จารึกที่ 121 : คมกระบี่นิรันดร์ : การหลบหนีและเดิมพัน
ณ ชายป่าหมอกลวงตา ท่ามกลางซากปรักหักพังแสงตะวันยามรุ่งสางที่ควรจะอบอุ่น กลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าน้ำแข็งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายชุดขาวผู้มาเยือน
ฉินมู่หลาง แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ยืนเอามือไพล่หลัง สายตาคมกริบมองต่ำลงมาที่กลุ่มของอาเจียราวกับมองมดปลวก แรงกดดันจาก "จิตกระบี่" ที่แผ่ออกมาทำให้เศษใบไม้รอบตัวเขาขาดสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยที่เขาไม่ต้องขยับตัว
"ข้าจะพูดอีกครั้งเดียว..." น้ำเสียงของฉินมู่หลางราบเรียบแต่ก้องกังวาน "ส่งของที่ดูดซับแสงสีทองเมื่อครู่มา... แล้วข้าจะไว้ชีวิต"
อาเจีย เหงื่อกาฬไหลพรากอาบแผ่นหลัง สมองประมวลผลเร็วจี๋
'ซวยบรม! เจ้านี่มันระดับ 'สร้างรากฐาน' ขั้นกลางค่อนไปทางสูงแน่ๆ... ลำพังแค่ข้ากับคุณชายเฟิงที่สะบักสะบอม บวกกับเจ้าสัวที่แขนห้อยรุ่งริ่ง... สู้ไปก็ตายเปล่า!'
"ของวิเศษ? ท่านหมายถึงเจ้าสิ่งนี้หรือขอรับ?"
อาเจียแสร้งทำหน้าซื่อตาใส ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่แทนที่จะหยิบแผนที่หนัง (ของจริง) เขากลับคว้า ก้อนหินสีดำ ก้อนหนึ่งที่แอบสลับเปลี่ยนไว้ออกมา แล้วเคลือบด้วยพลังปราณจางๆ ให้ดูเหมือนของมีค่า
"ข้าเจอแค่หินนี่ตอนที่อสูรระเบิด... ถ้าท่านอยากได้ ก็เอาไปเลย! ข้าไม่อยากมีเรื่อง!"
อาเจียโยนหินก้อนนั้นลอยโด่งไปทางฉินมู่หลาง พร้อมกับแอบส่งสัญญาณมือให้เจ้าสัวที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ฉินมู่หลางเพียงปรายตามอง หินก้อนนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะถูกกระแสปราณที่มองไม่เห็นบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง!
เพล้ง!
"คิดจะตบตาข้าด้วยก้อนกรวดงั้นรึ?" ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเย็น "ดูเหมือนเจ้าจะเลือกความตายสินะ"
วูบ!
เพียงแค่เขากระดิกนิ้ว กระบี่โบราณที่สะพายอยู่ด้านหลังก็พุ่งออกมา ลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะ ปลดปล่อยคลื่นรังสีอำมหิตถาโถมเข้าใส่กลุ่มของอาเจียทันที!
"ระวัง!" เฟิงอี้หราน กัดฟันกรอด ฝืนสังขารพุ่งมายืนบังหน้าอาเจียและน้องสาว กางพัดจีบสร้างม่านพลังป้องกัน
ตูม!
แรงปะทะทำให้เฟิงอี้หรานกระอักเลือดคำโต เข่าทรุดลงกระแทกพื้น
"อั่ก! ...แข็งแกร่งเกินไป!"
"หนี!" อาเจียตะโกนลั่น
เขาล้วงมือเข้าไปในถุงมิติใบเก่า คว้าเอา "ระเบิดควันสูตรพิเศษ" (ผสมพริกไทยป่น ยางรัก และมูลสัตว์อสูรตากแห้ง) ออกมาสามลูก แล้วปาลงพื้นสุดแรงเกิด
ปัง! ปัง! ปัง!
ควันสีม่วงหนาทึบระเบิดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ส่งกลิ่นฉุนกึกจนแสบตาแสบจมูกและคันคะเยอไปทั้งตัว เหล่าศิษย์ติดตามของฉินมู่หลางที่อยู่ด้านหลังพากันไอโขลกเขลก น้ำหูน้ำตาไหล
"เจ้าสัว! หิ้วปีกพวกเขา! ไปทางหุบเหว!"
เจ้าสัว แม้แขนซ้ายจะแตกร้าวเสียหายหนัก แต่ขาทั้งสองข้างยังทรงพลัง มันพุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวเฟิงอี้หรานด้วยแขนขวา และให้เฟิงหลิงเอ๋อร์ขี่หลัง ก่อนจะกระโจนหายเข้าไปในม่านควันและป่าทึบด้วยความเร็วสูง โดยมีอาเจียวิ่งตามไปติดๆ
ท่ามกลางควันพิษ ฉินมู่หลางยืนนิ่งไม่ไหวติง ปราณกระบี่รอบกายหมุนวนปัดเป่าควันออกไปจนหมดสิ้น เสื้อผ้าสีขาวของเขายังคงสะอาดเอี่ยม
"ลูกไม้ของพวกสวะ..."
"ศิษย์พี่ฉิน! ให้พวกข้าตามไปไหมขอรับ!" ศิษย์ติดตามคนหนึ่งถามพลางขยี้ตา
"ไม่ต้องรีบร้อน..." ฉินมู่หลางยกยิ้มมุมปาก "ทิศทางที่พวกมันหนีไป คือ 'หุบเหวอักขระเสื่อม' ... ที่นั่นพลังปราณจะถูกกดทับ ยิ่งพวกมันเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเดินเข้ากรงขัง... กระจายกำลังปิดล้อมทางออกไว้ ข้าจะเข้าไปล่าพวกมันเอง"
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา (ประมาณ 1 ชั่วโมง)
ณ ถ้ำลึกลับก้นหุบเหวอักขระเสื่อม
อาเจียและกลุ่มเฟิงหนีหัวซุกหัวซุนลงมาหลบซ่อนตัวในถ้ำเล็กๆ ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมปากทางเข้า บรรยากาศที่นี่กดดันอย่างประหลาด พลังปราณในร่างไหลเวียนติดขัดราวกับมีก้อนหินอุดตันเส้นชีพจร
"แฮ่ก... แฮ่ก..." เฟิงหลิงเอ๋อร์หอบหายใจ ใบหน้าเปื้อนฝุ่น "ที่นี่มันที่ไหนกัน? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนจะจุดไฟไม่ติดเลย"
"หุบเหวอักขระเสื่อม..." เฟิงอี้หรานตอบเสียงเครียด ขณะพิงผนังถ้ำ "พื้นที่อันตรายที่พลังธรรมชาติปั่นป่วน... แต่ก็เป็นที่เดียวที่ฉินมู่หลางจะตามหาเราเจอได้ยากที่สุด"
อาเจียไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบหันไปตรวจสอบ เจ้าสัว ที่นั่งพิงมุมถ้ำ
สภาพของหุ่นเชิดคู่ใจดูย่ำแย่กว่าที่คิด แขนซ้ายที่เป็นหยกทมิฬแตกร้าวเป็นร่องลึกจนเห็นแกนกลไกภายใน ไหล่ขวาบิดเบี้ยว และเกราะหน้าอกยุบตัวลง
"โธ่... ลูกพ่อ..." อาเจียลูบรอยแตกด้วยสีหน้าปวดร้าว (ในทรัพย์สิน) "เสียหายหนักขนาดนี้... ถ้าเจอฉินมู่หลางอีกรอบ เจ้าได้กลายเป็นเศษหินถมทางแน่"
"แล้วเราจะทำยังไง?" เฟิงอี้หรานถาม "ข้ากับหลิงเอ๋อร์พลังปราณแทบไม่เหลือ ส่วนเจ้าสัวก็สภาพดูไม่ได้... เราติดกับดักแล้ว"
ดวงตาของอาเจียฉายแววครุ่นคิด เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบ 'มุกหมอกทมิฬ' (ของจริงที่เก็บได้จากอสูร) ออกมาถือไว้ในมือ
มันแผ่ไอความเย็นและกลิ่นอายความมืดออกมาวูบวาบ
"มู่เฉิน..." อาเจียสื่อสารทางจิต "ในสภาพที่ปราณถูกกดทับแบบนี้... ข้าจะใช้วิชา 'ผสานอักขระ' ที่อ่านเจอในหอคัมภีร์ได้ไหม?"
"ยาก... แต่เป็นหนทางเดียว" วิญญาณบรรพชนตอบเสียงเข้ม "เจ้าต้องใช้พลังจิตตานุภาพนำทางแทนพลังปราณ และต้องใช้ 'เลือด' ของเจ้าเป็นตัวเชื่อม... แกนวิญญาณนี้เป็นธาตุมืด ส่วนเจ้าสัวเป็นธาตุดิน... เจ้าต้องเสี่ยงเดิมพัน"
อาเจียกัดฟันแน่น หันไปมองสองพี่น้องตระกูลเฟิง
"ข้ามีวิธี... แต่ข้าต้องการความช่วยเหลือ"
"ว่ามาเลย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตอบรับ
"คุณหนูเฟิง... ข้าขอให้ท่านช่วยรีดเร้นปราณอัคคีที่เหลืออยู่ทั้งหมด สร้าง 'เปลวไฟบริสุทธิ์' อุ่นแกนกลางของเจ้าสัวไว้อย่าให้ดับ... ส่วนคุณชายเฟิง ช่วยเฝ้าปากถ้ำให้ที อย่าให้แมลงสักตัวบินเข้ามา!"
"ได้!"
อาเจียนั่งลงตรงหน้าเจ้าสัว เขาหยิบ พู่กันนิรันดร์ (ในสภาพด้ามไม้เก่าคร่ำครึ) ขึ้นมา แล้วตัดสินใจกัดปลายนิ้วชี้ของตัวเองจนเลือดไหลซึม
เขาใช้เลือดผสมกับหมึกชาด แล้ววาดลวดลายอักขระวงเวทย์ลงบนพื้นรอบตัวเจ้าสัว
"อักขระผสาน : เชื่อมต่อโลหิต!"
อาเจียกดมุกหมอกทมิฬลงไปที่รอยแตกบนแขนซ้ายของเจ้าสัว!
ฉ่าาาา!
เสียงเหมือนน้ำราดบนเหล็กร้อนดังขึ้น ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากมุก อาเจียไม่รอช้า ตวาดก้องพร้อมตวัดพู่กันเขียนอักขระกลางอากาศ ตัวอักษรสีเลือดลอยเข้าไปตรึงควันดำเหล่านั้น บังคับให้มันไหลซึมเข้าไปในเนื้อหยกที่แตกร้าว
"อย่าดื้อกับข้า!" อาเจียคำราม เหงื่อเม็ดโป้งผุดพราย "จงกลืนกิน! จงผสาน! จงสยบต่อกฎเกณฑ์ของข้า... ด้วยอำนาจแห่ง 'อักขระสูญตา' (หลิง)!!"
เขาใช้อักขระตัวสุดท้าย... "วงกลมแห่งความว่างเปล่า" เขียนทับลงไปที่จุดเชื่อมต่อ เพื่อลบล้างความขัดแย้งของธาตุ
ตู้ม! (เสียงระเบิดเบาๆ ภายใน)
แสงสีดำวาบขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะดับวูบลง...
ความเงียบปกคลุมถ้ำ อาเจียหอบหายใจแฮกๆ ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา
"สะ... สำเร็จไหม?" เฟิงหลิงเอ๋อร์ชะโงกหน้าเข้ามาดู
ที่แขนซ้ายของเจ้าสัว... รอยแตกร้าวหายไปจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่มาแทนที่คือ เนื้อวัสดุสีดำด้าน ที่ดูดกลืนแสง และมีลวดลายเมฆหมอกจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายใน หากมองด้วยตาเปล่าจะรู้สึกเหมือนแขนข้างนั้น "เลือนราง" ราวกับภาพลวงตา
เจ้าสัวขยับนิ้วมือซ้ายช้าๆ แกรก... แกรก... ก่อนจะกำหมัดแน่น พลังงานสีดำสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาหุ้มหมัดไว้
"สุดยอด..." อาเจียลุกขึ้นมาดูผลงาน ดวงตาเป็นประกาย
"ไม่เพียงแค่ซ่อมแซม... แต่นี่คือการ 'วิวัฒนาการ' ... ตอนนี้เจ้าสัวมีแขนซ้ายที่ใช้พลังแห่งมายาได้แล้ว!"
"เตรียมตัวให้พร้อมทุกคน..." อาเจียแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์กลับคืนมา
"ตอนนี้เรามีของเล่นใหม่แล้ว... ได้เวลาไปสอนบทเรียนให้ไอ้คุณชายหน้าขาวนั่นรู้สำนึกบ้างว่า... อย่ามาแหยมกับคนงกที่กำลังจนตรอก!"