ตอนที่99 เดินทางสู่ดาวเอเอส
ระหว่างเสิ่นอี้ทำการซ่อมแซมไทม์แมชชีนอยู่นั้นเขาจำเป็นที่จะต้องทำร้ายเพื่อนเป็นระยะเพื่อให้หมดสติ จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญในการทำงานอันเร่งด่วนโดยตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนขโมยอาวุธของเหล่าทหารดาวเจอรัลตามสัญญา
กระนั้นเขาจำเป็นที่จะต้องเลือกไปทำภารกิจยังดาวเอเอสให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วถึงจะกลับมาช่วยเหลือพรอคที่เจ็ดอีกครั้ง โดยหวังว่าเพื่อนจะยังสามารถรอดตัวเพื่อรอคอยเขาได้
กระทั่งงานซ่อมแซมของเสิ่นอี้สำเร็จลงในวันที่เจ็ดซึ่งเขาพบว่าต้องเค้นความรู้ทั้งหมดทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ออกมาเพื่อทำการซ่อมแซมไทม์แมชชีนให้ได้
“ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จจนได้คงต้องแจ้งข่าวให้พรอคที่เจ็ดรู้ก่อน ไม่งั้นเผื่อหลบออกไปจากที่นี่เดี๋ยวได้ถูกพวกทหารจระเข้ฆ่าทิ้งเสียเปล่า”
เสิ่นอี้จ้องมองไทม์แมชชีนที่มีรูปร่างทรงกลมสมบูรณ์แบบเหมือนเดิมพลางรู้สึกโชคดีที่มีกลุ่มคนของดาวเจอรัลมาตรวจสอบห้องทดลองนี้ห่าง ๆ ช่วยให้เขามีเวลาซ่อมแซมจนสำเร็จได้
“พรอค! เฮ้!พรอคที่เจ็ด! ตื่นเร็วเข้า!”เสิ่นอี้ตบหน้าสลับด้วยการตบไหล่เพื่อนเบา ๆ เพื่อเรียกให้ฟื้นสติ
“อื้อ......” พรอคที่เจ็ดฟื้นตัวขึ้นมาและเตรียมตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นตกใจ
ทว่าเขาถูกเสิ่นอี้ใช้มือปิดปากไว้แน่นพร้อมส่งสัญญาณให้เงียบเสียง ก่อนเอ่ยออกมาโดยหวังให้เพื่อนเข้าใจความหมายของตนว่า
“ชู่ววววว.....เงียบก่อนฟังฉันให้ดีนะ ฉันจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่งชั่วคราวนายหลบซ่อนตัวในนี้ไปก่อน อย่าเพิ่งออกไปจนกว่าฉันจะกลับมาแล้วพวกเราค่อยไปขโมยอาวุธพวกมันด้วยกัน เข้าใจที่ฉันพูดไหม”
พรอคที่เจ็ดส่งสัญญาณให้เสิ่นอี้เลิกปิดปากมันโดยมันกระพริบตาปริบ ๆ เพื่อพยายามทำความเข้าใจความหมายของเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ก่อนพยักหน้าเข้าใจแล้วกล่าวตอบเสียงแผ่วเบาว่า
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ รีบไปรีบกลับมาละ”
“ตกลง!ฉันให้สัญญาว่าจะกลับมาช่วยเหลือแกแน่นอน แต่ตอนนี้ฉันต้องไปก่อนหวังว่าแกจะหลบอยู่เงียบ ๆ นะ อย่าไว้ใจอุปกรณ์อำพรางมากนัก”
เสิ่นอี้พยักหน้ายืนยันเพราะเขาไม่เคยคิดผิดสัญญากับเพื่อนจึงตั้งใจที่จะรีบทำภารกิจบนดาวเอเอส แล้วค่อยกลับมาช่วยเหลือเพื่อนต่อไป
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าพรอคที่เจ็ดเข้าใจเจตนาตนแล้วเขากวาดสายตามองสำรวจรอบห้องทดลองแห่งนี้ที่แยกส่วนมาจากห้องทดลองใหญ่ก่อนตัดสินใจไปนั่งอยู่ในไทม์แมชชีนในลักษณะนั่งชันเข่าแล้วกดปุ่มปิดฝาครอบลงมาครอบตัวไว้ภายใน
ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าไทม์แมชชีนจะสามารถนำตนกลับไปสู่ดาวเอเอสในช่วงก่อนเริ่มต้นสงครามล่าล้างจักรวาลได้ทันเวลาจากนั้นกดปุ่มเริ่มการทำงานเพื่อให้ไทม์แมชชีนนำตนไปสู่ดาวเอเอสในทันที
ครั้นชายหนุ่มกดปุ่มเริ่มการทำงานของไทม์แมชชีนพลันเกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วห้องทดลอง จนดึงดูดบรรดาทหารและเอสเปอร์นักวิทยาศาสตร์ของดาวเจอรัลให้วิ่งกรูเข้ามาในห้องทดลองจำนวนมาก
เสิ่นอี้จากไปแล้วโดยปล่อยให้พรอคที่เจ็ดนั่งขดทำตัวลีบเล็กและเงียบเชียบที่สุด เนื่องจากการเดินทางหายตัวไปของชายหนุ่มได้เรียกความสนใจจากบรรดาทหารและเอสเปอร์ให้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุในทันที
“เกิดอะไรขึ้นในนี้อธิบายให้ฉันฟังทีสี” หัวหน้าทหารจระเข้เอ่ยสั่งการบรรดาทหารเสียงดังลั่น
มันอยากรู้เหตุความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในห้องทดลองซึ่งเป็นห้องที่ไม่มีทหารเฝ้าสังเกตการณ์สักตัว จึงเป็นกังวลว่าห้องทดลองจะกลายเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของศัตรูได้
“น่าจะมีการรั่วไหลของพลังงานบางอย่างเกิดขึ้นแต่ฉันตรวจสอบแล้ว พบแค่แหล่งเก็บหินพลังงานชำรุด คงเกิดจากสาเหตุนั้นแน่พวกเราจะรีบซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็ว”
เอสเปอร์วิศวกรตัวหนึ่งรูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวเป็นสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจพวกทหารเท่าใดนักมันชื่นชอบการทำงานอย่างสันโดษมากกว่าที่จะมีทหารจำนวนมากเฝ้าจับตามองตลอดเวลาจึงเอ่ยแก้ข่าวที่อาจทำให้หัวหน้าทหารต้องส่งทหารเข้ามาประจำการอย่างจริงจัง
“จริงหรือ?!”หัวหน้าทหารหรี่ตามองพลางสอบถามเอสเปอร์รูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวใหญ่โตผิดปกติ
มันไม่อยากเชื่อคำกล่าวอ้างของเหล่าเอสเปอร์วิศวกรเท่าใดนักทว่าไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะเอาผิดบรรดาวิศวกรพวกนี้ได้มันจึงส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ ก่อนสั่งการให้ทหารออกไปเฝ้าประจำการหน้าห้องทดลองและให้เดินตรวจตราเป็นระยะโดยไม่สนใจท่าทางไม่พอใจของบรรดาเอสเปอร์ทั้งหลาย
“เสิ่นอี้เจ้ารีบกลับมานะ ข้ากลัวว่าจะหลบอยู่ที่นี่ไม่ได้นานนัก”
พรอคที่เจ็ดหลบซ่อนตัวอยู่มันพึมพำขึ้นมาเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้คนอยู่ในห้องทดลองเล็กแห่งนี้อีกแล้วพลางรู้สึกกังวลใจว่าชายหนุ่มจะหายตัวไปนานจนทำให้มันไม่สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในนี้ได้อีก
..........
