หลังจากสะบั่นศีรษะนักรบกล้าผู้อยู่ในระดับโบยบินไปถึงสองคน
เหล่านักรบกล้าก็แลดูจะไม่กล้าเล่นทำตัวประมาทอีกต่อไป ยามนี้จากการร่ายฤทธิ์สายโซ่เพื่อจับเป็นก็แปรเปลี่ยนเป็นใช้ฤทธิ์ร่ายเพื่อสังหารทันที แต่ละคนร่ายฤทธิ์ใส่ตัวเองไม่ช้าอักขระมากมายก็ปรากฏท่อแสงสว่างที่เนื้อหนัง ไม่ช้าผิวกายของพวกมันทั้งหลายก็คล้ายจะเป็นสีดำทมิฬในทันที จากนั้นไม่ช้าก็แลดูว่าเนื้อหนังนั้นจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายจะเป็นเกล็ดหนังงู
นัยน์ตาพวกมันทั้งหลายที่เคยประดุจมนุษย์ปุถุชนก็กลับกลายเป็นแดงก่ำสีโลหิต ดุจสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่ง "ย๊าาาาาาก" เสียงกรีดร้องของคนทั้งแปดร้องดังสนั่นก่อนที่ด้านหลังของพวกมันจะปรากฏคล้ายมีปีกงอกออกมา
ปราชญ์บัวมณีเมื่อเห็นเช่นนี้ก็รอบพูดกล่าวน้ำเสียงบางเบา "อสูร... เขตนอกงั้นรึ"
ลี่อิ่งมองปราชญ์บัวมณีพร้อมทวนคำ ก่อนจะจดจ้องไปที่การสัประยุทธ์อันรุนแรงอีกครั้ง
.
.
.
ฉินเทียนกลับสู่พื้นปฐพี ตัวมันยามนี้แทบจะไม่มีเวลาพัก ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้นก็พุ่งตัวหลบห่าระเบิดอิทธิฤทธิ์ลูกแล้วลูกเล่าในทันที
ราวกับว่าตัวมันอยู่กลางทุ่งระเบิด จะสะบัดตัว ย่างก้าวไปที่ใดก็มีกระแสฤทธาอันรุนแรงโหมซัดสาดมันอยู่ตลอด แม้ฉินเทียนจะครองจิตจักรพรรดิ หากแต่ร่างกายของมันนั้นยังเป็นประดุจปุถุชน ดังนั้นแม้มันจะเคลื่อนกายได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยย่างก้าวภูตผี หากแต่สะเก็ดอานุภาพของแรงระเบิดจากฤทธาต่างๆ ก็ค่อยๆ สร้างบาดแผลให้ตัวมันไม่น้อย
หากแต่ตัวฉินเทียนก็หาได้สนใจมันไม่ ตอนนี้จิตใจของมันตั้งมั่นไปกับการล่าสังหาร
ในตอนนี้ตัวมันแค่กำลังรอเวลา...
เพื่อที่จะออกล่าอีกครั้ง
ที่รูจมูกของฉินเทียนยามนี้คล้ายมีโลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมา
นัยน์ตาของมันก็คล้ายแดงก่ำขึ้น ผิวกายก็เช่นกัน
ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจาก 2 วิชาที่มันเลือกซื้อหาจากศาลเทพสวรรค์ก่อนก่อการ
หนึ่ง [เจ็ดก้าวพริบตา] วิชานี้เป็นวิชาระดับทองคำฉินเทียนซื้อส่วนต้นระดับต่ำสุดของมันมาใช้ อานุภาพของมันก็สะเทือนฟ้า น่าหวั่นเกรงอย่างที่เห็น มันทำให้หนึ่งบุรุษตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้ม สามารถพุ่งกายเหยียบอากาศได้ราวกับโบยบิน แน่นอนนั้นคือข้อดีของวิชานี้ หากแต่เจ็ดก้าวพริบตานั้นหาใช้วิชาวิเศษวิโสอะไร
นั่นเพราะในทุกๆ ก้าวที่ใช้วิชานี้ชีพจรวิญญาณของผู้ใช้ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งคล้ายโดยหินผาศิลาแข็งกดทับ ปวดร้าวไปทั่วร่างกาย และความเจ็บปวดทุกข์ทนนี้ก็จะยิ่งเจ็บ ยิ่งปวดมากขึ้นหากยิ่งใช้งานเคล็ดวิชานี้
และด้วยเชื่อเจ็ดก้าวพริบตา มันก็คล้ายๆ บอกเป็นนัยๆ แล้ว แม้แต่ผู้คิดค้นวิชานี้ยังมิอาจจะก้าวย่างได้มากเกินเจ็ดก้าว
ในยามที่ฉินเทียนสังหารสองนักรบโบยบิน มันใช้ไปทั้งสิ้น 4 ย่างก้าว แม้จะใช้เพียงแค่นี้ ฉินเทียนก็รับรู้ได้ว่าร่างกายมันกำลังได้รับภาระอันหนักอึ้ง มันจึงจำต้องหยุดใช้เคล็ดวิชานี้เพื่อพักเส้นชีพจรวิญญาณ ถ่วงเวลาอีกครู่ใหญ่
สอง [ดาบคลั่งปลิดชีพ] เพื่อจะเด็ดหัวของผู้ฝึกตนที่มีระดับสูงกว่าตัวเองมาก ฉินเทียนไม่มีทางเลือก มันต้องมีเคล็ดวิชาที่เหี้ยมหาญอำมหิต ดาบคลั่งปลิดชีพจึงเป็นวิชาที่มันเลือกมาอีกหนึ่ง วิชานี้ก่อนสังหารศัตรูมันจำเป็นต้องทำร้ายตัวเองก่อน
ยามที่มันเคลื่อนดาบคลั่งปลิดชีพ โลหิตทั่วกายมันถูกสูบฉีดพร้อมดึงพลังวิญญาณอันเข้มข้นปะทุออกมาในครั้งเดียว หากไม่บ้าพอ หากมิคลั่งพอ จะไม่มีมันผู้ใดคิดใช้เคล็ดวิชานี้
เพราะเพื่อฟันผู้อื่นหนึ่งแผล ตัวมันก็คล้ายต้องจำทนกับความเจ็บปวดของการระเบิดชีพจรวิญญาณทั่วร่าง
โชคดีที่ฉินเทียนนั้นมีเส้นชีพจรจักรพรรดิ ซึ่งเป็นชีพจรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด
หากแต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เพียงแค่สองดาบที่มันฟาดฟันออกไปก็ทำให้ตัวมันตอนนี้เลือดลมปั่นป่วนเป็นที่สุด
!!!ตูมมมมม เสียงระเบิดจากพื้นปฐพีพร้อมร่างของนักรบมืดผู้มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม มันคือหนึ่งในแปดนักรบผู้โบยบิน มันอาศัยจังหวะหลบซ่อนตัวดำดิน รอจังหวะดีสบช่องหมายโจมตีฉินเทียนทีเผลอ
หากแต่ฉินเทียนที่จิตตานุภาพแข็งแกร่งเป็นที่สุด มีรึมันจะประมาณในตอนนี้ เมื่อร่างของนักรบมืดปรากฏ กับเป็นโอกาสดีของฉินเทียน มันพริ้วร่างด้วยย่างก้าวภูตผีตีวงอ้อมไปด้านหลังนักรบมืดที่พึงโผล่ร่างจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ใช้เพลงดาบใบไม้ไหวหมายจะสะบั้นศีรษะมันผู้นั้นทันที!!!ฉวิง เสียงดาบปาดเฉือนเข้าลำคอ
หากแต่ดาบของฉินเทียนกระบวนนี้กับฟันเข้าเพียง 1 ส่วน 3 ชุ่น (1 ชุ่น = 3.33 เซนติเมตร)
ร่างมืดของเหล่านักรบโบยบินมิใช่ร่างอิทธิฤทธิ์ธรรมดาเลย มันชุบร่างให้แข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่านั้น
เสียงกรีดร้องของนักรบมืดร้องดัง มันไม่คิดเลยว่ามันจะถูกฟันเช่นนี้ "บัดซบไอ้เดนสวะ กล้าทำให้ข้าผู้นี้มีบาดแผลงั้นรึ" นักรบมืดผู้นั้นคลุ้มคลั่งยิ่งขึ้น มันเปลี่ยนมือของมันร่ายฤทธิ์ให้เป็นมีดแหลมยาวราว 3 ฉื่อกว่าๆ (1 ฉื่อ = 33.33 เซนติเมตร)
ก่อนจะโบกสะบัดตะวัดไปมาเกิดเป็นคลื่นตัดอากาศ
ต้นไม้ อาคาร ต่างถูกสะบั้นด้วยอานุภาพที่ไม่ธรรมดาของมือมีดนี้
หากแต่แม้มันจะรุนแรงและบ้าคลั่ง มันก็ยังมิอาจจะสัมผัสซึ่งตัวฉินเทียนได้เลยแม้แต่น้อย ในทุกๆ มีดดาบของมัน ในเสี้ยววินาทีฉินเทียนสามารถพลิ้วกายหลบได้อย่างฉิวเฉียดอยู่เสมอ
และในที่สุดฉินเทียนที่พัวพันอยู่ข้างกายมันมาโดยตลอดก็สบช่องอีกครั้ง เพลงดาบใบไม้ไหวถูกใช้ มันฟันเข้าไปที่เดิม ครั้งนี้เพลงดาบใบไม้ไหวได้ฟันลึกของไปลำคออีกครึ่งชุ่น
ซู่ๆๆๆๆๆๆ โลหิตแห่งนักรบมืดก็แผ่พุ่ง หากแต่มันก็ยังไม่ตกตาย มันพยายามก้าวถ้อย พร้อมหลีกหนีอย่างรนลาน หากแต่มีหรือฉินเทียนจะปล่อยให้มันทำสำเร็จ ฉินเทียนย่างก้าวตามไปเคล็ดย่างก้าวภูตผีราวกับทำให้ฉินเทียนนั้นไร้ซึ่งตัวตน
ไม่ช้ามันก็หมุนตัว ตวัดดาบเข้าตำแหน่งเดิมอีกครั้ง หากแต่นักรบมืดมันก็หาได้โง่งมมันเอามือกางเตรียมปกป้องตำแหน่งอันตรายนี้เอาไว้แล้ว เพราะหากมันโดยฟันอีกครั้ง มันก็มั่นใจว่าศรีษะของมันจะถูกสะบั้นจนหลุดจากบ่าแน่นอน
หากแต่ไม่รู้ทำไมในชั่วครู่หนึ่งมันคล้ายเห็นสายตาของบุรุษต่ำต้อย สายตานั้นน่ากลัวเหลือเกิน
อยู่ๆ ดาบที่ควรจะฟาดใส่ลำคอก็แปรเปลี่ยน มันมิได้หมายเล็งซึ่งลำคอ หากแต่เป็นดวงเนตรทั้งสองของนักรบมืดต่างหาก "อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาก ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้บัดซบ" นักรบมืดกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด โลกของมันกลายเป็นมืดมิดแล้ว ไม่ช้าฉินเทียนก็พบว่าอีกมุมหนึ่งของมันมีผู้ร่ายอิทธิฤทธิ์รุนแรง มันคือศรมืดที่มีอานุภาพไม่ธรรมดา กำลังพุ่งมาหมายจะเอาชีวิตของฉินเทียน ศรนี่วิ่งพุ่งกรีดอากาศเสียดัง รอบรายทางมันล้วนทำให้ใบไม้เศษหินหมุนวนปลิดปลิวไปจนหมด
ไม่รู้ทำไมยามเมื่อศรนั้นใกล้พุ่งแทงสังหารสวะต่ำต้อยตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มผู้นี้ ตัวผู้ร่ายฤทธิ์จึงพลันรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
และก็เป็นจึงดังคาดศรนั้นมิอาจจะทำอะไรสวะต่ำต้อยได้
หากแต่มันได้สังหารสหายนักรบของตัวเองแทนแล้ว
ฉินเทียนแตะตัดขาก่อนดึงร่างของนักรบมืดผู้นัยน์ตาดับมืดมารับศรพลังวิญญาณสีทมิฬแทน
และเมื่อศรนั้นต้องกายนักรบมืด มันก็คล้ายมีชีวิตมีรากคล้ายหนวดปลาหมึกสีทมิฬ หากแต่มันแหลมคมเหมือนใบมีพุ่งแทงทะลุร่างของนักรบมืดพูดนั้นไปมาไม่หยุด ร่างของมันแตกออกเนื้อหนังสาดกระเซ็น กลายเป็นซากร่างที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
ผู้ร่ายศรมืดกรดด่าฉินเทียนว่าสาระเลวต่ำช้าอยู่ในใจมัน
ฉินเทียนแย้มยิ้ม... ตอนนี้มันรู้สึกว่าชีพจรวิญญาณของมันสามารถใช้งาน [เจ็ดก้าวพริบตา] และ [ดาบคลั่งปลิดชีพ] ได้อีกครั้งแล้ว
.
.
.
ตูม ตูม ตูม
.
.
.
ใน 6 ย่างก้าวของเจ็ดก้าวพริบตาได้ปลิดชีวิตนักรบมืดผู้โบยบิน ผู้เป็นถึงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มหนึ่งจุดแต้มบ้าง สามจุดแต้มบ้าง ไปอีก 3 คน
ณ ตอนนี้ หากนับท่านเจ้าเมืองด้วยผู้โบยบินแห่งเมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้เหลืออยู่เพียง 5 คนแล้ว
หากแต่สภาพของฉินเทียนตอนนี้ ก็แลดูจะไม่สู้ดีสักเท่าไรนัก นัยน์ตาข้าหนึ่งของมันคล้ายมีโลหิตซึมไหลออกมาไม่หยุด
ฉินเทียนหยุดใช้ [เจ็ดก้าวพริบตา] ก่อนกลับมาเดินเบาสบายบนพื้นดิน ยามนี้เหล่านักรบผู้โบยบินต่างหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก มีความรู้สึกคล้ายกลัวตายปรากฏในหัวใจของพวกมันทั้งหลาย ไอ้สวะชั้นต่ำตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มผู้นี้อันตรายเกินไปแล้ว
สายตาของท่านเจ้าเมืองยามนี้คล้ายโกรธเกรี้ยวและดูไม่สู้ดีนัก
.
.
.
ปราชญ์บัวมณีหัวเราะขบขันพร้อมพูดกล่าว "มิคิดเลยว่าผู้ฝึกตนระดับต่ำจะทำได้ถึงเพียงนี้ แค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้ม ห่างชั้นกับเหล่าผู้โบยบินอย่างมิอาจเทียบเทียม หากแต่กลับสังหารผู้โบยบินได้ ช่างน่าตกตะลึง หากแต่ในเวลาเดียวกัน ก็น่าสงสารบุรุษผู้นั้นเช่นกัน"
นางมารลี่อิ่งเหลียวมองปราชญ์บัวมณี "ทำไมรึพี่หญิง"
ปราชญ์บัวมณีหัวเราะขบขันอีกครั้ง "เพราะมันเลือกเส้นทางแห่งผู้ชีวาวายใช้เคล็ดวิชาสะบั้นชีพจร ผลาญโลหิตเพื่อฤทธาอย่างไรเล่าน้องหญิง" พูดจบปราชญ์บัวมณีก็ยิ้มอย่างพอใจ หากแต่นางมิได้พูดเปล่า สายตาของนางคล้ายสังเกตเห็นบางสิ่งอย่างในใบหน้าของลี่อิ่งหญิงสาวตัวน้อยของนาง
"ลี่อิ่งเจ้าเป็นห่วงบุรุษผู้นี้รึ"
นางมารลี่อิ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็นึกถึงวันเก่าก่อน นางรีบสะบัดหน้าเชิดหนีพร้อมกล่าวปฏิเสธทันที "!!!ไม่"
ปราชญ์บัวมณีหัวเราะอีกครั้งกับท่าทีประหลาดของลี่อิ่ง สายตาของนางมิอาจจะหลอกสตรีผู้มีประสบการณ์ได้
.
.
.
"ดูเหมือนหากข้าไม่ลงมือเองคงจะจัดการเจ้าไม่ได้สินะ" ท่านเจ้าเมืองพูดกล่าวพร้อมรอยยิ้ม หากแต่ในไม่ช้ารอยยิ้มนั้นก็หายไป พร้อมร่างของท่านเจ้าเมือง
!!!ตูมมมมม เสียงระเบิดจากแรงหมัดและการพุ่งร่างของท่านเจ้าเมือง มันเข้าประชิดตัวฉินเทียนได้อย่างรวดเร็วยิ่ง
หากแต่แม้มันจะรวดเร็วยิ่ง แต่มันก็ยังมิอาจจะสัมผัสถึงตัวของฉินเทียนได้ ฉินเทียนย่างก้าวเหยียบเศษหินที่กระดอน กระเด็นในพริบตา ตีวงโค้ง ลอยเหนือศีรษะของท่านเจ้าเมืองอย่างรวดเร็ว พร้อมฟาดดาบเข้าใส่ลำคอของมัน สามครั้งอย่างรวดเร็ว
!!!ติง!!!ติง!!!ติง
ท่านเจ้าเมืองกลับแย้มยิ้มเบาสบาย พร้อมมองไปที่ฉินเทียนและยื่นมือหมายจะคว้าจับตัวมัน หากแต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ฉินเทียนตัวมันหลบหลีกได้อีกเช่นเคย แม้มันจะเชื่องช้ากว่าท่านเจ้าเมืองอยู่หลายเท่า เพราะนี่คือความต่างของสมรรถภาพร่างกายและระดับการบำเพ็ญฝึกฝน หากแต่ก็มีบางอย่างที่ฉินเทียนเหนือล้ำกว่าเดรัจฉานเจ้าเมืองผู้นี้อย่างมากมายเช่นกัน
เสียงดาบฟาดสามครั้งของฉินเทียนราวกับฟาดใส่เหล็กแข็ง ดาบของฉินเทียนถึงกับบิ่นในทันที
ฉินเทียนมันจดจ้องไปที่ช่องคอของท่านเดรัจฉานเจ้าเมือง มันเห็นคล้ายมีเกล็ดของงูปกคลุมอยู่ และคงเป็นเพราะสิ่งนี้ฉินเทียนจึงไม่สามารถฟันเข้าเนื้อหนังของมันได้
ท่านเจ้าเมืองทำทีท่าเบาสบายก่อนจะร่ายอิทธิฤทธิ์ของตัวมันเอง เหนือร่างของมันมีพลังวิญญาณก่อตัวเป็นรูปคล้ายงูยักษ์
งูยักษ์ตัวนั้นอ้าปากกว้างพร้อมพุ่งเข้าหมายสังหารฉินเทียนทันที
ฉินเทียนรีบพุ่งร่างหลีกหนี งูยักษ์ตัวนี้ไม่ธรรมดาเลยมันรวดเร็วเป็นที่สุด หากแต่การหลีกหนีซ้ายที ขวาที บน ล่าง อย่างมิอาจจะคาดหยั่งของฉินเทียนก็ทำให้งูยักษ์ตัวนี้เป็นได้แค่เดรัจฉานโง่งมตัวหนึ่ง
ไม่ช้าในมุมหนึ่งของกำแพงตำหนัก ฉินเทียนทำท่าคล้ายกับว่ากำลังพุ่งร่างก้าวย่างหนี ไม่ช้าก็มีนักรบมืดโบยบินมาขว้างทางมัน พร้อมร่ายฤทธิ์เกิดเป็นแหเข้าปกคลุมคล้ายไม่ต้องการให้ฉินเทียนหนีได้สำเร็จ
หากแต่แท้จริงฉินเทียนหาได้คิดหนีไม่ เมื่อแหในแผ่พุ่งมาหามัน ฉินเทียนก็ใช้จังหวะนั้นใช้เจ็ดก้าวพริบตาดีดตัวเองขึ้นสู่ท้องนภา ส่วนงูยักษ์ที่ตามหลังก็วิ่งเข้าชนแหวิญญาณนั้น มันกรีดร้อง พร้อมอ้าปากกว้างงับหนึ่งนักรบมืดผู้โบยบินดับสิ้นไปอีกหนึ่งทันที
นี่คือความร้ายกาจของงูยักษ์อิทธิฤทธิ์ตัวนี้ และก็เป็นความโชคร้ายของผู้วายชนข้าคนแห่งเดรัจฉานเจ้าเมือง
เหลือนักรบผู้โบยบินอีกสามหากไม่นับท่านเจ้าเมือง
ไม่ช้าเสียงระเบิดอากาศก็ดังสนั่นอีกครั้ง
อีกสองชีวิตนักรบมืดผู้เป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับโบยบินก็ตกตาย ศีรษะพวกมันหลุดร่วง โลหิตก็สาดกระเซ็นส่องสว่างทอประกายด้วยแสงจันทร์อยู่ชั่วครู่นี้ ก่อนจะร่วงสู่ปฐพีเป็นซากร่างไร้ชีวิต
.
.
.
ฟันต้าและฟันจิน พร้อมเหล่านักรบผู้ฝึกตนระดับต่ำมากมายคล้ายไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น
.
.
.
หนึ่งนักรบโบยบินที่เหลืออยู่คล้ายสั่นกลัว มันไม่ต้องการตายแบบนี้
มันอยากที่มีชีวิตอยู่ต่อไป... ความรู้สึกส่วนลึกในใจบอกมันว่า หากเวลานี้มันไม่หนี มันจะต้องตกตายแน่นอน มันร้องตะโกน "!!!ไม่ ข้าไม่สู้แล้ว ท่านเจ้าเมือง ข้าไม่สู้แล้ว" มันพูดพลางพร้อมพุ่งร่างเพื่อหลบหนี มันปรารถนาจะหลบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
หากแต่เมื่อมันคิดจะทำเช่นนี้
"อ๊าาาาก"
ไม่ช้ามันก็พบว่ากลางอกของมันมีงูตัวหนึ่งทะลุผ่าน งูตัวนั้นพุ่งทะลุหัวใจของนักรบผู้โบยบินอย่างรวดเร็ว งูตัวนั้นมองจ้องไปยังนัยน์ตาของนักรบผู้หลีกหนี...
มันยิ้ม...
ก่อนอ้าปากกว้างแล้วงับไปที่ศีรษะของมันผู้นั้น ไม่ช้านักรบผู้นั้นก็ร่วงหล่นจากท้องนภากลับสู่ผืนดินไปอีกคน
ส่วนงูยาวตัวนั้น แท้จริงแล้วก็คือมือข้างหนึ่งของท่านเจ้าเมืองที่แปรเปลี่ยนไปเป็นงูใหญ่ร่างยาวไปฉกร่างทะลุหัวใจพร้อมกินศีรษะของนักรบผู้คิดหลีกหนี สิ่งนี้ตัวมันเดรัจฉานเจ้าเมืองยอมมิได้ กับการกระทำของข้าคนผู้หลบหนี
มันหัวเราะเบาๆ พร้อมมองไปที่ฉินเทียน มันเล็งเห็นความสามารถอันเหนือล้ำของฉินเทียน
"เจ้าช่างไม่ธรรมดา ข้าไม่รู้จักเจ้า หากแต่ข้าก็สนใจเจ้าไม่น้อย เจ้าไม่คิดบ้างรึ หากเจ้าทำงานให้ข้า เจ้าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ได้เสพรับความสุขอันไม่สิ้น ทุกสิ่งที่ปรารถนาจะเป็นดังใจเจ้า"
.
.
.
ฉินเทียนแย้มยิ้มให้ท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองครู่หนึ่ง ก่อนอยู่ๆ รอยยิ้มนั้นจะหายไปพร้อมพูดกล่าว
"วันนี้ข้าอยากกินหัวงูย่างเป็นที่สุด... และก็ต้องเป็นงูตัวใหญ่ๆ หัวโตๆ เนื้อเยอะๆ ยิ่งมันต่ำทราม ยิ่งมันชั่วร้าย ยามที่มันร้องโหยหวน รสชาติของมันก็ยิ่งดี เจ้าว่าข้าจะหากินงูแบบนี้ได้ที่ไหน... และ... ศีรษะของเจ้าเล่ารสชาติเป็นเช่นไร..."
.
.
.
ใบหน้าของท่านเจ้าเมืองเปลี่ยนสี ไอ้สังหารแผ่ปกคลุม
เมื่อสวะต่ำต้อยมียอมเดินทางสะดวก
หากแต่หมายเส้นทางแห่งนรกโลกันตร์
ตัวมันเจ้าเมืองผู้สูงส่งก็พร้อมส่งเสริมแก่สวะต่ำชั้น เป็นความตายที่แสนทรมาน
.
.
.
หนึ่งร่างผู้โบยบินผู้เป็นถึงระดับก่อนตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม พุ่งร่างเข้าหาหมายสังหาร
หนึ่งผู้ฝึกตนเดินดินแย้มยิ้ม แม้ตัวมันจะร่างกายทรุดโทรม
หาแต่ก้าวเท้ากลับเร่งรุด
มือไม้ก็ยิ่งกำดาบในมือแน่น
ในใจมันก็มีความคิดเดียวกับผู้โบยบิน หมาย "สังหารสิ้น" เช่นกัน
.
.
.
หากแต่สิ่งที่ต่าง ผู้หนึ่งอยู่เหนือ 3 ช่วงระดับใหญ่
อีกผู้หนึ่งอยู่ต่ำ 3 ช่วงระดับใหญ่