นับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเว่ยล่มสลายพื้นที่ของแคว้นเว่ยก็ถูกกู่เทียนหยวนยึดครองไว้โดยสมบูรณ์และตอนนี้อาณาเขตของแคว้นเยี่ยนได้ขยายกว้างกว่าเดิมถึงเท่าตัวกว้างใหญ่ไพศาลเหนือจินตนาการ
ทิศใต้จรดราชวงศ์ต้าฉินและต้าฉู่ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เชื่อมต่อกับผืนป่าอันกว้างใหญ่ลึกลับที่นั่น—คือแดนหุบเขาสูงเสียดเมฆารายเรียงนับพันลี้ไม่สิ้นสุดคือที่อยู่ของเหล่าสัตว์อสูรที่ยังมิได้แปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์ผู้คนท้องถิ่นต่างขนานนามสถานที่แห่งนั้นว่า ‘เทือกเขาอสูร’
และในยามนี้ ณ ใจกลางของเทือกเขาอสูร จู่ๆก็ปรากฏคลื่นความปั่นป่วนของท้องฟ้าแผ่ขยายออกมาอย่างรุนแรง!
ชั่วพริบตาเดียว แผ่นดินสะท้านไหวหินผาขนาดมหึมาร่วงหล่นถล่มลงหมู่นกและสัตว์ป่าทั้งหลายต่างแตกตื่นบินหนีความโกลาหลในครั้งนี้เสียงหวีดร้องดังกึกก้องสะท้านทั่วขุนเขา
แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังบิดเบี้ยวผิดรูปผิดรอยภายใต้อานุภาพลี้ลับนั้น ราวกับว่าสวรรค์เบื้องบน…กำลังจะพังทลายลงมาอย่างไรอย่างนั้น!
…
ณ นิกายบูชาจันทร์
“อืม?”
“ความปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้ช่างรุนแรงนัก!”
“ต้นทาง... มาจากเทือกเขาอสูรงั้นหรือ?!”
“หรือว่าจะมีสมบัติวิเศษอุบัติขึ้นกันแน่?”
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนผู้หนึ่งพลันตื่นจากการฝึกกวาดตามองไปยังทิศทางของเทือกเขาอสูร ดวงตาพลันทอประกายแหลมคมราวคมมีด
ขณะเดียวกันผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์อีกหลายคนซึ่งล้วนอยู่ในระดับถ้ำสวรรค์ต่างก็สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนผิดธรรมชาตินี้เช่นกัน
เมื่อพิจารณาอยู่เพียงชั่วอึดใจก็เคลื่อนกายพุ่งทะยานออกไปยังทิศเดียวกัน ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
ทว่าเหล่าศิษย์ระดับตำหนักม่วงกลับไม่เข้าใจสิ่งใดได้แต่เพียงยืนมองบรรดาผู้อาวุโสที่พากันเร่งรุดออกจากยอดเขาอย่างเร่งรีบด้วยความงุนงง
ภายในเมืองหลวงแห่งต้าเยี่ยนร่างเงาหลายสายพลันลุกขึ้นพร้อมกัน
ขณะเดียวกันที่เขตแดนตระกูลมู่ซึ่งอยู่ใกล้เทือกเขาอสูรกว่านิกายอื่น
มู่เสินฉวนเองก็บังเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจแววตาทอประกายไหววูบ เพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจออกไปตรวจสอบด้วยตัวเอง
เขาแจ้งแก่ผู้อาวุโสอีกสองคนในตระกูลซึ่งบัดนี้ล้วนบรรลุถึงระดับถ้ำสวรรค์แล้วเช่นกัน
แล้วร่างของมู่เสินฉวนก็พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าในพริบตาความเร็วทะลวงขอบเขต แสงเงาของเขาหายวับไปในแนวเมฆทิ้งเพียงแรงลมตวัดกรีดอากาศเอาไว้เบื้องหลัง
…
ไม่นานหลังจากนั้น
มู่เสินฉวนก็มาถึงใจกลางเทือกเขาอสูรสายตาจับจ้องไปยังความปั่นป่วนผิดปกติเบื้องหน้าดวงตาของเขาพลันหดเล็กลงด้วยความตื่นตะลึง
...นี่คือถ้ำเซียน—ที่ถูกเปิดออกโดยฝึกตนระดับสูง!
การที่มันอุบัติขึ้น ณดินแดนกันดารไร้ผู้คนเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าของเดิมของมันได้ตายไปแล้วโลกใบเล็กจึงหลุดลอยออกจากที่อยู่เดิมของมันถูกคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่พัดพามาถึงที่นี่
ด้วยเหตุที่พลังปราณแห่งฟ้าดินภายในได้ถูกใช้สิ้นจนหมดเกลี้ยงจึงไม่อาจคงสมดุลแห่งกาลเวลาไว้ได้อีก—และถึงคราวแตกร้าว ปรากฏสู่โลกภายนอก
ต้องเข้าใจว่า การเปิดออกของ‘โลกใบเล็ก’ เป็นศาสตร์ลับที่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงทั่วไปยังมิอาจแตะต้องวิชาดังกล่าวได้... มีเพียง "ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์"ผู้ที่ก้าวข้ามสามขอบเขตสามัญแล้วเท่านั้นที่ครอบครองพลังระดับนี้ได้
เพราะฉะนั้น สถานะของเจ้าของถ้ำเซียนแห่งนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่!
ภายในนั้น มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าจะมี"มรดกศักดิ์สิทธิ์" หรือไม่ก็—เคล็ดวิชาสืบทอดที่สามารถสะเทือนฟ้าสะท้านดินได้เลยทีเดียว!
เมื่อนึกได้เช่นนี้หัวใจของมู่เสินฉวนก็พลันสั่นไหว
เขากำลังจะย่างเท้าเข้าสำรวจ...แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังมาจากเบื้องหลัง
“ท่านผู้นำตระกูลมู่!”
ผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่น—หากแต่เป็นกู่เทียนหยวน!
เขายังคงสวมอาภรณ์คลุมมังกรสีม่วงทองเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเหนือศีรษะประดับมงกุฎไข่มุก รูปลักษณ์สง่าผ่าเผยสมกับจักรพรรดิผู้ครองแคว้นอันยิ่งใหญ่โดยแท้
แม้เพียงหนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกันระดับการฝึกตนของเขากลับก้าวกระโดดขึ้นถึงระดับถ้ำสวรรค์ขั้นหกแล้วคาดว่าได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากคลังสมบัติของราชวงศ์เว่ย
“กู่เทียนหยวน...ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันเร็วถึงเพียงนี้”
มู่เสินฉวนเอ่ยพลางโค้งคำนับเล็กน้อยแย้มยิ้มอย่างคุ้นเคยสนิทสนม
ทรัพยากรการฝึกฝนที่กู่เทียนหยวนเคยให้คำมั่นว่าจะจัดส่งให้แก่ตระกูลมู่ในครั้งก่อนตอนนี้ก็ได้ถูกส่งมาครึ่งหนึ่งตามสัญญาแล้ว นับว่าเป็นผู้มีจิตสัตย์ซื่อตรงไปตรงมาสมควรแก่การคบหา
หลังจากกล่าวทักทายกันเพียงครู่เดียวกู่เทียนหยวนก็ปล่อยพลังจิตออกตรวจสอบโดยรอบ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเผยความตื่นตระหนก
“นี่มัน... โลกใบเล็กของผู้ฝึกตนระดับสูง!”
ทุกหนึ่งร้อยปีราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะได้รับแดนลับเทียนหยวนจากสำนักชั้นนำทั้งหลาย ดังนั้นเขาจึงมีประสบการณ์กับความผิดปกติแบบนี้อยู่บ้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันคุ้นเคยใจของเขาก็ลุกวูบด้วยความเร่าร้อน
“ท่านผู้นำตระกูลมู่!หากเป็นจริงดังที่คาด... ที่นี่อาจเป็นถ้ำเซียนของผู้ฝึกตนระดับสูงผู้ล่วงลับ!ภายในอาจซุกซ่อนมรดกวิเศษมากมายเอาไว้!”
“นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่โดยแท้!”
และยังไม่ทันขาดคำเสียงกึกก้องของพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากระยะไม่ไกลพร้อมกับกลิ่นอายวิญญาณที่แผ่กระจายเป็นวงกว้างกลุ่มผู้ฝึกตนสองสายปรากฏตัวพร้อมกันจากสองทิศ หนึ่งมาจากทิศเหนืออีกหนึ่งจากทิศตะวันออก
“นิกายบูชาจันทร์!”
กู่เทียนหยวนขมวดคิ้วแน่นมองไปยังผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ทะยานลงสู่พื้นตรงหน้า สีหน้าพลันเคร่งขรึม
นิกายบูชาจันทร์ตั้งอยู่หลังแนวเทือกเขาอสูร ถัดจากแคว้นเยี่ยนเพียงเล็กน้อยนับเป็นสำนักใหญ่ที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของแคว้นตงฮวงแม้จะไม่อาจเทียบเคียงกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรงแต่ก็มีรากฐานลึกล้ำและผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์หลายคนอยู่ภายในนิกาย
ทว่าสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปยังกลุ่มที่สองอย่างพร้อมเพรียง
คณะผู้มาเยือนเหล่านั้นล้วนขี่สัตว์อสูรวิเศษที่สง่างามและทรงพลังดั่งสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บางตัวมีเกล็ดสีดำสนิท หัวมีเขาเดียว แววตาดุดันเกรี้ยวกราดรัศมีที่แผ่พุ่งออกมาราวกับอัสนีบาต
ใจกลางขบวน—มีสุนัขทองคำศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งปรากฏตัว!ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยเกล็ดทองเรืองรอง รัศมีเทพพวยพุ่งล้อมรอบร่างดุจเปลวเพลิงทิพย์ไหววูบอยู่ทุกขณะ
บนหลังมันมีบุรุษหนุ่มวัยประมาณยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้านั่งขัดสมาธิอย่างเงียบงันเสื้อผ้าสีขาวสะอาดตา ใบหน้าเรียบนิ่งราวหยกขาว แววตาแจ่มกระจ่างดังสายน้ำกลิ่นอายแห่งเทพแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
ธงโบราณผืนหนึ่งโบกสะบัดตามสายลมบนมือของผู้ฝึกตนผู้หนึ่งในขบวนผืนผ้านั้นสลักอักษรโบราณขนาดใหญ่ไว้ว่า ‘เจียง’
ผู้ที่สามารถจัดขบวนสง่างามขนาดนี้ในแคว้นตงฮวงได้...นอกจาก‘ตระกูลเจียง’ อันเป็นหนึ่งในตระกูลผู้ทรงอิทธิพลแล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีก?
ตระกูลเจียง—ตระกูลที่สามารถยืนหยัดเทียบเคียงกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์โบราณได้โดยมิด้อยกว่าแม้แต่น้อย!