ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_94_เริ่มแผนตอบโต้สายฟ้าฟาด

    หลิวชิงหยู่เป็นคนมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง


    เมื่อเขาตัดสินใจจะจัดการกับ พวกซือเจิ้นเฉียง ความคิดของเขาก็ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังจากเข้าร่วมการประชุมในช่วงบ่าย หลิวชิงหยู่ก็ยุ่งมากขึ้น ในเวลาที่ไม่มีคนจับตามองเขาก็หยิบสมุดบันทึกและปากกาออกมา พร้อมพิจารณาประเด็นต่างๆ เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง


    เขามีนิสัยที่ชอบวางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือเคลื่อนไหว ด้วยสาขาที่เขาเรียนมันเกี่ยวข้องกับพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ หลิวชิงหยู่ได้สร้างโปรแกรมจำลองการฝึกภารกิจให้หน่วยของเขาก่อนเริ่มออกปฏิบัติการจริง จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนหลายชั้น ตลอดเวลาเขาคอยปรับปรุงพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นที่นิยม และเมื่อเขาได้กลายเป็นสมาชิกหน่วยรบพิเศษ หลิวชิงหยู่ก็ได้นำวิธีนี้มาใช้จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขา


    ก่อนอื่นเขาจะจัดลำดับความสำคัญแยกงานรองงานหลักและวัตถุประสงค์ต่างๆ ออกก่อน และคอยคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ล่วงหน้า โดยปกติเขาจะเริ่มเก็บงานจากจุดประสงค์รองที่คนมองข้าม แต่ท้ายที่สุดมันก็จะบรรลุวัตถุประสงค์หลัก เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ไปทีละชิ้น นอกจากการจำแนกวัตถุประสงค์หลิวชิงหยู่ยังพิจารณาถึงเหตุการณ์เหนือความคาดหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในการดำเนินแผนการของเขา ว่าถ้าหากมันเกิดขึ้นเขาจะตอบโต้อย่างไร และเมื่อบรรลุเงื่อนไขทั้งหมด เขาก็จะมากำหนดเป้าหมายขั้นต่อไป


    กล่าวได้ว่ามันไม่มีทางคลาดเคลื่อน แน่นอนว่ามันเป็นเพียงการคำนวณล่วงหน้า หลิวชิงหยู่รู้ดีว่าการวางแผนเป็นเพียงการคาดเดาถึงโอกาสความเป็นไปได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่เมื่อดำเนินการจริง มันย่อมไม่มีแผนการที่สมบูรณ์ ในโลกนี้มีแค่ผู้หยั่งรู้เท่านั้นที่จะวางแผนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่ว่าจะวางแผนรัดกุมเพียงใด แต่หากสถานการณ์ผิดไปจากที่คำนวณไว้และเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่ทดสอบนักวางแผนว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคฝ่าฟันสถานการณ์ไปได้หรือไม่ ดังนั้นแผนการที่ดีคือการควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการตั้งแต่ต้นจนจบ


    ตั้งแต่ออกจากกองทัพเขาไม่เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้เลย อีกอย่างความขัดแย้งระหว่างเขากับซือเจิ้นเฉียงและเสวี่ยเหวินหลงเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เขาไม่จำเป็นต้องเค้นสมองในการจัดการ เพราะลำพังแค่วิธีการเล็กๆน้อยๆก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ในฐานะนายกเทศมนตรี เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะกำจัดเลขาธิการพรรคประจำตำบล รวมถึงผู้ว่าการเทศมณฑล เขาจึงไม่ผลีผลามบุ่มบ่ามลงมือ หริวเฟยพ่อของเขาเคยย้ำอยู่เสมอว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นอย่าได้ประมาทศัตรูแม้อีกฝ่ายจะอ่อนแอกว่า


    ในขณะประชุม ข้าราชการสูงวัยคนหนึ่งที่เห็นหลิวชิงหยู่กำลังเขียนอะไรบางอย่างก็คิดว่าหลิวชิงหยู่กำลังจดเนื้อหาสาระการประชุมเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อืม ทุกคนที่เข้าร่วมควรจะให้ความสำคัญกับสัมมนา นายกหนุ่มคนนี้ตั้งใจจดสาระสำคัญที่ฉันพูดไปเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมมาก ดังนั้นทุกคนควรจะเอาเขาเป็นเยี่ยงอย่าง ถึงแม้ว่าผมจะพูดยืดเยื้อไปบ้างแต่สิ่งที่ผมพูดล้วนเป็นประสบการณ์การทำงานในฝ่ายตรวจสอบวินัย เพื่อไม่ให้ทุกคนประสบปัญหาเดียวกันในอนาคต”