เวลานี้เสิ่นอี้วาร์ปผ่านไทม์แมชชีนมาในปีจักรวาลที่หนึ่งร้อยสิบสองเป็นช่วงปีที่กองทัพดาวเจอรัลเหิมเกริมบุกกวาดล้างและเข้ายึดครองดาวเคราะห์ทั้งหลายในจักรวาลโกลด์ฮอร์ส
ชายหนุ่มมาโผล่ยังซากปรักหักพังแห่งหนึ่งในเขตเมืองกีชาเป็นเมืองที่เพิ่งถูกกองทัพดาวเจอรัลบุกเข้ามาทำลายล้างได้สำเร็จ ทว่าถูกกองทัพทริปเปิลเอสกวาดล้างจนต้องถอยร่นออกจากดาวเอเอสไปก่อนหน้าไม่นานนัก
เขาพบสัญญาณแจ้งการเดินทางมาถึงปลายทางในไทม์แมชชีนร่วมกับการสั่นสะเทือนเงียบหายไป จึงกดปุ่มเปิดฝาครอบออก พลางกวาดสายตามองรอบตัวแล้วรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งมีอุณหภูมิสูงผิดปกติจากผลกระทบของอาวุธที่ยังหลงเหลืออยู่
“เกือบไปแล้วไหมละหากฉันไม่ได้ใส่ชุดอเนกประสงค์อยู่ คงได้ถูกรังสีอัลตราไวโอเลตที่เหลืออยู่เผาจนไหม้แน่เลย”
เสิ่นอี้เอ่ยพึมพำด้วยความหวาดกลัวเขาพบว่าบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีกำจัดผู้ที่หลงเหลืออยู่ให้สูญสลายไปด้วยกลวิธีของพวกดาวเจอรัล
ทว่าชายหนุ่มโชคดีที่ยังคงสวมชุดอเนกประสงค์ติดกายมาจากโลกพลางนึกขึ้นได้ทันทีว่าชุดดังกล่าวอาจสร้างปัญหาให้กับเขาได้เมื่อเดินทางกลับไปยังโลกแล้วว่า
“ตายละ! ฉันลืมนึกไปเลยว่าใส่ชุดอเนกประสงค์ให้อาจารย์กับพวกทหารไปแล้ว อาจมีปัญหาตามมาได้แน่เลย แต่ก็ไม่แน่นักหรอกบางทีมันอาจช่วยให้ฉันเรียนจบได้เร็วขึ้น”
ทันใดนั้นเสิ่นอี้คิดในมุมบวกและตระหนักได้ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้างชุดอเนกประสงค์ขึ้นมานั้นอาจช่วยให้เขาสามารถทำวิทยานิพนธ์ขอจบการศึกษาก่อนกำหนดได้จึงคลายความกังวลในส่วนนี้ทันที
เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกจากไทม์แมชชีนเครื่องเล็กกะทัดรัดแล้วนำไทม์แมชชีนเข้าเก็บไว้ในกล่องล่องหนก่อนที่จะตรวจสอบค้นหาผู้คนเพื่อสอบถามสถานการณ์ล่าสุดของที่นี่
ถึงแม้เขาจะตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบผ่านอุปกรณ์วิเคราะห์สภาพแวดล้อมจากไทม์แมชชีนแล้วแต่เขารับรู้เพียงว่าตนเองมาโผล่ในดาวเอเอสช่วงปีใดเท่านั้น ฉะนั้นจึงต้องการรับรู้ข้อมูลล่าสุดเพื่อตามหาตัวแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพ
ทริปเปิลเอส
เขาต้องการแจ้งเตือนพวกเธอให้ระมัดระวังกองทัพดาวเจอรัลให้ดีเนื่องจากพวกมันสามารถพัฒนาอาวุธร้ายกาจอย่างลำแสงดีวาสได้สำเร็จแล้ว
ในเวลานี้เสิ่นอี้ขาดผู้ช่วยคนสำคัญอย่างเหมียวน้อยหรืออินทรีดำไปเพราะมันกำลังทำหน้าที่หลอกล่อทหารดาวเจอรัลอยู่บนดาวเจที ชายหนุ่มจึงต้องช่วยเหลือตนเองเมื่อวาร์ปมายังดาวเอเอสในอนาคตอีกหลายร้อยปี
ระหว่างที่เสิ่นอี้กำลังวิ่งสลับเดินเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางที่คาดเดาว่าเป็นที่ตั้งของเมืองเอเอสวันเมืองหลวงของดาวเอเอสอยู่นั้น พลันมียานโดยสารของผู้คนดาวเอเอสที่ต่างพากันขนย้ายครอบครัวอพยพหนีภัยสงครามแวะเข้ามาสอบถามเขาอย่างเป็นมิตรว่า
“เฮ้! พ่อหนุ่ม!มาจากที่ไหนละเนี่ย ไม่รู้หรือว่าคนกำลังย้ายหนีออกจากที่นี่แล้ว”
ชายชราเครายาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีเงินเอ่ยถามเสิ่นอี้แทนสมาชิกในครอบครัวที่มีหลากหลายกลุ่มอายุนับสิบคนในยานโดยสารทรงยาวรีขนาดใหญ่ด้วยความแปลกใจ
ชายชราเครายาวสามารถสื่อสารกับผู้คนภายนอกยานโดยสารได้โดยไม่ต้องเปิดฝาครอบยานออกมาเนื่องจากสภาพแวดล้อมโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตอันน่าหวาดหวั่น
“ผมกำลังจะไปเมืองเอเอสวันมันไม่ได้ไปทางนี้หรอกหรือครับ”
เสิ่นอี้หยุดวิ่งแล้วสอบถามชายชราด้วยความแปลกใจเขาพบว่าทิศทางที่กำลังวิ่งมุ่งหน้าไปนั้น เป็นทิศทางที่มองเห็นจากระยะไกลแล้วพบว่ามีตึกสูงเทียมฟ้าเป็นจำนวนมาก จึงเข้าใจได้ว่าเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของดาวเอเอสแน่นอน
“แต่ก่อนก็ใช่อยู่หรอกแต่ตอนนี้เมืองลอยขึ้นไปอยู่ทางโน้นแล้ว พวกเขาพร้อมทำสงครามกับพวกเจอรัลแล้วล่ะพวกเราก็เลยต้องอพยพเตรียมพร้อมเหมือนกัน”
ชายชราพยักหน้ายอมรับพลางชี้นิ้วไปอีกทิศทางหนึ่งซึ่งมีเงาเมืองลอยฟ้าขนาดใหญ่มหึมาลอยอยู่กลางอากาศ เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการยกเมืองที่มีอาคารสำคัญทั้งหลายย้ายสถานที่ตั้งแห่งใหม่
เสิ่นอี้หันหน้าไปมองตามทิศทางชี้นิ้วของชายชราเขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและเป็นกังวลเนื่องจากกลัวว่าจะไปสื่อสารกับกองทัพทริปเปิลเอสไม่ทันการณ์
เสิ่นอี้ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากชายชราทันทีโดยเขาอ้างถึงสมาพันธ์ดวงดาวแห่งสันติภาพและดาวเอวาที่เคยเดินทางจากมาว่า
“ท่านผู้เฒ่าครับผมขอความช่วยเหลือได้ไหม ผมมีความจำเป็นจะต้องไปแจ้งเตือนกองทัพทริปเปิลเอสให้รู้ตัวก่อนผมมาจากดาวเอวา ดาวที่ตั้งของสมาพันธ์ดวงดาวแห่งสันติภาพช่วยพาผมไปพบแม่ทัพใหญ่หน่อยครับ”
.********************.
เริ่มตั้งแต่ตอนที่98 เป็นต้นไป ไรต์เปิดให้อ่านฟรีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจบเรื่อง
โดยจะติดเหรียญในตอนสุดท้ายเท่านั้นเชิญอ่านและร่วมติดตามไปด้วยกันจนจบเรื่องนะจ้า
(อัปทุกวันพฤหัสบดีเหมือนเดิม)