เมื่อเม่าจิ้งพูดถึงศิษย์พี่หญิงของเขาเขาสูบบุหรี่เข้าไปสองครั้งติดดวงตาแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างชัดเจน
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงยืนเงียบอยู่ข้างๆ
เราทั้งสองคนรออยู่สักพัก เมื่อสูบบุหรี่หมดมวน ก็ออกเดินไปยังสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัย
สวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลจากเรานัก ใช้เวลาเดินราวสิบกว่านาที
เมื่อไปถึง พบว่ารอบนอกของสวนถูกล้อมด้วยแถบกั้น ภายในก็มืดสนิทไม่มีแม้แต่ดวงไฟเดียว
ทุกอย่างมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็น
ผมเคยมาเดินเล่นที่นี่กับเสี่ยวอวี่หลายครั้งแต่ตอนนี้ที่ยืนอยู่หน้าทางเข้ากลับรู้สึกว่ามันเงียบจนชวนขนลุก
บางครั้งยังรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากข้างใน
เม่าจิ้งดูเวลาแล้วกล่าวว่า “ยังเร็วเกินไปไอ้ตัวนั่นมันฉลาด ถ้าเรารีบเกินไปมันคงไม่ออกมา รออีกหน่อยแล้วกัน”
เรานั่งรออยู่ด้านนอกสักพัก
ผมคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “หรือว่าเราจะไปซื้อขนมมาล่อมันดี?มันก็แค่เด็กตายคลอดตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่ออกมา เราก็ล่อให้มันออกมาเอง”
เม่าจิ้งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงพยักหน้า
หลังจากนั้นเราเดินไปที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ซื้อขนมขบเคี้ยวหลายอย่างเช่น ลูกอม มันฝรั่งทอด และขนมที่เด็กๆ ชอบกิน
เมื่อกลับมาถึงสวนสาธารณะก็เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
ถนนรอบๆ เริ่มเงียบเหงา คนเดินผ่านไปมาน้อยลง
ผมกับเม่าจิ้งเตรียมตัวเข้าไปข้างใน
สวนแห่งนี้กว้างขวาง ใจกลางมีลานกว้างที่ผู้สูงวัยมักมารวมตัวกันเต้นแอโรบิก แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง มีเครื่องหมายเตือนภัยติดอยู่ทั่ว
ทว่านี่ถือเป็นเรื่องดีเพราะอย่างน้อยก็ช่วยกันไม่ให้มีคนเดินผ่านเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
เราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเห็นห้องน้ำสาธารณะ
มันตั้งอยู่ในป่าไผ่เล็กๆ ไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆทำให้เห็นเพียงเงาโครงร่าง
ประตูของห้องน้ำถูกแผ่นไม้ปิดกั้นไว้แน่นหนา ล้อมรอบด้วยสิ่งกีดขวางไม่มีใครเข้าไปได้
เม่าจิ้งชี้ไปที่ห้องน้ำนั้นแล้วพูดว่า “เมื่อคืนฉันเฝ้ามันทั้งคืน เห็นแค่แวบเดียว มันมีพลังอาฆาตรุนแรงมากตัวประมาณเด็กสี่ถึงห้าขวบ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นานมันจะกลายเป็นเด็กปีศาจ แล้วจะยิ่งจัดการยากขึ้น”
เขาหันมามองผมก่อนพูดต่อ “ปัญหาตอนนี้คือเราจะล่อมันออกมายังไง เพราะเราคงไม่คลานลงไปในส้วมหรอกนะ...”
ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนเสนอแผน
“แบบนี้ดีไหมเดี๋ยวฉันจะเอาขนมไปโปรยไว้หน้าห้องน้ำ เราซุ่มอยู่หลังหินก้อนนั้นถ้ามันกล้าออกมากิน ฉันจะไปปิดทางหนีของมัน จากนั้นเราร่วมมือกันจับมันให้ได้”
ผมพยายามวางแผนตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่
เม่าจิ้งฟังแล้วเสริมรายละเอียดอีกหลายอย่าง
หลังจากวางแผนเสร็จ เราทั้งคู่ก็หยิบขวดน้ำตาวัวที่ช่วยเบิกเนตรขึ้นมาแล้วฉีดเข้าตาของตัวเอง
ความรู้สึกแสบและเย็นวาบที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้งทันใดนั้นทุกสิ่งรอบตัวก็ดูชัดเจนขึ้นมาก
แต่เมื่อหันไปมองห้องน้ำสาธารณะภาพที่เห็นนั้นแตกต่างออกไป
ตัวอาคารที่ดูธรรมดา ตอนนี้กลับมีไอสีดำทะมึนลอยขึ้นจากซอกไม้ที่ปิดตายมันเล็ดลอดออกมาเป็นสายๆ ให้ความรู้สึกชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ผมกับเม่าจิ้งสบตากันก่อนเริ่มปฏิบัติการ
ผมนำขนมทั้งหมดที่ซื้อมาวางกระจัดกระจายไปตามทางเดินหน้าห้องน้ำเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ แถมยังโยนอมยิ้มสองอันเข้าไปด้านในเพิ่มแรงดึงดูดให้มันออกมา
ขณะมองลอดเข้าไปด้านในกลิ่นอายอาฆาตยังคงหนักแน่น สายหมอกดำคละคลุ้งจนมองไม่เห็นตัวทารกวิญญาณ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยผมจึงรีบไปซ่อนตัวอยู่กับเม่าจิ้ง
ขนมมากมายขนาดนี้ ถ้ามันเป็นเด็กจริงผมไม่เชื่อว่ามันจะไม่ออกมากิน…
ต่อจากนี้คือการรอคอย
เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในทางระบายน้ำด้านล่างเราไม่สามารถเข้าไปถึงตัวมันได้โดยตรง
ดังนั้นวิธีเดียวที่เราจะจัดการมันได้คือล่อมันออกมาแล้วเผด็จศึกทันที
แต่…มันจะออกมาเมื่อไรนั่นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
เรารออยู่ตั้งแต่สี่ทุ่มครึ่งจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งครึ่ง
ระหว่างนั้นสิ่งที่เราเห็นมีเพียงเงาดำโผล่ออกมาแวบหนึ่ง หยิบอมยิ้มสองอันแล้วหายกลับเข้าไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกมันไม่ยอมออกมาอีกเลย
“เม่าจิ้งไอ้ตัวนี้มันระวังตัวเกินไป รอแบบนี้คงเสียเวลาเปล่า พรุ่งนี้เช้าฉันมีสอบนะฉันว่าเราต้องหาวิธีเร่งให้มันออกมา”
“สอบ? เร่งมันออกมา?” เม่าจิ้งขมวดคิ้วมองผมด้วยความสงสัย
ผมพยักหน้า “ใช่พรุ่งนี้ฉันมีสอบวิชาเภสัชวิทยา ไอ้ตัวนี้คงไม่ชอบขนมพวกนี้แน่ๆ เพราะงั้น…ในเมื่อมันอยากเล่นงานคนงั้นฉันจะไปเป็นเหยื่อล่อเอง ฉันจะไปยืนคอยอยู่หน้าห้องน้ำถ้ามันออกมา นายรีบปิดทางหนีของมัน เราจะบุกโจมตีหน้าหลัง!”
แต่เม่าจิ้งขมวดคิ้วแน่น “แบบนั้นอาจไม่ได้ผลปราณต้นกำเนิดของเราสูงกว่าคนธรรมดา มันสามารถรับรู้ได้ ถ้านายไปเป็นเหยื่อล่อ มันจะยิ่งไม่ออกมา”
แต่ผมกลับยิ้มด้วยความมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธี!”
พูดจบ ผมหันหลังเดินออกไปทันที
แม้เม่าจิ้งจะไม่รู้ว่าผมคิดจะทำอะไรแต่เมื่อเห็นผมลงมือแล้ว เขาก็ทำตามแผนที่ตกลงกันไว้ซ่อนตัวอยู่หลังหินก้อนใหญ่โดยไม่ขยับ
ผมมาถึงหน้าห้องน้ำก่อนจะฉีกซองมันฝรั่งทอด แล้วกินเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ
อาจารย์เคยบอกประโยคหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามันใช้ได้ดีในตอนนี้
‘หากตกปลาไม่ได้แสดงว่าเหยื่อยังไม่น่าสนใจพอ’
ในเมื่อขนมไม่สามารถล่อมันออกมาได้ผมก็ต้องเพิ่มแรงจูงใจให้มากขึ้น
เจ้าทารกวิญญาณต้องการเล่นงานคนใช่ไหมถ้าอย่างนั้น ผมจะยื่นโอกาสให้มันเอง
หลังจากกินไปสองคำผมหยิบกระบี่กระดูกปลาออกมา กรีดฝ่ามือซ้ายเป็นรอยแผลตื้นๆ เลือดสดๆไหลลงมาตามปลายนิ้ว และหยดลงบนขนมที่โปรยไว้
ทันทีที่กลิ่นเลือดฟุ้งออกมา เสียง “กึก...กึก...”ก็ดังมาจากภายในห้องน้ำ
แต่ผมยังไม่หยุดแค่นั้น นอกจากใช้เลือดเป็นเหยื่อล่อแล้วผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดการ์ตูนเสียงดัง
“พาว พาโทรล! พาว พาโทรล! พวกเรากำลังไปช่วยแล้ว!”
ผมไม่เชื่อว่ามันจะต้านทานเสน่ห์ของ ‘ขบวนการเจ้าตูบสี่ขา’[1] ได้…
ขณะที่ผมกำลังแสดงละครตบตาอยู่ เม่าจิ้งที่ซ่อนตัวอยู่ก็ทำหน้าตกตะลึง
เขาไม่คาดคิดว่าผมจะใช้วิธีนี้จริงๆ
ไม่นานหลังจากเสียงเพลงดังขึ้นภายในห้องน้ำก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว
ช่องว่างเล็กๆ ระหว่างแผ่นไม้ปิดตายผมเห็นเงาดำไหวไปมา และหากมองดีๆจะเห็นดวงตาขาวโพลนคู่หนึ่งซึ่งกำลังกดแนบติดช่องแคบเพื่อมองมาทางผม
ผมทำทีเป็นไม่สนใจยังคงร้องเพลงตามไปเรื่อยๆ เพิ่มความอยากรู้อยากเห็นของมัน
ผมยังจำได้ดีว่าครั้งหนึ่งอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเคยสอนว่า ‘การรักษาผู้ป่วยต้องเริ่มจากความเข้าใจ โดยเฉพาะกับเด็กเพราะเด็กไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน’
เด็กบางคนอาจไม่ยอมให้หมอรักษา ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการลดกำแพงระหว่างแพทย์กับเด็กด้วยการเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาชอบ
เมื่อความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นเด็กจะลดความระแวง ทำให้แพทย์ได้รับข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการรักษา
แม้จะเป็นเพียงประโยคหนึ่งในการบรรยายแต่ผมกลับจดจำมันได้จนถึงตอนนี้
เพียงแต่แทนที่จะใช้กับเด็กปกติผมกลับนำมันมาใช้ล่าผีแทน…
ผมยังคงยิ้มกว้าง ร้องเพลงไปเรื่อยๆพร้อมกับเฝ้าจับตาห้องน้ำ
และแล้ว…ที่ช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ปิดตายดวงตาขาวโพลนคู่หนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาพร้อมกับเงาสีดำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้…
[1]ขบวนการเจ้าตูบสี่ขา หรือพาว พาโทรลเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก เนื้อหาเกี่ยวกับแก๊งน้องหมาที่ต้องออกไปปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน