเขาเองกันแน่

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน