บทที่112แตกพ่ายในคราเดียว
ขุมอำนาจเปลี่ยนมือ พรรคเอกยาจกเปลี่ยนหัวปู้ชิงเถาทวงคืนความยุติธรรมแก่บิดาและเหล่าคนมากมายที่สูญเสียไปจากแผนร้ายของเจิ้งกวนได้สำเร็จตอนนี้ทุกสิ่งในพรรคเอกยาจกหวนคืนสู่ทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว ปู้ชิงเถาที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เร่งฟื้นฟูพรรคเอกยาจกพร้อมด้วยเพิ่มภารกิจพรรคให้เหล่าขอทานในสังกัดคอยสร้างคุณงามความดีให้แก่ปฐพีเพื่อเป็นการไถ่โทษในสิ่งที่เคยกระทำพรรคเอกยาจกในยุคของปู้ชิงเถาจึงเริ่มถูกผู้คนยกย่องมากกว่าการสาปแช่งเฉกเช่นเมื่อตอนที่เจิ้งกวนดูแล
จนถึงตอนนี้ปู้ชิงเถาได้จัดการเรื่องราวภายในพรรคได้อย่างดีเยี่ยมแล้วสิ่งติดค้างใดของปู้ชิงเถาก็ไม่หลงเหลืออีก แต่ภารกิจของปู้ชิงเถายังอีกยาวไกลแลรอให้มันจัดการจึงถึงคราวที่ฮุ่ยจวินจักต้องแยกจากเพื่อก้าวเดินในเส้นทางแห่งปณิธานของตนต่อ
“ทำไมถึงต้องเร่งรีบนัก"
ปู้ชิงเถามองเงาหลังที่ยืนตระหง่านของน้องร่วมสาบานพร้อมกับคำถามที่เอ่ยออกมา
ฮุ่ยจวินทอดสายตามองฟ้าที่ว่างเปล่าเนื่องจากดวงอาทิตย์ได้ลาลับ
“เพราะความสงบสุขของปฐพีมิอาจรอได้"
ปู้ชิงเถามองตามสายตาของฮุ่ยจวิน
“เจ้าพร้อมแล้วหรือ"
ฮุ่ยจวินทอดถอนใจ
“เพราะไม่พร้อมจึงต้องรีบ"
ปู้ชิงเถาเดินเข้าไปตบลงยังบ่าของมัน
“โปรดจำเอาไว้ ข้ารวมถึงพรรคเอกยาจกอยู่ข้างเจ้าเสมอหากเพียงเจ้าออกปาก ต่อให้บุกน้ำลุยไฟพวกเราก็จะไม่ปริปาก”
ฮุ่ยจวินหันกลับมามองพี่ร่วมสาบานอย่างซาบซึ้ง
“วันนั้นอาจมาถึงและอาจลำบากพวกท่านแล้วทว่าวันนี้ยังมิใช่เวลา อาศัยเพียงพวกเรายังมิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้"
“ข้ารู้ว่าพวกเราหรือแม้แต่พรรคเอกยาจกทั้งหมดก็มิต่างจากมดปลวกในสายตาพวกมันแต่เพราะเป็นเช่นนี้ข้ายิ่งคิดไม่ออกว่าเจ้าจะเลือกเดินเช่นไร"
“ข้าเองก็มิอาจหาคำตอบว่าจักต้องทำเช่นไรต้องใช้คนมากแค่ไหนจึงจะเปลี่ยนแปลงฟ้าได้”
ปู้ชิงเถาทอดสายตามองท้องนภาเบื้องบน
“เพราะคนมิอาจเอื้อมมือถึงฟ้า จึงยากนักที่จะเปลี่ยนแปลงฟ้านั่นช่างเป็นคำถามที่มิอาจหาคำตอบจริงๆ ว่าต้องอาศัยคนมากเท่าไหร่จึงจะเปลี่ยนแปลงฟ้า"
ฮุ่ยจวินมองฝ่ามือทั้งสองของตน