    เพียงแค่ยกย่องหลิวชิงหยู่ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ใช้เวลาปาไปห้านาทีแล้วมันทำให้หลิวชิงหยู่รู้สึกอึดอัดอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร และในเวลานั้นก็มีวิทยากรร่วมแนะนำมา วิทยากรคนนี้เป็นเสมียนอาวุโสของฝ่ายตรวจสอบวินัย เขาทำหน้าที่อยู่ในหน่วยงานตรวจสอบวินัยมาโดยตลอด พึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการ ซึ่งก็มีข้าราชการบางคนแอบหัวเราะในตำแหน่งของเขา แต่สำหรับหลิวชิงหยู่เขารู้สึกว่าชายคนนี้เป็นคนจริงจังมาก แต่สิ่งที่เขาพูดมันขาดแก่นสารหัวข้อกระจัดกระจายและยากจะจับประเด็นได้ หนำซ้ำแนวความคิดของชายคนนี้ยังล้าสมัยอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่คนประเภทที่หลิวชิงหยู่ถูกโฉลกนัก


    หลังจากชมเสร็จ เขาก็เข้าสู่โหมดบรรยายอีกครั้ง ซึ่งทางหลิวชิงหยู่ก็ยุ่งอีกครั้ง


    หลังจากสิ้นสุดการประชุม หลิวชิงหยู่ก็ได้วางแผนแล้วว่าจะจัดการพวกซือเจิ้นเฉียงอย่างไร และในที่สุดมันก็ถึงเวลาเริ่มดำเนินแผนการ


    หลังจากนั้นเขาก็เดินหาที่เงียบๆ โทรหาเซี่ยเจิ้งเต๋อแล้วบอกว่าจะไปเยี่ยมเซี่ยเจิ้งเต๋อ ซึ่งเซี่ยเจิ้งเต๋อก็ได้ระบุชื่อของเขาไว้ว่าเป็นคนสนิท และอนุญาตให้หลิวชิงหยู่มาที่บ้านเพื่อพูดคุย


    เวลาประมาณ 4 โมงเย็น หลิวชิงหยู่ถือกระเช้าผลไม้ตรงเข้าบ้านเซี่ยเจิ้งเต๋อ


    บ้านของเซี่ยเจิ้งเต๋ออยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานราชการเทศมณฑล ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น บรรยากาศตกแต่งสบายๆ บ้านนี้มีแม่บ้านหญิงเพียงคนเดียว อายุราวๆ 40ปี หลังจากส่งหลิวชิงหยู่ไปพบเซี่ยเจิ้งเต๋อที่ห้องนั่งเล่น แม่บ้านก็เดินเข้าครัวทันที


    หลิวชิงหยู่วางกระเช้าผลไม้ลงแล้วพูดว่า “หัวหน้าเซี่ย คุณนายไม่อยู่หรอครับ”


    เซี่ยเจิ้งเต๋อยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่อยู่หรอก ฉันให้เธออยู่บ้านเก่าเพื่อดูแลเด็กๆ ฉันเลยอยู่ที่นี่คนเดียว นานๆทีพวกเขาถึงจะแวะมาหา”


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วก็พยักหน้า “ไม่เป็นไร งั้นไว้ผมจะแวะไปทานข้าวที่บ้านคุณตอนไปตัวเทศมณฑลก็แล้วกัน”


    หลังจากทักทายพูดคุยพอเป็นพิธีหลิวชิงหยู่ก็เข้าสู่หัวข้อหลัก


    เซี่ยเจิ้งเต๋อยิ้มและกล่าวว่า “เสี่ยวหลิว เธอต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นตามปกติแล้วเธอไม่มาหาฉันหรอก”


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วพูดว่า “สมแล้วที่เป็นผู้นำสายตาช่างเฉียบแหลม คุณพูดถูก ผมมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ หัวหน้าเซี่ยตอนผมมาประชุมวันนี้ซือเจิ้นเฉียงใช้โอกาสตอนที่ผมไม่อยู่ แอบพบโจวเหวินเชา ต่งเทียนปา และเรียกผู้ใหญ่บ้านและเลขานุการประจำหมู่บ้านหยูฉู่ มาขู่ให้ลงนามร่วมมือกับโจวเหวินเชากับบริษัทของเขา โดยบอกว่าเป็นการรวบรวมที่ดินเพิ่มมูลค่า และบูรณะโดยทางเทศมณฑลเพื่ออำนวยความสะดวกในการเที่ยวชมภูเขาชุ่ยผิง แต่ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นซือเจิ้นเฉียงก็สั่งปลดพวกเขาทันที โดยอ้างว่าพวกเขาทำงานได้ไม่ดี ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ทั้งสองจะต้องถูกปลดแน่นอน เขาตั้งใจจะใช้เรื่องนี้เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู สุดท้ายก็มีผู้นำชุมชนหลายคนหวาดกลัวจนยอมเซ็นสัญญาส่งมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์เชาปา ในรูปแบบหุ้นเพื่อบริหาร”


    เมื่อพูดตรงนี้หลิวชิงหยู่ก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เลขาธิการเซี่ยพฤติกรรมของซือเจิ้นเฉียงป่าเถื่อนและไร้ยางอายเป็นการละเมิดผลประโยชน์ของประชาชนอย่างร้ายแรง พฤติกรรมเหล่านี้ผู้คนย่อมไม่เห็นด้วย และหากชาวบ้านเกิดความไม่พอใจขึ้นมันจะมีผลกระทบร้ายแรงตามมา สิ่งที่ผมกังวลคือบริษัทของโจวเหวินเชาได้รับอนุมัติจากทางเทศมณฑล หากพวกเขาได้รับอนุมัติจริง พฤติกรรมของพวกเขาก็ควรอยู่ภายใต้ขอบเขตและกติกาสิ ถ้าไม่ใช่มันต้องเกิดผลร้ายแรงในอนาคต สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดก็คือพวกเขาเอาผลประโยชน์ของผู้คนมาแอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตัว ซ้ำร้ายยังเป็นการทำลายผลประโยชน์ของนักลงทุนที่ได้สัมปทาน ผมกลัวว่าถ้านักลงทุนรู้เรื่องนี้เข้าอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา”


    เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ สีหน้าของเซี่ยเจิ้งเต๋อก็เริ่มเคร่งเครียด เขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ นอกจากนี้ยิ่งได้ยินน้ำเสียงของหลิวชิงหยู่ที่เต็มไปด้วยความกังวล มันก็ทำให้เขาวิตกมากยิ่งขึ้น เพราะประชาชนก็เหมือนฝูงแกะ พวกเขาอ่อนแอไม่สามารถขัดขืนอะไรได้ ถ้าหากมีใครบีบคั้นพวกเขาให้จนตรอก ความอดทนคนเราก็มีขีดจำกัดเช่นกันซึ่งมันจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข้าราชการระดับเทศมณฑลถูกไล่ออกเนื่องจากเข้าไปมีส่วนพัวพันเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ หากสถานการณ์ในตำบลกวนซานมันบานปลายจนกลายเกิดการจลาจลจริงๆ เขาคงไม่สามารถนั่งเฉยๆได้


    เซี่ยเจิ้งเต๋อตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เขาก็พูดขึ้นว่า “อืม เข้าใจแล้ว ฉันจะคุยเรื่องนี้ผ่านคณะกรรมาธิการในวันพรุ่งนี้ เพื่อหยุดการกระทำของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เชาปา ดังนั้นฝากคุณช่วยเหลือทางผู้ใหญ่บ้านและเลขานุการหมู่บ้านหยูฉู่ด้วย”


    หลิวชิงหยู่พยักหน้า “ตกลงครับ ผมหวังว่าจะได้รับข่าวดีนะ”


    เซี่ยเจิ้งเต๋อพยักหน้าโดยไม่กล้ารับปาก เพราะเขารู้ดีว่ามันต้องมีคนจากเทศมณฑลอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอีกฝ่ายดำเนินการภายใต้นามของเทศมณฑลที่เป็นผู้อนุญาต เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก


    หลังจากทานอาหารเย็นที่บ้านของเซี่ยเจิ้งเต๋อแล้วพูดคุยเรื่องงานอีกสักพัก เขาก็ขอตัวลา อย่างไรก็ตามระหว่างที่หลิวชิงหยู่กลับออกไป เซี่ยเจิ้งเต๋อยังคงมีใบหน้าจริงจัง หลิวชิงหยู่เชื่อว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาทางช่วยเหลือคนกวนซาน แต่ปัญหาคือ บริษัทเชาปา ไม่ใช่บริษัททั่วไปๆ พวกเขามีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา เซี่ยเจิ้งเต๋อจะผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้หรือไม่