“ท่านหัวหน้าเรกิส เออ คือ ผมต้องทำอะไรต่อไปครับ” เอสงสัยในเมื่อเขาเหลือเพียงคนเดียวเขาต้องเข้าไปในสนามรบหรือไม่
“ก็ อืม แป๊ปนะ อืม อืม ” เรกิสได้โทรไปถามรองกองร้อย
“เธอจะต้องไปเข้ากับแนวสนับสนุนข้างหลัง เดียวฉันเดินไปส่ง”
“ครับ”
“มาตามมาเลย” พูดเสร็จเรกิสก็หันหลังเดินไป เอ เขาเดินตามเธอไปจนถึงหน่วยสนับสนุนและตรงเข้าไปหาหัวหน้ากองร้อยพอเธอคุยได้ซักพักก็หันมาประกบไหล่ของเอแล้วลากไปโชว์ตัว
“นี้ไง กาส คนนี้แหละที่ฉันจะฝากนายดูแล”
“อืม ดูเหมือนนายจะลำบากมามากเลยนะ ฉันร้อยเอกกาส รับผิดชอบกองร้อยพยาบาลภาคสนามที่ 5 ยินดีตอนรับ ”
“สวัสดีครับ ผมเอ เป็นนักพจนภัย ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ” เมื่อเอทักทายเสร็จร้อยเอกก็หันไปหาเรกิส
“เธอไปได้แล้วไป แล้วอย่ามาป่วนอีกละ”
“ไปก็ได้ บู”
“นั้นไม่ได้ช่วนให้น่ารักขึ้นเลยนะ ”ร้อยเอกหันมาหาเอ
“ปะ เราไปกันเธอปล่อยให้ยัยคนเถื่อนนี้ไปกวนกองร้อยที่โชคร้ายอื่น ” หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องพักของกองร้อย
“ทำความเคารพ”
“ไม่ต้องมากพิธี ตามสบายทุกคน”
“ผู้กองพาใครมาหรอครับ”
“อ่อ! นี้เอ เด็กฝึกงานของเรา”
“วะ วะ ว๊าว” เสียงตอบรับแบบดีอกดีใจดังออกมาจากกองร้อยทันทีเหมือนกับมีของเล่น(เหยือราย)ใหม่ มาให้เล่นเมื่อร้อยเอกเห็นแบบนั้นก็อดกระแอมเพื่อเตือนออกมาไม่ได้
“ทุกคนเขามาแค่ช่วยงานพวกเราในภาคสนามเท่านั้นไม่ใช่ทหารใหม่เพราะฉะนั้นเบามือหน่อยแล้วกัน”
“ได้เลยผู้กองพวกผมจะเบามือให้เหมือนนวดแป้งเลย”
“ฮ่าๆๆๆ”
“เอาละผมจะไม่กวนพวกคุณแล้วพักผ่อนตามสบาย” เอได้แต่คิดในใจ
‘ซวยแล้ววววววว’
ณ กลางอากาศอันเงียบสงัด สายลมกระโชกพัดผ่านท้องฟ้าในยามนี้แสงดาวบนฟ้านั้นเปล่งประกายสวยงามในขณะนั้นยานรบห้าลำได้เคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันก่อนที่จะเคลื่อนที่จัดรูปขบวนตั้งรับโดยยานรบชั้นรองแต่ละลำจะลอยลำล้อมรอบยานธงโดยที่แต่ละลำจะไม่อยู่ในระนาบเดียวกันทั้งแกน x yและz และยานธงจะปล่อยโดนตรวจสอบออกไปเฝ้าระวัง ณ ห้องประชุมยุทธการณ์ทั้งชายและหญิงต่างรายงานความสำเร็จของตัวเองแด่ราชาริชาร์ด
“พวกท่านคงเหนื่อยกันมาก ต้องขอขอบคุณพวกท่านมาก”
“หามิได้พระองค์ท่าน หากแต่เป็นพวกเราที่ต้องขอบคุณท่าน”
“ใช่ๆ ”
“จะขอบคุณข้าคนเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทักษะการทูตขององค์ชายรัชทายาทเมนาสที่ทำการติดต่อกับพวกเอลฟ์เพื่อขอซื้อเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการย่นระยะทางและระบบจั๊มไดร์เราคงไม่สามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้”
“พะยะคะ”
“เอาละตอนนี้ข้าขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา จากรายงานสภาพอากาศพรุ่งนี้จะมีพายุซึ่งจะทำให้ฝนตกชุบตรงบริเวณสันเขาตรงนี้กินบริเวณครอบคลุม 100 กิโลเมตร ซึ่งจะครอบคลุมแนวตั้งรับที่สองของข้าศึกไปจนถึงเมืองหลวงของศัตรู น่าเสียดายที่พื้นที่ตั้งของข้าศึกนั้นเราไม่สามารถทำให้เกิดโคลนถล่มได้และฝนยังทำให้การโจมตีด้วยไฟใช้การได้ยากขึ้นไปอีก ใครมีข้อเสนอไหม” หลังจากที่ราชาริชาร์ดพูดจบก็มีมือเรียวบางยกขึ้นมา
“ดัชเชสอาเรียมีอะไรจะเสนอ เชิญท่านเสนอได้” หลังจากนั้นดัชเชสได้ยกโฮโลแกรมขึ้นมาเป็นภาพเสมือนของพื้นที่ยุทธการ
“ข้ามีข้อเสนอให้เราทำการสร้างค่ายกลมังกรสายฟ้าขึ้นมาโดยที่เราจะยิงตัวนำประจุใส่ห้าจุดตรงนี้” เมื่อเธอพูดจบเธอก็แสดงจุดห้าจุดที่ครอบคลุมพื้นที่เมืองหลวงของศัตรู
“จากนั้นเราจะยิงสิ่งนี้เข้าไปเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จากสายฟ้าของธรรมชาติเผาพลานศัตรูให้สิ้นได้ทั้งยังปั่นปวนมานาสตรีมบริเวณนั้นเป็นเวลา 1ชั่วโมง 30 นาที นั้นมากพอที่จะให้เรานำเหล่าไนท์เข้าเก็บกวาดและยังสามารถเพิ่มพลังการยิงของปืนใหญ่ไออ่อนไนย์และกระสุนอัดประจุพลังสายฟ้าได้อีกด้วย นั้นคือแผนของข้าฝ่าบาท” จากนั้นก็มีชายร่างบางยื่นมือขึ้น
“ท่านดยุกมอเตสท่านมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าแต่พระองค์ ข้าคิดว่าเราควรโจมตีด้วยไฟพะยะคะ”
“ทำไมรึ เนื่องจากสภาพอากาศนั้นเอื่ออำนวยมากเกินไปข้าจึงคิดว่าศัตรูน่าจะสามารถอ่านทางของเราออกข้าคิดว่าในขั้นตอนแรกเราจะนำยานรบDestroyer เข้าร่วมแล้วใช้แผนการของดัชเชสอาเรียในช่วงแรกเพื่อทดสอบความพร้อมของศัตรูจากนั้นยานDestroyer โปรยสารไวไฟผสมเข้าไปในน้ำฝนจากนั้น ก็ทำการยิงระเบิดอนุภาคสลายเมฆฝนและทำการปิดฉากด้วยระเบิดเพลิงนรก ด้วยวิธีนี้ข้ามั่นใจว่าสามารถจัดการกำลังรบของข้าศึกได้มากว่า 80 ไม่ซิ 85% ได้อย่างแน่นอนพะยะคะ”
“แล้วท่านละดยุกแองกัส”
“ข้าพระองค์ก็จะขอเสนอวิธีด้วยพะยะคะ”
“ว่ามาได้เลยท่านดยุก”
“ข้าคิดว่าสองวิธีแรกนั้นก็น่าสนใจดีแต่ข้าขอเสนอการโจมตีด้วยน้ำ ไม่สิน้ำแข็ง เนื่องจากสภาพอากาศของพื้นที่เต็มไปด้วยฝนข้าคิดว่าเราควรจะสร้างมหาเวทย์นรกน้ำแข็ง ด้วยการใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์อีเทอร์นอลของยานรบทั้งห้าลำบวกกับการควบคุมโดยอาร์คเมจมาแตงค์และปรับสมดุลและรายละเอียดปลีกย่อยโดยปัญญาประดิษฐ์เซเฟียสนั้นสามารถทำให้เกิดมหาเวทย์นรกน้ำแข็งที่จะทำให้มีอุณหภูมิติดลบกว่า 1000 องศาและจากนั้นเราจะทิ้งระเบิดปฏิสสารเพื่อเป็นการปิดจ็อบพะยะคะ”