ทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน

    บทที่ 31 ระดับของสมบัติวิเศษ

    บทที่ 31

    ระดับของสมบัติวิเศษ

    หลังจากที่ได้ลองอ่านเนื้อหาภายในตำราดูแล้ว เรื่องที่น่าสนใจที่ทำให้จางหยุนต้องตั้งใจอ่าน ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของสมบัติวิเศษ


    จางหยุนไม่รู้ระดับของสมบัติวิเศษมาก่อน เพราะแบบนั้นเมื่อเห็นว่ามีเนื้อหาภายในตำราเล่มนี้เขาจึงค่อนข้างที่จะให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย


    หลังจากที่ได้ลองอ่านแล้วลองทำความเข้าใจกับมัน ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสมบัติวิเศษของเขาก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า


    ว่าด้วยเรื่องของสมบัติวิเศษ สมบัติวิเศษที่มีระดับต่ำที่สุด ผู้บำเพ็ญก็จะเรียกมันว่าสมบัติวิเศษ โดยที่สมบัติวิเศษนี้ จะเป็นสมบัติที่ผู้บำเพ็ญระดับผนึกตันเถียนส่วนใหญ่ใช้งานกัน 


    โดยที่ระดับของสมบัติวิเศษจะถูกแบ่งออกมาเป็นสามขั้น นั่นก็คือสมบัติวิเศษขั้นต่ำ สมบัติวิเศษขั้นกลาง แล้วก็สมบัติวิเศษขั้นสูง


    สมบัติวิเศษขั้นต่ำก็อย่างเช่นดาบของหัวหน้าองครักษ์หวัง นั่นก็ถือว่าเป็นสมบัติวิเศษขั้นต่ำ ซึ่งราคาของมันภายในหอการค้าเหรียญสวรรค์ก็อยู่ที่ห้าร้อยเหรียญปฐพี นี่คือราคาเริ่มต้นของสมบัติวิเศษขั้นต่ำอยู่แล้ว


    ภายในตำราเล่มนี้ยังบอกเกี่ยวกับเรื่องพวกราคา คร่าวๆของตลาดมาให้ด้วย ถือว่าเป็นการเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง


    โดยราคาที่แจ้งเอาไว้ก็คือสมบัติวิเศษขั้นต่ำ มันจะมีราคาอยู่ที่ราวประมาณห้าร้อยเหรียญปฐพีไปจน ประมาณหนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญปฐพี นี่คือระดับของสมบัติวิเศษขั้นต่ำ


    สูงขึ้นมาหน่อยก็คือระดับของสมบัติวิเศษขั้นกลาง ตัวอย่างของสมบัติวิเศษระดับนี้คือกำไรทองขององค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ชิงผู้นั้น มันคือสมบัติวิเศษขั้นกลาง ซึ่งราคาของสมบัติวิเศษขั้นกลางภายในหอการค้าเหรียญสวรรค์ มันก็จะอยู่ราวๆประมาณ หนึ่งพันห้าร้อย จนถึง สามพันเหรียญปฐพี แน่นอนมันเองก็อาจจะมีบางชิ้นที่มีความสามารถพิเศษสูงสักหน่อย อาจจะมีราคาที่มากกว่า สามพันเหรียญปฐพี แต่อย่างไรก็ไม่มีทางเกิน ห้าพันเหรียญปฐพีอย่างแน่นอน


    ต่อไปก็คือสมบัติวิเศษขั้นสูง สมบัติวิเศษระดับนี้มีราคาค่อนข้างที่จะสูงมาก ภายในหอการค้าเหรียญสวรรค์ราคาของสมบัติวิเศษขั้นสูงอยู่ราวๆประมาณ หกพันเหรียญปฐพี ไปจนถึง หนึ่งหมื่นเหรียญปฐพีหรืออาจจะสูงกว่านั้น


    แน่นอนว่าการที่มันมีราคาสูงกว่าขนาดนี้ มันเองก็ย่อมเป็นสมบัติที่มีความสามารถและคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดา ภายในนี้ยังอธิบายเอาไว้ด้วยว่า สมบัติวิเศษขั้นสูงสามารถใช้ไปได้จนถึงระดับหลอมกระดูกเลย 


    สมบัติวิเศษทั้งสามขั้นคือสมบัติวิเศษ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผนึกตันเถียนใช้งานกันเสียส่วนใหญ่ 


    แน่นอนว่าสมบัติวิเศษที่เป็นอาวุธของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกระดูก แล้วก็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานย่อมเป็นอาวุธหรือว่าสมบัติวิเศษที่มีระดับสูงกว่าอย่างแน่นอน


    ภายในตำราเล่มนี้เองก็มีบอกเอาไว้ ถึงชื่อของมันแล้วก็ราคาคร่าวๆคร่าว เพียงแต่ว่าเมื่อมองเห็นราคาจางหยุนก็รู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นจะหน้ามืดในทันที


    เพียงแค่ราคาของสมบัติวิเศษขั้นสูง มันเองก็มีราคาถึง หกพันเหรียญปฐพีแล้ว ไม่รู้ว่าต้องเก็บเงินนานขนาดไหนกว่าที่จะไปซื้อสมบัติระดับนั้นได้


    จางหยุนอ่านข้อมูลที่ถูกเขียนเอาไว้ในตำราและทำความเข้าใจกับพวกมัน เขาใช้เวลาไปสองวันเต็มๆกว่าที่จะอ่านและเข้าใจทุกอย่างเสร็จ 

    ที่ต้องใช้เวลาถึงสองวัน เพราะว่าจางหยุนต้องแบ่งเวลาไปฝึกฝนด้วย 


    เมื่อศึกษาตำราจบแล้ว จางหยุนก็จดจำได้ว่าวันนี้เป็นวันที่หกแล้ว เพราะแบบนั้นเขาจึงไปขยายวันในการเข้าพักขึ้นอีกเจ็ดวัน จ่ายเงินไปอีกสิบสี่เหรียญปฐพี


    หลังจากนั้นจางหยุนก็ใช้เวลาอีกสองวันในการทำความเข้าใจกับแผนที่ แผนที่ที่เขารับมามันเป็นแผ่นที่ของเมืองวายุแดง และแผนที่ของหุบเขาอวี้เฟิง


    แผนที่ของเมืองวายุแดงนั้นทำความเข้าใจง่าย แม้ว่าเมืองจะใหญ่มาก แต่หลายๆอย่างแค่กวาดตามองก็ทำเข้าใจได้แล้ว


    แต่สำหรับแผนที่ของหุบเขาอวี้เฟิง ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมันเป็นอย่างมาก เหตุผลนั่นก็คือการที่ขนาดของมันที่มีความใหญ่โต 


    หุบเขาอวี้เฟิงแห่งนี้มีความใหญ่โตมาก พื้นที่ขว้างหลายหมื่นลี้ แล้วยังมีพื้นที่ที่เหล่าผู้บำเพ็ญไม่สามารถเข้าไปสำรวจได้หลายแห่ง 


    แม้กระทั่งตระกูลผู้บำเพ็ญอย่างหกตระกูลใหญ่ ที่ดูแลแล้วก็ปกครองหุบเข่าแห่งนี้พวกเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถเดินทางไปที่ใดก็ได้ 


    เพราะว่าบางจุดของหุบเขาอวี้เฟิงก็ถือว่าเป็นดินแดนต้องห้าม ที่บอกว่าเป็นดินแดนต้องห้ามก็เป็นเพราะว่า บางแห่งมันมีสัตว์อสูรระดับสูงอยู่


    สำหรับสัคว์อสูรระดับสูงก็คือ สัตว์อสูรระดับสามที่เทียบเท่ากับตัวตนระดับสร้างรากฐาน หรือผู้บำเพ็ญมักจะเรียกกันว่าสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐาน 


    ซึ่งสัตว์อสูรระดับนี้พิเศษกว่าสัตว์อสูรทั่วไป เพราะว่าสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานเบิกสติปัญญาของตนเองได้แล้ว พวกมันไม่ได้เป็นสัตว์อสูรที่ทำตามสัญชาตญาณอีก


    ผนวกกับความแข็งแกร่งของร่างกายของพวกมัน ที่เดิมทีก็แข็งแกร่งกว่าพวกผู้บำเพ็ญในขอบเขตเดียวกัน เพราะพรสวรรค์ทางด้านร่างกายอยู่แล้ว จึงทำให้พื้นที่ที่มีพวกสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานอยู่ แทบจะไม่มีผู้บำเพ็ญผู้ใดกล้าก้าวล่วงเข้าไป แม้กระทั่งเหล่าหกตระกูลใหญ่เองก็เช่นเดียวกัน 


    จางหยุนศึกษาแผนที่ทั้งหมด จึงทำให้เขาได้รู้ว่าเส้นทางที่เขาเดินทางเข้ามา ที่พบเจอสัตว์อสูรน้อยไม่ใช่ว่าภายในหุบเขาแห่งนี้ไม่มีสัตว์อสูร 


    แต่ว่ามันเป็นเพราะว่าบริเวณทางนั้นเป็นทางเดินที่คู่ควรส่วนใหญ่มักจะใช้กัน เป็นทางที่หลีกเลี่ยงสัตว์อสูรได้มากที่สุด 


    มันจึงทำให้เขาพบเจอสัตว์อสูรเพียงแค่สองตัว แต่ว่าพื้นที่บริเวณอื่นๆกับมีสัตว์อสูรรวมตัวกันอยู่ไม่น้อย 


    จางหยุนที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ย่อมเป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะล่าสัตว์อสูร


    หลังจากที่อ่านแล้วก็ทำความเข้าใจ กับเนื้อหาภายในตำราที่ซื้อมาจากหอการค้าเหรียญสวรรค์เสร็จแล้ว


    จางหยุนก็เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญมากขึ้น ผู้บำเพ็ญไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัดขาดจากโลกีย์วิสัยอย่างที่มนุษย์พูดกัน

    ในทางกลับกันเหล่าผู้บำเพ็ญนั้นต่างช่วงชิง แล้วก็แสวงหามากกว่ามนุษย์ธรรมดาเสียอีก 


    มนุษย์ธรรมดาก็มีปัจจัยที่ต้องการ อย่างเช่น เสื้อผ้า อาหาร สถานที่ ยารักษา เหล่าผู้บำเพ็ญเองก็มีความต้องการประเภทนี้เช่นเดียวกัน 


    เพียงแต่ว่าความต้องการของเหล่าผู้บำเพ็ญนั้นแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา ปัจจัยที่ผู้บำเพ็ญต้องการในการดำรงชีวิต อย่างแรกเคล็ดวิชา อย่างที่สองสมบัติวิเศษ อย่างที่สามคู่บำเพ็ญ ส่วนอย่างที่สี่ ก็คือสถานที่ฝึกตน 


    นี่คือปัจจัยพื้นฐานที่เหล่าผู้บำเพ็ญต้องการ จางหยุนที่ในตอนแรกเขายังไม่มี แนวทางในการใช้ชีวิต เมื่อพบเจอปัจจัยทั้งสี่นี้เขาเองก็พอจะกำหนดทิศทางคร่าวๆได้แล้ว 


    สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือการเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัยก่อนเป็นอันดับแรก เป็นเพราะว่ามันนั้นใช้เงินน้อยที่สุดในบรรดาทั้งหมด 


    เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงต้องศึกษาแผนที่เอาไว้ เพื่อที่จะกำหนดแผนการออกไปล่าสัตว์อสูร

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน ที่คุณอ่าน