“เพราะไม่มีคำตอบ คนเราจึงจำเป็นต้องดั้นด้นหา"
ปู้ชิงเถาหันกลับมามองฮุ่ยจวิน
“น้องข้า เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ"
ฮุ่ยจวินตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“ชั่วชีวิตนี้ข้าถูกฟ้าปฏิเสธแลไล่ล่ามามากพอแล้วหากอยากเปลี่ยนแปลงฟ้า ถึงคราวที่ข้าต้องออกล่าคืนกลับบ้าง"
ปู้ชิงเถามองน้องร่วมสาบานอย่างห่วงกังวลเพราะการสนทนาเมื่อครู่มิใช่ว่าพึ่งเอ่ยถึงเรื่องพลังอำนาจแลกำลังคนที่จะใช้ต่อต้านฟ้าหรอกหรือตอนนี้ต่อให้ฮุ่ยจวินเก่งกาจขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่หากตัวคนเดียวหวังประหัตถ์ประหารแปรเปลี่ยนฟ้านั่นก็ยากที่จะเห็นหนทางแห่งการสัมฤทธิ์ผลแล้ว
“ข้าจะไปกับเจ้า"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ตอนนี้พรรคเอกยาจกต้องการท่าน และยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูหากท่านทำนุบำรุงแลขัดเกลาให้พรรคเอกยาจกสมบูรณ์พร้อมกว่าที่เป็นได้ นั่นจึงจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยข้าในอนาคต”
ปู้ชิงเถาเข้าใจในสิ่งที่ฮุ่ยจวินต้องการจะสื่อแต่เพราะร่วมเดินทางด้วยกันมาอย่างยากลำบาก มันจึงบังเกิดความเป็นกังวลอยู่บ้างในการร่ำลาในครานี้
“เจ้าพูดก็มีเหตุผล หากข้าฟื้นฟูพรรคให้แกร่งกร้าวแลสมบูรณ์กว่าที่เป็นได้นั่นย่อมเป็นประโยชน์ต่อเจ้าอย่างมหาศาล… ทว่าในส่วนของข้าแล้วพี่ใหญ่คนนี้เป็นห่วงเจ้าจากใจจริง"
ฮุ่ยจวินประสานมือ
“ข้าซาบซึ้งในน้ำใจนี้ แต่พี่ใหญ่ท่านน่าจะรู้จักข้าดี…ข้าอาจจะเป็นคนที่สวรรค์มิชอบ แต่ข้าก็เป็นคนที่ปรโลกไม่ต้องการเช่นเดียวกันฉะนั้นข้าจะไม่เป็นอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้เห็นรอยยิ้มแห่งผืนปฐพีอย่างแท้จริง”
ปู้ชิงเถาเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า
“จนกว่าจะถึงตอนที่เจ้าเรียกหาข้า ข้าจะสร้างพรรคเอกยาจกให้แข็งแกร่งแลเป็นมือเป็นเท้าที่มั่นคงดั่งขุนเขาไว้รอเจ้า”
ฮุ่ยจวินแย้มยิ้ม
“ลำบากท่านแล้ว"
“นี่ยังไม่ถึงครึ่งที่เจ้าได้เคยช่วยข้าด้วยซ้ำ"
ฮุ่ยจวินประสานมือแล้วโครงศีรษะแทบจรดผืนดิน
“เป็นบุญของข้าจริงๆ ที่ได้พานพบพี่ใหญ่เช่นท่าน"
ปู้ชิงเถารับการคารวะจากชายหนุ่ม
“นั่นก็นับเป็นวาสนาสูงสุดของข้า…น้องรอง รักษาตัวด้วย"
ฮุ่ยจวินเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้มจากใจจริง
“ท่านก็เช่นกัน"
หลังจากล่ำลากับปู้ชิงเถาผู้เป็นพี่ชายร่วมสาบานฮุ่ยจวินมันก็ได้มุ่งหน้าสู่แคว้นซานถิ่นฐานแห่งบ้านเกิด กลับไปครานี้มันมิได้หวังจะกลับไปบ้านเกิดแต่เพราะมันได้ใช้เวลาตรึกตรองมาหลายวัน กอปรกับได้สนทนากับปู้ชิงเถาเมื่อครู่ มันจึงรู้ตัวว่าหากคิดจะล่าฟ้าแปรเปลี่ยนสวรรค์มันต้องอาศัยกองกำลังแลปัจจัยอีกมากมาย ตอนนี้มันยังไม่มีคำตอบว่าต้องอาศัยกองกำลังมากเท่าไหร่ที่จะต่อต้านฟ้าได้ทว่ามันก็มีเป้าหมายในจิตใจแล้วว่าจะเริ่มต้นจากที่ใดก่อน
ตอนนี้ทั้งปฐพีต่างรู้ว่าเจ็ดพรรคใหญ่กำลังระส่ำเจ็ดประมุขล้วนสติฟั่นเฟือนมิอาจกุมอำนาจ เหล่าผู้อาวุโสในพรรคต่างแบ่งฝักฝ่ายเพื่อต้องการจะยึดครองซ้ำยังมีเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายคอยก่อกวนแก้แค้นแลหวังทำลาย หากที่ใดเหมาะแก่การเพาะบ่มแลรวบรวมกองกำลังที่นั่นคงจะเป็นเจ็ดพรรคใหญ่ที่เปรียบดังเงาแห่งเทวะวจนะแล้ว!
เมื่อมีเป้าหมายจึงมีจุดเริ่มต้น ฮุ่ยจวินจึงได้มุ่งไปยังแคว้นซานอันเป็นแผ่นดินเกิดและเลือกพรรคภูษาทมิฬซึ่งตั้งอยู่บนแคว้นซานเป็นเป้าหมายแรก!
.
.
.
แม่น้ำร้อยลี้ในช่วงไม่กี่เดือนที่แล้วเรือจากเจ็ดพรรคใหญ่ซึ่งรวบรวมเหล่าผู้กล้าไร้สังกัดทั่วปฐพี รวมถึงเรือของพรรคเอกยาจกพึ่งเดินทางเข้าไปผจญภยันตรายมาในวันนี้กลับมีเรืออีกลำมุ่งฝ่ากระแสธารอันเชี่ยวกรากและสภาพที่แสนอันตรายของแม่น้ำร้อยลี้มุ่งสู่ตอนเหนือที่มากไปด้วยปริศนาอีกแล้วเรือลำใหญ่นี้ไม่ขึ้นธงว่าเป็นเรือของสังกัดหรือค่ายพรรคใด พวกมันเพียงต้องการเดินทางไปอย่างเงียบเชียบไร้การเปิดเผยเท่านั้นทว่าตัวตนที่โดยสารอยู่บนเรือ แม้มันจะพยายามปกปิดมากเท่าไหร่ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรสืบสายโลหิตของธรรมบาลแห่งยุทธ์แล้วมันก็ยากที่จะปกปิดตัวตนมิให้ผู้ใดรู้ได้
ที่แท้เรือใหญ่ที่ปกปิดตัวตนลำนี้ก็ล้วนโดยสารมาโดยคนจากวิหารยุทธ์อันเป็นหนึ่งในสี่วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเทวะวจนะ!
แม่น้ำร้อยลี้พึ่งพ้นผ่านความวุ่นวายได้มินานความสุขสงบตามธรรมชาติพึ่งคืนกลับ บัดนี้กลับมีเงาแห่งมรสุมเกาะกุมขึ้นอีกแล้ว ซ้ำดูแล้วมรสุมลูกนี้ยังอาจจะนำพาภัยพิบัติมาสู่แม่น้ำร้อยลี้อันเต็มไปด้วยปริศนาแห่งนี้ได้
บุรุษตาเดียวสะพายดาบหัวตัดลายพยัคฆ์ มันผู้ที่เป็นธุระจัดการแลรักษาความเรียบร้อยบนเรือแห่งนี้หลังจากจัดการเรื่องราวเสร็จสรรพ วางแผนการเดินเรือและหาทางอยู่รอดเหนือสภาพทางธรรมชาติที่มากด้วยความร้ายกาจเป็นที่เรียบร้อยมันก็รีบขึ้นมารายงานผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในการเดินทางครั้งนี้ทันใด
“ท่านหัวหน้าสูงสุด หากเรือเกยสันวังวนไปได้เมื่อไหร่พวกเราก็จะสามารถเข้าสู่เขตตอนเหนือของแม่น้ำร้อยลี้แล้ว"
หลังจากบุรุษตาเดียวรายงาน บุรุษหนุ่มหน้าตาคมคายในชุดคลุมดำก็ผงกศีรษะ
“ดี ครั้งนี้ข้าจักต้องสร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงให้แก่บิดาให้จงได้"
บุรุษตาเดียวกล่าวประจบ
“ท่านหัวหน้าสูงสุดมาด้วยพรสวรรค์และความสามารถมาครั้งนี้จักต้องกระทำการสำเร็จแน่"
บุรุษหนุ่มทอประกายตาที่พึงพอใจมองฝ่าม่านหมอกออกไปยังเบื้องหน้า
“แต่ที่นี่สมกับเป็นสถานที่อันเป็นปริศนาเพียงเดินทางเข้าสู่อาณาเขตมันข้าก็ต้องเสียกำลังคนไปมิน้อย แต่หากเรื่องที่เจ้าพวกขอทานชั้นต่ำรายงานมาเป็นเรื่องจริงต่อให้ต้องสังเวยมือดีอีกกี่ชีวิตก็นับว่าคุ้มค่า"
บุรุษตาเดียวผงกศีรษะเห็นพ้อง
“มีแต่เสียสละจึงจะบังเกิดชัยชนะ ท่านหัวหน้าสูงสุดนับว่าท่านมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในปณิธานยิ่งเช่นนั้นแล้วความสำเร็จก็คงไม่หนีไปไหน"
วาจาพึ่งเอ่ยออก เรือลำใหญ่ที่พวกมันใช้โดยสารอยู่ก็ชะงักในทันใดเรือที่กำลังแล่นบนสันคลื่น เรือที่ใกล้จะหลุดจากวังวนน้ำอันเชี่ยวกราก ตอนนี้จู่ๆกลับคล้ายชนเข้าใส่หินก้อนใหญ่ ทว่าที่ตรงหน้ากลับไม่มีหิน!
บุรุษหนุ่มจึงมองไปที่บุรุษฉกรรจ์ตาเดียว
“เกิดสิ่งใดขึ้น"
บุรุษตาเดียวจึงรีบประสานมือ
“เดี๋ยวข้าจะไปดู"
ก่อนที่มันจะทะยานมุ่งสู่หน้าเรือไป
ขณะที่ทุกผู้บนเรือกำลังวุ่นอยู่กับการควานหาต้นตอที่ทำให้เรือชะงักค้างมิอาจเคลื่อนต่อหางตาของบุรุษหนุ่มชุดดำที่อยู่บนจุดสูงสุดของเรือก็เหลือบไปเห็นสันน้ำที่ลอยค้างจนดูกับน้ำแข็งที่นิ่งสนิทก้อนหนึ่ง
ภาพตรงหน้าแน่นอนว่ามิใช่มวลน้ำแข็งในแดนเหมันต์เป็นแน่ยิ่งเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนก็จักยิ่งเห็นว่ามันเป็นเพียงมวลน้ำที่กระเซ็นซ่านขึ้นเป็นสันขนาดใหญ่มันกลับเป็นสันน้ำที่นิ่งค้างสายหนึ่ง
บุรุษชุดดำหัวหน้าสูงสุดของวิหารยุทธ์ได้สังเกตุมองสรรพสิ่งที่อยู่รอบบึงน้ำแม้จะมีม่านหมอกบดบังสายตา แต่มันก็ยังพอเห็นว่าไม่เพียงแต่สันน้ำที่นิ่งค้าง สรรพสิ่งที่อยู่โดยรอบก็เสมือนนิ่งค้างไปด้วย!
นี่มิใช่เพียงปริศนาอันยากคาดเดาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว!
ขณะที่บุรุษหนุ่มชุดคลุมดำกำลังจะตะโกนสั่งการเสียงขลุ่ยครวญบทหนึ่งก็พลันลอยตามกระแสลมเข้ามากระทบโสต เสียงขลุ่ยนี้ราวกับเสียงบัญชาจากแดนสวรรค์คล้ายเป็นคำขู่ให้พวกมันหันหัวเรือคืนกลับจากแม่น้ำร้อยลี้แห่งนี้ไป!
บุรุษตาเดียวได้ฟังเพลงขลุ่ย นัยน์ตาที่เหลืออยู่ข้างเดียวก็พลันไหวระริกครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่มันไปไล่ล่าสังหารสองทารกแฝดสายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลหลงที่เขาเถาหมิงซานมันก็เคยได้ยินเสียงขลุ่ยครวญที่ทรงพลังอำนาจนี้ มันจึงกล่าวเสียงสั่นเครือ
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุน!”
บุรุษตาเดียวผู้นี้ก็คือเอี้ยงเซี่ยแห่งวิหารยุทธ์มันจดจำเพลงขลุ่ยนี้ได้จึงคำรามก้องขึ้น เมื่อได้ยินนามของอวิ๋นเซี่ยวซุนก็ทำให้บังเกิดความระส่ำบนเรือปริศนาและความอันตรายของแม่น้ำร้อยลี้ได้บั่นทอนจิตใจของคนบนเรือมามากพอแล้ว การได้ยินถึงการมาของจอมมารแห่งปฐพีอย่างอวิ๋นเซี่ยวซุนยิ่งทำให้พวกมันแทบจะขวัญหนีดีฝ่อตัวตนที่สามารถต่อกรกับมหาเทวะของพวกมันได้ ตัวตนที่สามารถทำให้มหาเทวะต้องเข้าสู่ภาวะจำศีลมิอาจเหยียบย่างบนผืนปฐพีได้จนถึงตอนนี้มันผู้นั้นจะธรรมดาได้อย่างไร
ทว่าบุรุษหนุ่มชุดคลุมดำผู้ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในครานี้กลับแสดงสีหน้าที่พึงพอใจการมาของมันก็เพื่อตามหาอวิ๋นเซี่ยวซุน ในเมื่อมันพบอวิ๋นเซี่ยวซุนแล้วก็นับว่าการมาของมันไม่เสียเปล่า
ชายหนุ่มจึงตะเบ็งเสียงคำรามลั่น
“พวกเจ้าอย่าได้กริ่งเกรงมัน อวิ๋นเซี่ยวซุนในตอนนี้ก็เปรียบดั่งราชสีห์ที่ไร้เล็บและจนตรอกตัวหนึ่งมันได้รับผลกระทบจากมหาเทวะของพวกเราไม่น้อยแล้ว เพียงพวกเราก็สามารถที่จะปิดชีพมารชั่วผู้นี้ได้"
ตูมมม
พึ่งสิ้นเสียงคำกล่าว ตัวเรือก็คล้ายถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบเข้าใส่จนปรากฏช่องโหว่กอปรกับมวลน้ำที่นิ่งค้างก็พลันซัดกวาดหมุนวนขึ้นอีกครา ตัวเรือจึงพังทลายแลบังเกิดน้ำไหลซัดราวกับทำนบแตกทันใด
หนึ่งการลงมือของจอมมารแห่งปฐพี เรือลำใหญ่จากวิหารยุทธ์ก็พลันอับปางในทันที!
