คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 123 แสงระลอกนั้น

            

            ในที่สุด แสงดาราระลอกหนึ่งก็ทะลุม่านเลือดบนท้องนภาเข้ามาจนได้

            มันเป็นแสงจากดวงดาวที่มืดมนเหลือเกิน...

            ทว่าแสงที่สาดส่องลงมาช่างสว่างไสวและโดดเด่นเหนือผู้ใด ราวถูกสร้างขึ้นด้วยพลังทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในดวงดาวอย่างไรอย่างนั้น

            มันสาดส่องลงมาจากท้องนภาที่ห่างไกลออกไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ พุ่งจากท้องนภาสู่พื้นดินปานเป็นเสาขนาดใหญ่ที่ตรึงฟ้าดินเข้าด้วยกันเช่นนั้น

            แสงดาวส่องลงบนใบหน้าของทุกชีวิตในพื้นพิภพ

            มันเป็นพลังที่อบอุ่น และเป็นมิตรเหลือเกิน สายลมพัดผ่านพลันความสดชื่นราวได้รับการชโลมจากสายน้ำก็ปรากฏขึ้น

            สรรพชีวิตพากันก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง

            ไม่ใช่การศิโรราบ ไม่ใช่การยอมจำนนเพราะบังคับแต่เป็นความเคารพยกย่องต่างหาก

            เป็นความเคารพจากห้วงลึกของหัวใจและดวงวิญญาณ

            ทางใต้ของเมืองฉางอัน ทางเหนือของเมืองหยุนโจ

            ที่แห่งนั้นเป็นที่ตั้งของเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนามว่าเขาเทียนซาน

            ยอดเขาเทียนซานมีหอสูงแห่งหนึ่ง ถูกเรียกว่าหอดารา

            แน่นอนว่าสำหรับสมาชิกของหอดารา การไปที่แห่งนั้นช่างแสนง่ายดาย

            ทว่าสำหรับคนนอก หากต้องการจะเข้าไปในหอดารา มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น...ก้าวข้ามบันไดสวรรค์ไปให้ได้!

            มันเป็นบันไดที่ทั้งสูงและยาวมาก

            มันมีระยะทางยาวมากจนผู้คนนับไม่ถ้วนที่ปรารถนาจะไปยังหอดาราล้วนพบกับจุดจบคือความตายระหว่างทาง

            แต่ถึงกระนั้น ยังมีคนอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องการจะลองดูสักครั้ง เพราะในตำนานกล่าวไว้ว่าหอดาราเป็นสถานที่ที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าที่แห่งไหน เพราะที่แห่งนั้นสามารถทำให้เราสมปรารถนาได้ทุกประการไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการร่ำรวยเทียมกษัตริย์ หรือมีพลังแข็งแกร่งจนเทียมเทพก็ตามขอเพียงยอมแลกด้วยสิ่งที่มีค่าพอๆ กับสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เป็นจริงได้ทั้งนั้น

            แน่นอนก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนที่เดินทางไปถึงจุดหมายได้ในที่สุด

            ยกตัวอย่างเช่นราชาปีศาจแห่งแผ่นดินทางเหนือ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเขาถูกทหารฝ่ายศัตรูบีบคั้นและปิดล้อมจนแผ่นดินแทบล่มสลาย แต่เพราะที่นี่เขาถึงได้รับสิ่งที่ช่วยต่อชีวิตเผ่าปีศาจจนถึงทุกวันนี้

            และยกตัวอย่างเช่นชายในตอนนี้...

            เขามีอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ สวมเสื้อโค้ทสีทึบตัวใหญ่ บริเวณไหล่ทั้งสองข้างมีผ้าขนสัตว์คลุมอยู่บนนั้นมีหิมะเกาะอยู่มากมาย ดูเหมือนหิมะเหล่านี้จะเกาะอยู่บนนั้นเป็นเวลานานมากแล้วเพราะมันติดเข้ากับขนสัตว์เป็นที่เรียบร้อย แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดมันถึงไม่มีทีท่าว่าจะละลายลงเลยสักนิด

            ที่รอบปากของเขามีหนวดเคราขึ้นอยู่แต่นั่นกลับไม่ได้แลดูยุ่งเหยิงหรือรุงรังเลยสักนิดเพราะมันได้รับการจัดแต่งอย่างเป็นระเบียบอย่างดี เส้นผมสีดำของเขาก็มีผมสีขาวผสมอยู่ไม่น้อยแต่พวกมันก็ถูกจัดทรงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเช่นกัน

            เหมือนกับสีหน้าของเขาในตอนนี้ นิ่งสงบ ไม่มีทั้งความสุขและทุกข์ ไม่โกรธไม่หลง เป็นใบหน้าที่ดูจริงจังมาก จริงจังและเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง

            และในตอนนี้ เขาเดินไปตามบันไดอันสูงลิบอย่างตั้งใจ

            ข้างหน้าเป็นม่านเมฆอันแสนลึกลับและบันไดที่ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาที่เบื้องหลังก็มีบันไดที่ทอดยาวไปไกลจนสุดสายตาเรียงรายอยู่เช่นกัน

            เขาเดินเช่นนี้มานานแสนนาน

            เขาเริ่มเดินตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนเวียนไปถึงฤดูร้อนตั้งแต่มีใบไม้อยู่เต็มผืนดินไปจนถึงหิมะปกคลุมพิภพ...

            แต่เขากลับไม่มีท่าทางกระวนกระวาย หรือเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย นอกจากนี้สีหน้าของเขายังเหมือนบันไดตรงหน้า คือไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงไหนก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

            เพราะเขารู้ดีว่าในท้ายที่สุด เขาต้องไปถึงจุดหมายได้แน่

            ทว่ายามที่ลำแสงนั้นปะทุขึ้นในที่สุดใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับบึงร้างก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่มันเป็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยน้อยเสียจนแทบมองไม่เห็นก็ว่าได้

            เขาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปลงทันที พลางหันกลับไปมองทิศทางที่แสงปะทุขึ้น

            ที่นั่นน่าจะเป็นเมืองฉางอัน

            ดาวดวงนั้นน่าจะชื่อว่าดาวอวี้เหิง

            เขาคิดขึ้นเช่นนั้น ก่อนคลื่นแห่งความรู้สึกจะถาโถมขึ้นในหัวใจ

            เหตุนี้ เขาจึงจ้องไปที่ดาวดวงนั้น มองไปยังดาวที่กำลังจะโรยราลงและทำเช่นนั้นอยู่เป็นเวลานาน...

            ทว่าก็หมุนตัวกลับไปอีกครั้งในเวลาต่อมา

            มันเป็นการหมุนตัวที่เด็ดเดี่ยวเหลือเกินราวเจ้าตัวต้องการจะตัดขาดกับอะไรบางอย่างเช่นนั้น

            จากนั้น เขาก้าวขาออกไปอีกครั้ง มุ่งไปยังยอดเขาที่ไม่รู้ว่าจะไปถึงเมื่อไหร่อีกครั้ง

            ในตอนนั้นเอง จู่ๆดวงดาวอันแสนเจิดจ้าดวงหนึ่งก็กะพริบแสงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนั้นจึงสาดแสงที่สว่างจนแทบไม่อาจทนมองตรงๆ ได้มาที่แผ่นหลังของเขาเขาเดินต่อไปท่ามกลางแสงดาว ราวเป็นนักท่องโลกผู้แสนโดดเดี่ยวเช่นนั้น...

            “เทียนเฉียน เทียนซู เทียนจี เทียนเสียน เหยากวง อวี้เหิง...”ชื่อมากมายถูกพ่นออกมาจากปากของเขา ราวเจ้าตัวกำลังละเมอเช่นนั้น

            “น่าเสียดายที่ไม่มีไคหยาง” เขากล่าวเช่นนั้นส่งเสียงที่ราวเป็นการทอดถอนใจดังก้องไปทั่วเนินเขา

            ทันใดนั้น น้ำตาหยดใสก็ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น

            มันหยดลงบนขั้นบันไดที่เย็นยะเยือก กระจายตัวออกไปราวกับบุปผาซึ่งจะเบ่งบานให้เห็นเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น

            ทางตะวันตกของเมืองฉางอัน ณ ด่านซีหลิง

            ที่นี่เป็นด่านประจำการที่มีมาอย่างยาวนาน

            มันเป็นจุดเชื่อมระหว่างซีเหลียงกับจงโจวและเป็นแนวป้องกันสุดท้ายที่เมืองฉางอันสร้างสำหรับต่อกรกับเผ่าหมานเช่นกัน

            แสงจากดวงดาวในยามราตรี ทำให้มองเห็นว่ามีควันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าตลอดเวลา ทั้งยังมีเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นปะทุขึ้นเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

            กองทัพที่แสนยิ่งใหญ่กำลังเดินทัพกันอยู่...

            พวกเขาอยู่ในชุดเกราะแข็งแรงสีดำ ถือหอกยาวเอาไว้ในมือและมีดาบยาวทัดอยู่ที่เอว ซึ่งแม้พวกเขาจะแต่งตัวธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าใบหน้าของทหารเหล่านั้นกลับเย็นยะเยือกและมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเกินใครนอกจากนี้ ยังมีธงสงครามที่โบกพลิ้วไปตามสายลมปรากฏให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย

            มันเป็นธงสงครามที่พบเห็นได้น้อยมาก ธงนั้นมีสีดำทั้งหมดโดยที่ตรงกลางมีคำว่า ‘เป่ย’ สีแดงขนาดใหญ่ประทับอยู่

            พวกมันโบกสะบัดอยู่กลางราตรี ปานเป็นเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนเช่นนั้น

            ผู้ที่นำอยู่ด้านหน้าสุดของขบวน เป็นชายที่นั่งอยู่บนหลังม้าศึกสีดำผู้หนึ่งซึ่งถัดออกไปทางด้านหลังไม่ไกล มีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตามมาด้วย

            ชายผู้นั้นอยู่ในชุดเกราะสีดำ ใบหน้าเย็นยะเยือกราวกับภูเขาน้ำแข็งขณะที่ริมฝีปากกลับแดงฉานราวเพิ่งดื่มเลือดมาเช่นนั้น

            เขาเพ่งมองไปที่ด่านป้องกันอันแสนยิ่งใหญ่เบื้องหน้าตาไม่กะพริบ

            เขารู้ดีว่าหากผ่านด่านนั่นไปจะเป็นเมืองซีเหลียง

           เป็นสถานที่ที่เขาพะวงถึงทั้งในกลางวันและกลางคืน เพื่อให้ได้มาที่นี่เขาต้องแลกด้วยอะไรมากมาย ต้องก่อกรรมสร้างบาปมากเหลือเกิน...

            เขาจ้องไปยังที่แห่งนั้น ก่อนสติจะหลุดลอยออกไปชั่วขณะ

            และในตอนนั้นเอง จู่ๆ บางสิ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องหลัง ทำให้เขามีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา

            “หยุดก่อน!”เขาถ่ายทอดคำสั่งออกไปด้วยเสียงดังสนั่น พลันทหารนับแสนหยุดฝีเท้าลงตามคำสั่งในเสี้ยววินาทีและการหยุดทัพลงอย่างกะทันหันนี้ ก็ทำให้ฝุ่นบนพื้นลอยตลบไปทั่วบริเวณ

            ชายหนุ่มราวต้องการจะหันกลับไปมองอะไรบางอย่างแต่ความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบายก็ทำให้เขารู้สึกลังเลขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            แต่ในที่สุดเขาก็หันกลับไปจนได้...

            สิ่งที่ส่องกระทบอยู่ในม่านตาของเขาคือลำแสงที่ปะทุขึ้นในทิศใต้อันแสนห่างไกล...

            เขารู้ดีว่าที่นั่นเป็นทิศของเมืองฉางอัน

            วินาทีนั้น ร่างของเขาเริ่มสั่นสะท้านขึ้นอย่างไม่อาจยับยั้ง

            กริ๊ง...

            เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ม่านของรถม้าที่เบื้องหลังซึ่งมีกระดิ่งแขวนอยู่ถูกเลิกขึ้น ก่อนดวงหน้างามจะยื่นออกมาจากรถม้าในเวลาต่อมา นางมองไปที่ชายหนุ่มอย่างสงสัยด้วยดวงตากลมโตที่สื่อสารความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยมราวสามารถเอ่ยเป็นคำพูดได้คู่นั้นปานต้องการจะถามว่าเหตุใดถึงหยุดทัพลงอย่างกะทันหัน

            ทว่าชายหนุ่มกลับทำราวกับมองไม่เห็นการถามไถ่จากนาง

            จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้น...

            “เปิดทาง!” เขาออกคำสั่งแบบนั้น

            วินาทีที่สิ้นเสียงสั่งทหารที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งก็ตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น “เปิดทาง!”

            เสียงสั่งที่ดังสนั่นดังกึกก้องไปทั่วราตรี

            ทันใดนั้น ทหารที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าก็ถอยออกไปทางซ้ายและขวาจนพื้นที่ตรงกลางกลายเป็นเส้นทางที่กว้างประมาณหนึ่งจั้งด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น

            ชายหนุ่มจับบังเหียนม้าเอาไว้ ก่อนจะฟาดแส้ลงบนหลังม้าอย่างแรง ม้าศึกส่งเสียงพยศดังสนั่นแล้วมุ่งตรงไปที่ทิศของเมืองฉางอันอย่างรวดเร็ว กระทั่งอาชาวิ่งไปจนสุดกองทัพชายที่นั่งอยู่บนนั้นจึงดึงบังเหียนม้าเพื่อสั่งให้สัตว์พาหนะหยุดลง...

            จากนั้น เขาถอดหมวกเกราะสีดำออก กระโดดลงจากหลังม้าท่ามกลางการจับจ้องของทหารทั้งกองทัพ

            ฟุ่บ

            ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนพื้นดิน หันหน้าไปยังทิศที่แสงปะทุขึ้น

            ตุ้บ!

            ตุ้บ!

            ตุ้บ!

            เสียงกระทบดังขึ้นสามครั้ง

            เขาไหว้คำนับสามครั้งท่ามกลางสายตาของทหารนับแสน

            เขาคำนับและโขกหัวลงบนพื้นดินเต็มแรง โดยไม่ส่งพลังวิญญาณออกมาเป็นเกราะกำบังแม้แต่น้อยทำให้หน้าผากของเขากระแทกกับพื้นจนกลายเป็นจ้ำเลือด

            “ท่านอาจารย์ วางใจเถอะ”

            “ทงเสวียนจะไม่มีวันลืมคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้กับสำนักเทียนหลานเด็ดขาด!”

            เขาพูดขึ้นเช่นนั้น ก่อนจะลุกขึ้นยืน และกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกครั้ง

            “ออกเดินทางต่อได้ เราจะเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก! จนกว่าจะถึงเมืองซีเหลียง!”

            เสียงของเขาดังขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว และดังก้องอยู่ในราตรีอันแสนมืดมิดเป็นเวลานาน

            ทางใต้ของเมืองฉางอัน ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำหลีเจียง

            แม่น้ำหลีเจียงอันแสนเชี่ยวกราก มีต้นน้ำจากยอดเขาที่สูงตระหง่านทางตะวันตกมันไหลผ่านและรับน้ำจากธารน้ำรวมไปถึงลำห้วยนับร้อย ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำชางเจียงในเมืองหวั่นโจวจนกลายเป็นแม่น้ำที่มีสายน้ำเชี่ยวกราก ณ ชายฝั่งของแม่น้ำเจียงตงแล้วไหลสู่ทะเลไปในที่สุด

            แม่น้ำสายนี้รินไหลเช่นนี้มานานนับพันปีแล้ว

            หินที่ริมตลิ่งถูกสายน้ำพัดชโลมมานานนับพันปีแล้วเช่นกัน

            ทว่าหินเหล่านั้นกลับแข็งแกร่งและมั่นคงดังเดิมไม่ว่าตลอดพันปีที่ผ่านมาสายน้ำจะเชี่ยวกรากมากเพียงใดก็ไม่เคยสั่นคลอนพวกมันได้เลยสักครั้ง

            สงบทว่าก็มั่นคง... เหมือนนักดาบแห่งเมืองเจียงตงไม่มีผิด

            และในตอนนี้ นักดาบผู้หนึ่งก็กำลังยืนตระหง่านอยู่บนหินก้อนนี้เช่นกัน

            เขาเป็นชายผู้น่าจะมีอายุราวสามสิบกว่าๆ แล้ว

            เขามีหนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง อยู่ในชุดผ้าแพรสีดำ

            ดวงตาที่สุกสกาวและสว่างไสวของเขามีประกายแสงสีม่วงประดับอยู่...

           ราวว่าเขาจะยืนเช่นนี้มานานมากแล้วยืนมองสายน้ำอันแสนเชี่ยวกรากภายในแม่น้ำมองดูสถานที่อันแสนงดงามที่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ

            แม่น้ำหลีเจียงเป็นเหมือนหุบเหวลึก ซึ่งแบ่งเมืองฉางอันกับเจียงตงออกจากกันราวเป็นคนละโลกเช่นนั้น

            มีคนจากฟากโน้นข้ามมาตายในเขตของเมืองเจียงตง และไม่ได้ข้ามกลับไปอีกเลย

            ทว่าก็มีคนจากฝั่งนี้ข้ามไปตายที่เมืองฉางอัน และไม่ได้กลับมาอีกเช่นกัน

            เขาไม่รู้ว่าตนจะถูกฝังเอาไว้ที่ใดกันแน่แต่เขารู้ดีว่าตนต้องไปที่นั่นในอีกสองเดือนให้หลัง เพื่อเด็ดหัวของใครคนหนึ่งอย่างที่พวกเขาต้องการจะทำมาหลายชั่วอายุคน

            นี่เป็นหน้าที่ และเป็นชะตาชีวิตของเขา...

            ทว่าในตอนนั้นเอง ลำแสงอันแสนเจิดจ้าก็ปะทุออกมาจากเมืองที่เขากำลังมุ่งไป

            จู่ๆ เขาก็มีสีหน้าแปรไปในพริบตา มือที่จับดาบอยู่สั่นเทาขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม

            ฟึ่บ!

            ร่างของใครบางคนทะยานมาร่อนลงที่เบื้องหลังของเขา

            เจ้าของร่างเป็นเด็กหนุ่มที่ยังแลดูอ่อนเยาว์มากเขามีดาบยาวห้อยอยู่เบื้องหลัง และอยู่ในชุดผ้าแพรสีดำเช่นกันคนผู้นี้ก็เป็นนักดาบเหมือนกันสินะ

            “พี่ใหญ่! ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ละ!ข้าตามหาท่านตั้งนาน ท่านลุงใหญ่กับลุงสองกำลังรอท่านกลับไปหารือเรื่องข้ามแม่น้ำในอีกสองเดือนอยู่นะขอรับ!?” เด็กหนุ่มบอกแบบนั้นขณะที่ใบหน้าก็เปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้นและร้อนรน ราวปรารถนาบางสิ่งมากจนอดใจรอไม่ไหวแล้วเช่นนั้น

            แต่ชายที่ยืนหันหลังให้ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพราะเขามองคนตัวใหญ่จากทางด้านหลังชายหนุ่มจึงเห็นเพียงว่ามือที่กำลังถือดาบของชายตรงหน้ามีเส้นเลือดปูดขึ้นเพราะออกแรงบีบมากเกินไปเท่านั้น

            “พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรไปรึ?” เมื่อรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติของชายตรงหน้าคนหนุ่มจึงถามขึ้นเบาๆ

            ทว่าชายผู้นั้นกลับยังเอาแต่นิ่งเงียบ

            เด็กหนุ่มรู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามออกมาอีกครั้งเสียงทุ้มต่ำของชายตรงหน้าก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

            “หนิงเฟิง” เขาเรียกเด็กหนุ่มแบบนั้น

            “ขอรับ!”เด็กหนุ่มขานรับ เมื่อมองไปที่แผ่นหลังของชายตรงหน้า จู่ๆ แสงแห่งความยกย่องก็ประกายขึ้นในดวงตาเขารู้ว่าอีกสองเดือนชายตรงหน้าจะพาพวกเขาบุกเข้าไปในเมืองฉางอันเพื่อสะสางความแค้นที่สืบเนื่องมานานกว่าร้อยปีของเผ่า...

            “กลับไปบอกท่านลุงกับพวก... เลื่อนเวลาข้ามฟากไปอีกหนึ่งเดือน”

            “หา? เพราะอะไรกัน?” เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการบอกจะเป็นเรื่องนี้ตระกูลของพวกเขารอคอยวันนี้มานานนับร้อยปีแล้วบรรพบุรุษตั้งเท่าไหร่ที่ต้องจากโลกไปพร้อมกับความแค้นเคืองและเสียดายที่ไม่อาจรอจนถึงวันนี้ได้

            หากไม่ใช่เพราะใครคนนั้นยังอยู่ในเมืองฉางอัน พวกเขาคงข้ามแม่น้ำไปตั้งแต่ตอนที่ดาวดวงนั้นเริ่มสว่างขึ้นแล้ว

            แต่ในตอนที่ทุกอย่างถูกเตรียมการจนพร้อม ชายผู้นี้กลับมาบอกว่าต้องรอเพิ่มอีกเดือนเช่นนั้นรึ?เหตุนี้ เด็กหนุ่มที่ชื่อหนิงเฟิงจึงทั้งตกใจและสงสัยเหลือเกิน

            “หากมีผู้อาวุโสจากโลกไป คนรุ่นหลังต้องงดการเข่นฆ่างดการเชือดเฉือนเป็นเวลาสามเดือน”

            ชายหนุ่มทำราวมองไม่เห็นท่าทีสงสัยของหนิงเฟิง เขาเพียงพูดทิ้งท้ายเอาไว้เท่านั้นร่างใหญ่กะพริบวาบ แล้วหายไปพร้อมกับดาบคู่ใจเสียแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน