ตอนที่ 47 ความวุ่นวายในงานเลี้ยง
ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ทุกคนยังคงฉงนกับเหตุการณ์เบื้องหน้า ทุกอย่างช่างบังเอิญอย่างพอเหมาะพอเจาะ อยู่ ๆ อัจฉริยะระดับนักสลักเอกก็หกล้มลงหงายหลัง ไม่เพียงไม่สามารถตั้งหลักทันด้วยปฏิกิริยาตอบสนองระดับนักสลักเอกแล้วยังล้มหงายหลังในท่าทางที่น่าอายเป็นอย่างยิ่งอีกต่างหาก
เหรียญตราอันหรูหราที่เจ้าตัวชื่นชมนักหนาในฐานะตัวแทนของตระกูลกลับหลุดร่วงลงอย่างง่ายดายจากอกเสื้อ และที่สำคัญที่สุด ตรานั้นดันกลิ้งไปตกอยู่ตรงหน้าสัตว์ป่าธรรมดา ๆ ที่เจ้าตัวกล่าววาจาถากถาง
สีหน้าฉงนของทุกคนทำให้บรรยากาศอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังคงไม่เท่าสีหน้าขมวดคิ้วของบรรพตและสาลิกา เพียงไอพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของอริยะทั้งสองก็ชวนขนหัวลุกยิ่ง
ทั้งคู่เห็นทุกอย่างในสายตาตั้งแต่วินาทีที่เหรียญตราหลุดร่วง เชียนเป่า เยว่หกล้มอย่างน่าสังเวช จนถึงคีตาคาบเหรียญตรามาวางบนอก ทั้งคู่ขมวดคิ้วแน่น
พวกเขาสามารถเข้าไปช่วยเชียนเป่า เยว่ได้ทุกเวลา หากพวกเขากลับเลือกที่จะไม่ทำ พวกเขาต้องการจับนิทานในขณะที่นิทานใช้คำแห่งพลังอย่างคาหนังคาเขา ทั้งหมดก็เพื่อต่อว่าอีกฝั่งอย่างรุนแรงและใช้โอกาสนี้สร้างปัญหาให้แก่ฝ่ายศัตรู
การใช้คำแห่งพลังลอบโจมตีกันในงานเลี้ยงอันเป็นมงคลเช่นนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าการท้าประลองโดยตรงมากนัก บทลงโทษย่อมเป็นที่รุนแรงและน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า
การท้าประลองโดยตรง หากแพ้ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพียงโดนนำไปประโคมข่าวเล็กน้อยเสื่อมเสียชื่อเสียงเท่านั้น หากการลอบโจมตีอย่างขี้ขลาดนั้นเป็นคนละเรื่องกัน พวกเขาสามารถนำเรื่องนี้มาใช้โจมตีได้ จะอย่างไรนิทานก็เป็นคนในสังกัดขององค์หญิง 4 รวมถึงเอาเรื่องผ่านกฎหมายส่งตรงถึงราชวงศ์
ผลกระทบนั้นมากมายมหาศาล พวกเขาสามารถสร้างผลประโยชน์พร้อมทั้งลดทอนอีกฝั่งไปพร้อมกัน ๆ นั้นคือสิ่งที่พวกเขารอ
หากสิ่งที่พวกเขารอกลับไม่เกิดขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาขมวดคิ้วกันอยู่เช่นนี้
เพราะพวกเขาสัมผัสไอพลังใด ๆ หรือการใช้คำแห่งพลังจากตัวนิทานไม่ได้เลย
มีเพียงคำแห่งพลังที่เด็กหนุ่มตรงหน้าใช้กับสัตว์คู่หูของตนเท่านั้นที่ถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนที่เชียนเป่า เยว่จะล้มลง นอกนั้นพวกเขาสัมผัสพลังใด ๆ ไม่ได้อีก
เด็กหนุ่มหน้าขาวตรงหน้านี้เพียงยืนยิ้มอย่างไร้พิษภัยต่อหน้าพวกเขา ไม่มีอะไรผิดสังเกตนอกจากการที่เด็กหนุ่มตรงหน้าจ้องมองไปที่เท้าของเชียนเป่า เยว่ก่อนที่เขาจะหกล้ม นอกจากนั้นก็เป็นการเพ่งมองอันน่าสงสัยในหลากหลายจุดบนร่างกาย หากไม่มีพลังใดแผ่ออกมาแม้แต่น้อย
ราวกับเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ลงมือทำอะไรแม้แต่น้อย ราวกับว่าทุกสิ่งนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุจริง ๆ
ไม่มีทาง! พวกเขาอยู่มานานถึงขนาดนี้ พวกเขาย่อมไม่มีทางหลงกลอุบายตื้น ๆ เด็กหนุ่มตรงหน้าคือตัวการอย่างแน่นอน ในฐานะอริยะ พวกเขาล้วนผ่านมามากมายหลายสิ่ง สงคราม การเมือง ความสัมพันธ์ มิตรภาพ การผจญภัย มีสิ่งใดบ้างที่อริยะผู้ยิ่งใหญ่เช่นพวกเขาไม่เคยพบเจอ?
พวกเขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ แถมยังเป็นเรื่องบังเอิญที่ทำให้ฝั่งพวกเขาขายขี้หน้าอีก! ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงไอ้เด็กนี่ก็เป็นร่างสถิตของเทพธิดาแห่งโชคลาภ ลาคีซแล้ว!
“เหรียญตราเป็นสัญลักษณ์อันสื่อถึงขุมอำนาจโดยตรง ผู้ที่ครอบครองเหรียญตราจึงสามารถใช้มันเป็นดั่งเครื่องยืนยันตัวตนในฐานะของสมาชิกอันน่าภาคภูมิ จงระวังให้ดีอย่าทำหล่นอีก” ผู้พันลาลันตาแสยะยิ้ม
เชียนเป่า เยว่กระโจนตัวขึ้นจากพื้น พลังประหลาดที่ยึดเขาไว้กับพื้นหายไปแล้ว ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ นัยน์ตากระหายเลือดจ้องมองนิทานอย่างเอาเลือดเอาเนื้อ
“แก! ไอ้คนชั้นต่ำ!” เชียนเป่า เยว่คำรามอย่างดุร้าย สองมือกางออกกลายเป็นคมมีดสีทองอร่าม เกราะอันแข็งแกร่งสีทองพลันปกคลุมร่าง พร้อมตั้งท่าเข้าจู่โจมนิทาน!
ไม่ทันที่นิลจะลงมือ กลับเป็นสาลิกาเองที่แผ่พลังกดดันไร้สภาพออกปกคลุมเชียนเป่า เยว่
“ท่านสาลิกา!” เชียนเป่า เยว่สีหน้าเครียดขรึม แรงกดดันไร้สภาพนั้นกดทับเชียนเป่า เยว่จนเขาแทบหายใจไม่ออก
แรงกดดันไร้สภาพระดับอริยะ!
“โจมตีผู้อื่นกลางงานเลี้ยงมหามงคลเช่นนี้ เจ้าหกล้มจนสมองกลับไปแล้วรึไง” สาลิกาแค่นเสียง
“ท่านสาลิกา! ท่านก็เห็นอยู่ว่ามันใช้อุบายต่ำช้าลอบโจมตีข้า!” เชียนเป่า เยว่สะกดกลั้นอารมณ์โกรธ จะอย่างไรคนตรงหน้าตนก็เป็นถึงอริยะ
“เด็กหนุ่มผู้นั้นเพียงยืนเฉย ๆ เท่านั้น เจ้าพลาดหกล้มเอง” สาลิกากัดฟันพูด
เชียนเป่า เยว่โกรธจนหน้าแดง เขาเห็นอยู่ชัด ๆ ว่านิทานเล่นลูกไม้บางอย่าง
เขาหกล้มต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่นับร้อย! แต่กลับไม่มีใครเห็นเลยว่าเป็นฝีมือของนิทาน!
“พวกท่าน! นักสลักเอกเช่นข้ามีหรือจะหกล้มหงายหลังเช่นนั้น! งั้นเรื่องที่ข้าไม่อาจลุกขึ้นได้เล่า!? ข้าถูกพลังบางอย่างกดทับชัด ๆ!” เชียนเป่า เยว่ตะโกนอย่างไม่ยินยอม
“คุณเชียนเป่า เยว่หกล้มหัวฟาดเช่นนั้น จะมีการมึนงงไปบ้างก็เป็นเรื่องปกตินะครับ” นิทานยิ้มบาง
“เหลวไหล! ท่านบรรพต แม้แต่ท่านก็จะบอกว่านักสลักเอกอัจฉริยะเช่นข้าหกล้มลงไปเองอย่างนั้นหรือ? เป็นฝีมือของมันชัด ๆ!” เชียนเป่า เยว่ชี้หน้านิทานอย่างมุ่งร้าย
“เขาไม่ได้ใช้พลังอะไรเลย เจ้าก้าวพลาดหกล้มอย่างน่าสังเวชเอง” บรรพตกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หากนัยน์ตากลับแดงก่ำ
เชียนเป่า เยว่แม้โกรธจนแทบลืมหายใจ แต่กลับใบหน้าซีดขาว
เขาพลันหลงคิดไปว่านี่เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อรุมกลั่นแกล้งเขา ละครที่แม้แต่อริยะทั้งหลายก็ยังร่วมวงด้วย แต่ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีเหตุผลใดต้องทำเช่นนั้น เว้นแต่ตระกูลคชสารกับตระกูลวิรุปักษาต้องการเปิดศึกกับกลุ่มการค้าเชียนเป่า
สีหน้าของทั้งบรรพตและสาลิกามอบความสิ้นหวังให้แก่เชียนเป่า เยว่
การที่บรรพตและสาลิกาเลือกที่จะไม่ปกป้องเขา หมายความว่าพวกเขาทำอะไรไม่ได้!
ตัวเขาเองแม้ไม่อาจสัมผัสได้ถึงลูกไม้ของนิทานเช่นกัน แต่บรรพตและสาลิกาคืออริยะ! ไม่มีทางที่พวกเขาจะจับสัมผัสอะไรไม่ได้เลย!
แต่การกระทำของพวกเขากลับสื่อแบบนั้น ในเมื่อพวกเขาทั้งสองสัมผัสอะไรไม่ได้เลย พวกเขาจึงไม่อาจเอาผิดใด ๆ นิทานได้ หากจะให้หลับตาปกป้องย่อมเป็นการขายขี้หน้ายิ่งกว่า
สิ่งที่พวกเขาเลือกทำเลยเป็นการโยนความผิดพลาดทั้งหมดให้แก่ตัวเขาเอง ทำให้เหมือนว่าการหกล้มเมื่อครู่เป็นตัวเขาเองที่โง่งมจนหกล้มไม่เป็นท่าเช่นนั้น
เชียนเป่า เยว่กัดฟันจนแทบแตก เขาไม่อาจยอมรับได้ เขาคือหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูล เขาเพียงมองกดหัวผู้อื่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า หากวันนี้ เขากลับโดนสุนัขป่าชั้นต่ำตัวหนึ่งเหยียบย่ำ!
“ผู้พันลาลันตาครับ ด้วยความเคารพ! ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะออกตัวกระทำการเช่นนี้เพื่อช่วยผู้เยาว์คนหนึ่ง” เชียนเป่า เยว่กัดฟันพูด แม้คำพูดจะยังเต็มไปด้วยความเคารพ แต่ทุกคนสัมผัสได้ชัดถึงความโกรธภายในนั้น
ในเมื่อไม่มีใครจับได้ว่ามีการใช้พลัง นั่นหมายความว่าพลังนั้นได้รับการปกปิดโดยบางสิ่งบางอย่าง และหากต้องการให้ปกปิดสัมผัสพลังของอริยะได้ พลังปกปิดนั้นก็ต้องอยู่ในระดับอริยะเช่นกัน นิทานทำเช่นนั้นไม่ได้แน่ ดังนั้นก็เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“โฮ่! เจ้าถึงกับกล้ากล่าวอ้างว่าข้าลอบวางแผนทำร้ายเจ้า?” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ หากนัยน์ตากลับเริ่มลุกโชน
อากาศพลันกลายเป็นร้อนระอุ แรงกดดันอันหนาหนักยิ่งกว่าก่อนหน้าพลันโถมทับลงใส่เชียนเป่า เยว่จนเขาไม่อาจยืน ล้มคว่ำลงกับพื้นในสภาพคุกเข่า
“อริยะตะวันจำแลง เช่นข้า ต้องลอบวางแผนร้ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์อันน่าสังเวชแก่ผู้เยาว์อันดาษดื่น เช่นเจ้า?” เสียงไร้อารมณ์ของผู้พันลาลันตาแฝงไว้ด้วยความกดดันของผู้แข็งแกร่ง
“เจ้าหลงคิดไปว่าตนเป็นใคร? เพียงข้ากระดิกนิ้ว เจ้าก็ลืมตามาพบกับทีรานแล้ว ข้ามีความจำเป็นต้องลงทุนลงแรงวางแผนร้ายใส่เจ้าด้วยรึไง?” อากาศรอบด้านพลันสั่นไหว คนรอบด้านเริ่มถอยห่าง เมื่ออริยะพิโรธ ภัยพิบัติย่อมหลั่งไหล!
บรรพตพลันขมวดคิ้ว สะบัดมือเพียงครั้ง แรงกดดันของผู้พันลาลันตาถูกพลังอีกสายกวาดทับเข้ายื้อยุด หากพลังสายนั้นไม่อาจต้านทานคลื่นพลังของผู้พันลาลันตาได้ ได้เพียงถ่วงเวลาเล็กน้อย พลังขุมหนึ่งฉุดร่างของเชียนเป่า เยว่ให้ลุกขึ้นยืน
“การลงโทษแค่นี้สมควรมากเพียงพอแล้ว เชียนเป่า เยว่เพียงถูกอารมณ์โกรธครอบงำ เลยกระทำการโง่เขลาอย่างดูหมิ่นอริยะ อริยะอันสูงส่งเช่นพวกเราไม่ควรลงมือกับผู้เยาว์” บรรพตออกหน้าพูด หากบนใบหน้าเริ่มปรากฏเหงื่อเม็ดเล็ก เขารู้ตัวดีว่าหากเกิดการปะทะขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาไม่ใช่คู่มือของสตรีตรงหน้า
“หึ ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งนั้น อย่างที่สองคนนั้นบอกนั่นล่ะ ไม่มีร่องรอยพลังใด ๆ เจ้าเพียงหกล้มด้วยตัวเอง” ผู้พันลาลันตาพูด
เชียนเป่า เยว่กัดฟันแน่น เขาไม่อาจหาหลักฐานใด ๆ ได้ แต่เขาจะไม่ยอมให้ตนต้องตกเป็นตัวตลกในงานเลี้ยง!
“แก! สารภาพออกมา! สาบานต่อหน้าแท่นสาบานโลหิตว่าเจ้าไม่ได้ทำอะไร!” เชียนเป่า เยว่คำรามพลางหันไปมองที่นิทาน
องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เชียนเป่า เยว่ในเวลานี้ราวกับสัตว์บ้าเลือด การสาบานต่อหน้าแท่นสาบานโลหิตนั้นคือการสาบานด้วยชีวิต หากผู้ใดผิดคำสาบาน ชีวิตมันผู้นั้นย่อมม้วยมรณา
“พอแล้ว!” เสียงอันทรงอำนาจขององค์หญิงดังขึ้น
“อริยะเคลื่อนภูผา อริยะหัตถ์ขนนก ดูแลบุคคลของท่านด้วย!” องค์หญิงขมวดคิ้วพูด แม้แต่คำเรียกขานอันสนิทสนมอย่างท่านอาก็มลายหายสิ้น กลายเป็นคำเรียกให้เกียรติเช่นปกติ
“พวกข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่คนในสังกัดข้าแสดงสิ่งน่าสังเวชให้พวกท่านได้หัวเราะกันแล้ว” บรรพตพูดพลางค้อมหัว ส่วนสาลิกาก็ส่งพลังฉุดร่างของเชียนเป่า เยว่กลับข้างกาย
“พวกท่าน! ท่านเชื่อจริง ๆ หรือว่ามันไม่ได้เป็นคนทำ ข้าผู้นี้เนี่ยนะจะล้มจนดูไม่ได้เช่นนั้น แม้แต่ตอนล้มข้าก็ลุกไม่ได้ด้วยซ้ำ มันจะเป็นไปได้ยังไง ข้าร่างกายไร้สมดุลแถมยังถูกตรึงไว้กับพื้น แต่กลับบอกว่าไม่มีใครทำอะไรเนี่ยนะ!” เชียนเป่า เยว่คำรามอย่างดุร้าย
“ผมไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ นะครับ ผมเป็นแค่ผู้เรียนรู้ จะไปลอบทำอะไรท่ามกลางสายตาของเหล่าอริยะได้ยังไงล่ะครับ” นิทานทำสีหน้ามึนงง
“อย่ามาโกหก! ข้าเป็นถึงนักสลักเอก อัจฉริยะแห่งกลุ่มการค้าเชียนเป่า! ข้าจะหกล้มเช่นนั้นได้อย่างไร!”
“หรือคุณจะบอกว่า นักสลักเอก อัจฉริยะแห่งกลุ่มการค้าเชียนเป่า เช่นคุณนั้นโดนผู้เรียนรู้จากบ้านนอกคนหนึ่งอย่างผมเล่นงานจนหมดสภาพเหรอครับ” นิทานพูดด้วยสีหน้ามึนงง เล่นบทคนที่โดนใส่ร้าย
ผู้พันลาลันตาและองค์หญิงไพลินหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดหลอกด่าของนิทาน หากก็รีบเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ย่อมไม่มีใครไม่เห็น หลายคนจึงเริ่มกลั้นหัวเราะตาม
เชียนเป่า เยว่พลางกัดฟันแน่น ไม่อาจพูดอะไรได้อีก สาลิกาโบกมือ ทหารยามมากมายก็ช่วยกันพยุงร่างของเชียนเป่า เยว่ขึ้น พาไปที่อีกมุมหนึ่งของโถงใหญ่
ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่นิทาน อริยะมากมายต่างเพ่งความสนใจให้เด็กหนุ่มหน้าตาคมคายตรงหน้า พวกเขาแต่ละคนล้วนไม่มีใครโง่ พวกเขาย่อมรู้ดีว่าเชียนเป่า เยว่นั้นโดนลอบโจมตีจริง ๆ เพียงแต่การโจมตีที่ว่านั่น หลุดรอดพ้นสายตาของอริยะมากมายในที่นี้ไปได้อย่างไร?
นิทานอมยิ้มบาง เพียงทำท่าทีไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป ท่ามกลางเสียงพึมพำมากมายที่รายล้อม สายตาเป็นประกายมากมายจับจ้องไปที่นิทานราวกับกำลังจับจ้องสมบัติล้ำค่า
————————————————————————————————————————————————
บนเหนือยอดราชวังอันใหญ่โต บนยอดสุดในหอคอยสีแดงเพลิงที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันเป็นนิรันดร์ ภายในประทับไว้ด้วยบัลลังก์ที่ทำจากไฟหลากสี ทุกเปลวไฟเพียงแค่มองก็รู้สึกราวกับจิตกำลังหลอมละลาย แต่กลับสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ราวกับกำลังถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงอันศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
ร่างที่ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาจับจ้องไปที่ห้วงอากาศเบื้องหน้า ทอดทะลุผ่านทุกสิ่ง มุ่งเข้าสู่โถงขนาดใหญ่ที่จัดงานเลี้ยง สายตาอันแสนเฉยชานั้นจับจ้องไปที่ร่างของนิทานในขณะที่เชียนเป่า เยว่ถูกลากตัวออกไป
“น่าสนใจ” ร่างแห่งเปลวไฟนั้นยิ้มออกมาบางเบา