หลังโขดหินก้อนหนึ่ง บุรุษที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนสวมชุดนักพรตเก่าโทรมกำลังนั่งถือขลุ่ยไม้ไผ่ในมือมันมองภาพมหัศจรรย์ไท่จี๋ที่ทรงอานุภาพทำลายตัวเรือให้จมลง ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่
“อาจารย์"
สตรีในชุดคลุมแดงโลหิตได้เห็นมันกระอักไอก็เบิกตาโพลงแล้วรีบเข้ามาตรวจดูด้วยความเป็นห่วง
“ท่านไม่น่าฝืนร่างกายที่บาดเจ็บเรื้อรังกระทำเช่นนี้"
บุรุษในชุดนักพรตผู้นี้หากมิใช่อวิ๋นเซี่ยวซุนแล้วจะเป็นใครมันมองเรือที่กำลังอับปางพลางเช็ดคราบโลหิตมุมปาก ก่อนกล่าวว่า
“ทำลายเรือครั้งหนึ่ง หากช่วยยืดระยะเวลาให้แก่คนในบึงลี้ลับได้ผลกระทบใดที่รับมาก็คุ้มค่าแก่การกระทำ"
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“แต่นั่นจะทำให้เวลาของท่านเหลือน้อยลง"
อวิ๋นเซี่ยวซุนกลับมองขลุ่ยไม้ไผ่ที่มีสภาพเก่าเกอะจนแทบจะดูไม่เป็นขลุ่ยในทุกที
“ข้าอยู่มานานมากพอแล้ว เวลาของข้าจึงไม่มีคำว่าน้อยอีกต่อไป"
แววตาของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตดูหมองลง
“อาจารย์”
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองศิษย์รักข้างกาย
“ไปกันเถอะศิษย์ข้า ยังมีอีกหลายสิ่งที่อาจารย์ต้องรีบถ่ายทอดให้แก่เจ้าและยังมีอีกหลายสถานที่ที่เจ้าจะต้องมีโอกาสได้ไปเห็น"
“รวมถึงบึงลี้ลับด้วยหรือไม่”
“อย่างน้อยพวกเราก็ควรไปเตือนพวกมันให้ได้เตรียมตัว”
กล่าวจบ โขดหินจากที่เคยมีสองร่างอยู่ก็กลับกลายเป็นธาตุอากาศที่ว่างเปล่าส่วนเรือที่อับปางได้เริ่มถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากพัดพาให้คืนกลับสู่ฝั่ง อวิ๋นเซี่ยวซุนไม่เพียงปลดปล่อยพลังทำลายเรือแต่มันยังฝืนใช้พลังญาณหลายส่วนควบคุมพลังธรรมชาติพัดพาให้คนเหล่านั้นออกจากน่านน้ำทางตอนเหนือนี้ด้วยซึ่งนั่นก็ทำให้คนเหล่านั้นสามารถหลบหนีขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
แต่คนเหล่านั้นหาได้สำนึกขอบคุณในเรื่องนี้ไม่พวกมันอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่พวกมันเรียกว่าจอมมารมีจิตใจที่สูงส่งเพียงไหน พอพวกมันรอดตายพวกมันก็เพียงมีแต่นัยน์ตาที่ฉายแววถึงความเดือดดาลแลคลั่งแค้น โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มในชุดคลุมดำบุตรชายของธรรมบาลแห่งยุทธ์มันรู้แล้วว่าราชสีห์แม้ไร้เล็บแต่ก็ยังเป็นราชสีห์ พลังที่ทำลายเรือเมื่อครู่โดยที่มันมิอาจตั้งตนต่อต้านคือคำยืนยันชั้นดีมันจึงไม่ดึงดันที่จะมุ่งหาตัวของอวิ๋นเซี่ยวซุนต่อ แต่มันได้เก็บความคลั่งแค้นจนเกิดเป็นเงามืดในใจแล้วหนีกลับไปเพื่อวางแผนที่จะคืนกลับมาเอาชีวิตของจอมมารแห่งปฐพีผู้นี้ให้จงได้
การเดินทางของพวกมันในตอนแรกมาด้วยความเร่งรีบและข้อมูลที่ไม่ชัดเจนพอจึงจำต้องย่อยยับคืนกลับไปอย่างราบคาบ ในคราวหน้าพวกมันจักต้องเตรียมการให้มากกว่านี้วางแผนให้รอบคอบกว่านี้ และจักต้องนำกำลังยอดฝีมือที่มากกว่านี้เพื่อมาจัดการกับอวิ๋นเซี่ยวซุนให้เด็ดขาด!