คลื่นเทาซัดเข้าใส่แนวรับแห่งสองพิภพดั่งทะเลที่ไร้ฝั่ง อสูรปนเปื้อนนับไม่ถ้วนทะลักจากปากรอยแยกบนฟ้าชายแดนเหนือ แต่คราวนี้มันไม่ได้บุกอย่างฝูงสัตว์เสียสติ มันเดินเป็แถว ตั้งเป็แนว แยกปีกโอบล้อมอย่างมีระเบียบ ราวกองทัพที่มีสมองบัญชาการอยู่เื้ั ธงนกกระเรียนคู่ของสำนักเทียนเหอกับธงหอคอยเวทของแวร์นาธสะบัดเคียงกันบนเสาเดียว ทหารบูรพาเปล่งพลังชี่ทองสว่างไสว อัศวินประจิมสาดมานาครามเป็กำแพง สองสีที่ไม่เคยรบเคียงกันมาร้อยปีบัดนี้ถักทอเป็แนวเดียว ทว่าแม้แนวรับจะแข็งแกร่งเพียงใด หลิงเฟิงก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งเย็นเยียบกำลังคืบเข้ามา—ไม่ใช่จากจำนวน แต่จากระเบียบที่เ็าเกินกว่าอสูรจะมีได้
แล้วทัพอสูรก็แหวกออกเป็ทาง ราวคลื่นที่หลีกให้เรือลำใหญ่ ‘กังหลง’ เดินผ่านเข้ามาช้าๆ ทุกย่างก้าวหนักแน่นราวูเาเคลื่อน เกราะดำของเขาดูดกลืนแสงจนรอบกายมืดลงผิดธรรมชาติ ใบหน้าซีดเทาไร้เืฝาด ดวงตาขุ่นเทาปราศจากความบ้าคลั่งอย่างคาลวิน ปราศจากอุดมการณ์เร่าร้อนอย่างเซียวเยี่ยน เหลือเพียงความสงบเยือกเย็นของนักรบผู้คำนวณทุกอย่างไว้แล้ว และเบื้องลึกของดวงตานั้น—หลิงเฟิงสะดุดใจ—มีความเศร้าบางอย่างที่เก่าแก่จนกลายเป็ส่วนหนึ่งของเนื้อตัว
ในมือเขาคือทวนยาวที่พลังสองสีหลอมรวมกันเป็เนื้อเดียว ไม่ใช่ทองเคียงคราม แต่เป็สีหม่นเทาอมเขียวคล้ำที่หลิงเฟิงไม่เคยเห็นมาก่อน หัวใจเขาเย็นวาบ เพราะนั่นคือสิ่งที่ป๋ายเหอเตือนห้ามมาตลอด—ชี่กับมานาที่ถูก ‘บังคับให้รวม’ จนกลืนกินกันเอง พลังที่ทรงอานุภาพแต่ผุพังจากภายใน พลังเดียวกับที่เซวียนตูเลือกเดิน หลิงเฟิงเข้าใจในบัดดลว่ากังหลงไม่ใช่เพียงขุนพล เขาคือกระจกเงา—คือภาพของสิ่งที่หลิงเฟิงจะกลายเป็ หากวันหนึ่งเขายอมให้สองสายในกายรวมเป็หนึ่ง
“เซี่ยหลิงเฟิง” กังหลงเอ่ยเสียงต่ำทุ้มที่ดังก้องทั่วสนามทั้งที่แทบไม่ขยับปาก “ข้ามาเพื่อวัดเ้า ไม่ใช่เพื่อฆ่า นายเหนือของข้าอยากรู้ว่าผู้ถือแก่นคนใหม่คู่ควรกับสิ่งที่อยู่ในกายหรือไม่ หรือเป็เพียงเด็กที่บังเอิญได้ครองของล้ำค่าเกินตัว” ปลายทวนกระดกขึ้นชี้มาที่หลิงเฟิง “แสดงให้ข้าเห็น เด็กแสงดาว ว่าเ้าต่างจากผู้ถือแก่นคนก่อนตรงไหน”
หลิงเฟิงไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเหลือบมองอาเดรียลที่ยืนเคียงข้าง สองคนสบตากันเพียงเสี้ยววินาที—ไม่ต้องเอ่ยแผน ไม่ต้องส่งสัญญาณ เพราะนับแต่คืนที่หลอมแก่นกลางใจสำเร็จ ลมหายใจของทั้งสองก็เต้นเป็จังหวะเดียว ราวเครื่องดนตรีสองชิ้นที่ตั้งเสียงตรงกัน หลิงเฟิงรับรู้ตำแหน่งของอาเดรียลได้โดยไม่ต้องหันมอง รับรู้ได้แม้กระทั่งความตึงในกล้ามเนื้อของเขาก่อนจะเคลื่อน แล้วทั้งสองก็พุ่งเข้าหากังหลงพร้อมกัน—ดาบสองสีของหลิงเฟิงนำหน้า เวทครามของอาเดรียลตามประกบ ราวกายเดียวที่มีสองร่าง
ทวนของกังหลงปัดกวาดด้วยความเร็วที่ไม่น่าเป็ของร่างใหญ่ขนาดนั้น แต่ละหมัดแต่ละแทงคือศิลปะที่ขัดเกลามาเป็ร้อยปี ไม่มีท่าใดฟุ่มเฟือย ไม่มีช่องว่างให้เจาะ หลิงเฟิงรู้ทันทีว่านี่คือศัตรูที่ต่างจากทุกตัวที่เคยเจอ—คาลวินมีพลังแต่ไร้สติ เซียวเยี่ยนมีฝีมือแต่ขับด้วยความแค้น ส่วนกังหลงมีทั้งพลัง ทั้งสติ และประสบการณ์าที่สั่งสมมายาวนานเกินชั่วชีวิตคนธรรมดา ทวนกวาดผ่านไหล่หลิงเฟิงจนเกราะแตก เืซึม เขาต้องถอยพลางหลอมสองสายให้โคจรเคียงกันเร็วขึ้น ดึงพลังมหาศาลออกมาใช้โดยไม่ปล่อยให้แสงดาวปะทุแม้เสี้ยวเดียว
“น่าสนใจ” กังหลงพึมพำ ดวงตาเทาขุ่นจับจ้องการเคลื่อนของพลังในกายหลิงเฟิงราวนักปราชญ์อ่านตำรา “เ้าไม่บังคับให้สองสายรวม เ้าปล่อยให้มันเต้นรำเคียงกัน...เหมือนที่เขาเคยทำในวันแรก ก่อนทุกอย่างจะพังทลาย” น้ำเสียงเขาแ่ลงชั่วขณะ เจือความหวนรำลึกที่หลิงเฟิงจับได้ แล้วทวนก็กระแทกลงดังสนั่น พื้นดินแยกเป็ร่อง “แต่การเต้นรำต้องมีคู่ และคู่ก็คือสิ่งที่เปราะบางที่สุดเสมอ”
หลิงเฟิงกับอาเดรียลประสานท่าเกลียวคู่—ชี่ทองเปิดแผลบนเกราะดำ มานาครามถล่มซ้ำเข้าจุดเดียวกันในจังหวะเดียว ท่าที่เคยสังหารอสูรปนเปื้อนทุกตัวมาตลอดองก์กลาง ทวนของกังหลงะเื เกราะดำปริร้าวเผยเนื้อเทาด้านใน แต่แล้วรอยร้าวนั้นกลับสมานคืนทันตา ราวกายของเขาไม่ใช่เนื้อหนังแต่เป็บางสิ่งที่ถูกหลอมขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า หลิงเฟิงถึงกับชะงัก กายะ—เหมือนที่ป๋ายเหอเคยเล่าถึงเซวียนตู กังหลงไม่ใช่ศพที่ถูกปลุก เขาคือผลงานที่เ้าผู้ตัดม่านสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง
“ร้อยปีก่อน ข้าคือดาบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบูรพา” กังหลงเอ่ยพลางต้อนสองคนถอยร่นด้วยพายุทวน “ข้ายืนอยู่ที่นั่นในวันที่ม่าน์ถูกฉีก ในวันที่ผู้ถือแก่นคนก่อนเดินเข้าสู่ความมืดด้วยเท้าของตัวเอง ข้าเห็นทุกอย่าง ข้ารู้ทุกอย่าง—แม้แต่สิ่งที่ตาเฒ่าป๋ายเหอของเ้ายังกล้ำกลืนไม่กล้าบอก” ดวงตาเขาหรี่ลง “เ้าอยากรู้ไหม ว่าเหตุใดผู้สร้างม่านกับผู้ตัดม่านจึงมีชื่อคล้ายกันนัก”
คำนั้นแทงเข้ากลางปมที่หลอนหลิงเฟิงมาตลอด เขาเผลอชะงัก—และกังหลงรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว ทวนพุ่งเสียบตรงหน้าอก หลิงเฟิงบิดตัวหลบได้หวุดหวิด ปลายทวนเฉือนแก้มเป็รอยลึก เขาเข้าใจทันทีว่าคำพูดของกังหลงไม่ใช่การเปิดเผย แต่เป็อาวุธ—ใช้ความอยากรู้ ความหวัง ความกลัว เป็ช่องโหว่ให้เจาะ นี่คือนักรบที่รบด้วยใจคนพอๆ กับรบด้วยทวน
แต่เมื่อกังหลงเห็นว่าหลิงเฟิงไม่ยอมปล่อยแสงดาวออกมาแม้จะถูกยั่วเพียงใด แม้จะถูกต้อนจนเือาบ เขาก็เปลี่ยนเป้า ดวงตาเทาขุ่นเคลื่อนจากหลิงเฟิงไปยังอาเดรียล ช้าๆ เ็า ราวนักล่าที่เพิ่งเห็นจุดอ่อนแท้จริงของเหยื่อ “ผู้ถือแก่นที่มีผู้ประคอง” เขาเอ่ยเบาๆ “ฟ้าให้เ้ามาครบคู่คราวนี้ นั่นคือพรของเ้า และเป็คำสาปของเ้าด้วย เพราะคนที่ไม่มีอะไรให้เสีย ย่อมไม่มีอะไรให้ข้าใช้”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าหลิงเฟิงจะขวางทัน กังหลงทิ้งเขาไว้กลางอากาศ พุ่งทั้งร่างเข้าหาอาเดรียลด้วยความเร็วที่กลบทั้งสนาม ทวนสีหม่นเล็งตรงหัวใจเ้าชายเวท หลิงเฟิงรู้สึกถึงอันตรายของอาเดรียลผ่านพันธะที่หลอมเป็หนึ่งราวมีดเสียบกลางอกตัวเอง ความกลัวพุ่งทะยานท่วมเหตุผล—ในเสี้ยววินาทีนั้นเขาเกือบปล่อยแสงดาวเต็มดวงออกมาเพื่อหยุดทวนนั้นให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร
แต่เขาไม่ทันแม้แต่จะคิดให้จบ เพราะมีร่างหนึ่งพุ่งเข้าขวางก่อน—เร็วกว่า ใกล้กว่า—และทวนของกังหลงก็เสียบทะลุร่างนั้นจนสุดด้าม ไม่ใช่ร่างของอาเดรียล
เซินหรู
โลกทั้งใบเงียบลงในหูของหลิงเฟิง เสียงาหายไป เหลือเพียงภาพของศิษย์พี่ตราทอง—มิตรแท้คนแรกในสถาบัน คนที่เคยให้ยาสมานเส้นพลังในคืนที่เขาโดดเดี่ยวที่สุด คนที่เลือกปกป้องความลับของเขาแทนการแฉ—ยืนนิ่งโดยมีทวนเทาทะลุกลางอก ดาบของเซินหรูยังยกค้างอยู่ในท่าที่เพิ่งปัดวิถีทวนให้เบนจากหัวใจอาเดรียลมาหาตัวเขาเอง เืสีแดงสดไหลรินจากมุมปาก เขาหันมาทางหลิงเฟิง แล้วยิ้ม—ยิ้มอย่างคนที่ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จแล้ว
แต่สิ่งที่หลิงเฟิงไม่ทันสังเกตในห้วงตกตะลึงนั้น คือกังหลงเองก็แข็งทื่อ ดวงตาเทาขุ่นของขุนพลเบิกกว้างจ้องดาบในมือเซินหรู—ดาบเล่มบางที่สลักลายคลื่นเล็กๆ ตามสันใบ ลายเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อร้อยปีก่อน ลายของสำนักดาบที่ล่มสลายไปพร้อมการปะทะ สำนักที่เขาเคยเป็ศิษย์เอก “ดาบสายนั้น...” เสียงกังหลงสั่นเป็ครั้งแรกั้แ่ปรากฏตัว “เป็ไปไม่ได้ สำนักนั้นสิ้นไปแล้วทั้งสาย ใครเป็คนสอนเ้า—ใครยังเหลืออยู่”
เซินหรูไม่ตอบเขา ศิษย์พี่ค่อยๆ ทรุดลง หลิงเฟิงรับร่างเขาไว้ทัน มือสั่นจนแทบประคองไม่อยู่ “อย่า” เสียงหลิงเฟิงแตกพร่า “อย่าเพิ่ง ข้าจะรักษาเ้า เราหลอมพลังกันได้ ชี่เปิดแผล มานา—เซินหรู มองข้าสิ” แต่าแที่กลางอกนั้นลึกเกินกว่าวิชาใดจะสมานทัน และทั้งสองคนก็รู้
“อาจารย์ของข้า...” เซินหรูกระซิบ เสียงแ่ลงทุกที “ส่งข้ามาเฝ้าดูเงาของเซวียนตูในสถาบัน ข้าไม่เคยรู้ชื่อจริงของท่าน รู้แต่ว่าท่านสืบทอดดาบของสำนักที่ตายไปร้อยปี และรอคอย ‘ผู้เดินสองสาย’ มาทั้งชีวิต” เขาเงยมองหลิงเฟิงด้วยดวงตาที่ยังใสกระจ่างกลางความเ็ป “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแสงดาวมีพลังแค่ไหน หลิงเฟิง...แต่อยู่ที่ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร จงหา...ให้เจอ”
เซินหรูคลำหาที่เอว ดึงห่อผ้าเล็กๆ ออกมาวางในมือหลิงเฟิงด้วยแรงสุดท้าย ภายในคือจี้หยกสีขุ่นสลักลายคลื่นม่านแบบเดียวกับเหรียญทองแดงของป๋ายเหอ—ของจากอาจารย์ลึกลับของเขา “ท่านสั่งให้มอบสิ่งนี้แก่เ้า เมื่อถึงเวลา...ข้าว่าตอนนี้แหละ คือเวลานั้น” เขาหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ริมฝีปากซีดยังพยายามยิ้ม “อย่าโทษตัวเองนะน้อง การที่ข้าเลือกยืนตรงนี้...เป็สิทธิ์ของข้าเอง ไม่ใช่ของเ้า อย่าให้ความตายของข้า...กลายเป็โซ่ที่ลากเ้าลงไป”
แล้วมือที่กุมแขนหลิงเฟิงก็คลายลง ดวงตาที่เคยเปี่ยมเมตตาในคืนแรกที่สถาบันค่อยๆ หรี่ปิด ลมหายใจสุดท้ายของเซินหรูระบายออกเบาๆ ราวสายลมที่พัดผ่านแล้วไม่หวนคืน อาเดรียลคุกเข่าลงข้างทั้งสอง ใบหน้าที่มักเ็าบัดนี้ขาวซีดราวกระดาษ เขาคือคนที่ทวนเล่มนั้นเล็งมาแต่แรก เขาคือคนที่ควรนอนอยู่ตรงนี้แทน และเขารู้—หลิงเฟิงเห็นความรู้นั้นในแววตาของอาเดรียล มันคือความรู้สึกผิดที่จะกัดกินไปอีกนาน
บางสิ่งในตัวหลิงเฟิงขาดสะบั้น
ความโศกที่ท่วมท้นจนหาที่ระบายไม่ได้แปรเป็เปลวไฟ สองสายในกายที่เขาฝึกมาทั้งเล่มให้โคจรเคียงกันอย่างสงบ บัดนี้คำรามทะยานเข้าหากัน อยากรวม อยากะเิ อยากเผาผลาญทุกสิ่งที่พรากเซินหรูไป แสงดาวเรืองวาบขึ้นจากกลางอกเขา สว่างกว่าทุกครั้งที่เคยเป็มา เหรียญทองแดงของป๋ายเหอร้อนผ่าวในอก แต่คราวนี้มันไม่แผ่ลมเย็นกลบแสงดาวอย่างเคยอีกแล้ว—มันเพียงเต้นระรัวขานรับ ราวร้องไห้ไปกับเ้าของ ไม่มีอะไรเหลือให้ฉุดรั้งเขาไว้
หลิงเฟิงลุกขึ้นยืน แสงดาวพวยพุ่งรอบกายจนทหารทั้งสองพิภพต้องเบือนหน้าหนีความเจิดจ้า เขาก้าวเข้าหากังหลงที่ยังตะลึงงันกับดาบของเซินหรู ในตาของหลิงเฟิงไม่เหลือเด็กที่ป๋ายเหอชุบเลี้ยง เหลือแต่ความแค้นบริสุทธิ์ที่กำลังจะกลืนกินเขา—และลึกลงไป เสียงเย็นเยียบกระซิบในใจว่านี่แหละ คือพลังที่แท้จริง ปล่อยมันออกมาเถิด ปล่อยให้สองสายรวมเป็หนึ่ง แล้วเ้าจะไม่มีวันต้องสูญเสียใครอีก
“หลิงเฟิง!” เสียงอาเดรียลดังขึ้นกลางพายุแสง ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำห้าม แต่เป็ชื่อของเขา เรียกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ มืออุ่นๆ คว้าข้อมือเขาไว้ พันธะที่หลอมเป็หนึ่งในคืนนั้นส่งลมหายใจของอาเดรียลทะลักเข้ามาในใจหลิงเฟิง—ความกลัว ความเสียใจ และเหนืออื่นใด คำสัญญาเงียบๆ ว่า ‘ข้ายังอยู่ เ้าไม่ได้สูญเสียทุกอย่าง’ พันธะนั้นรั้งเขาไว้จากปากเหวที่สองสายกำลังจะรวมกันสนิท
แต่มันสายเกินไปที่จะดึงกลับทั้งหมด แสงดาวที่ปะทุไปแล้วต้องไปสุดทางของมัน หลิงเฟิงกัดฟัน บังคับลำแสงมหาศาลนั้นไม่ให้รวมเป็หนึ่งในกาย แต่หลอมมันเป็ลำเดียวพุ่งออกสู่ภายนอก ดาบสองสีที่อาบแสงดาวฟาดลงเต็มแรงใส่กังหลง ขุนพลผู้ยังไม่ตั้งสติจากการเห็นดาบของสำนักเก่า ยกทวนรับแทบไม่ทัน เกราะดำที่ดูดกลืนแสงมาตลอดบัดนี้แตกกระจายภายใต้แสงดาวที่เจิดจ้าเกินกว่าความมืดใดจะกลืนได้
กายที่ถูกหลอมขึ้นใหม่ของกังหลงเริ่มแตกร้าว เนื้อเทาด้านในสลายเป็ผงธุลีปลิวขึ้นปนแสง เขาไม่ขัดขืน—หลิงเฟิงเห็นชัดว่าในวินาทีสุดท้ายกังหลงเลือกที่จะไม่สู้กลับ ดวงตาเทาขุ่นมองดาบของเซินหรูที่ตกอยู่บนพื้น แล้วมองหลิงเฟิง ด้วยสายตาที่ปลดเปลื้องบางอย่างหนักอึ้งลงจากบ่าที่แบกมานานนับร้อยปี “ในที่สุด...” เขาพึมพำ “ก็มีคนทำให้ข้าได้พักเสียที”
“ฟังข้าให้ดี เด็กแสงดาว” กังหลงเอ่ยขณะร่างค่อยๆ สลาย น้ำเสียงไร้ซึ่งความเป็ศัตรูเหลืออยู่ “เซวียนตูเคยยืนตรงที่เ้ายืน เคยถือแสงเดียวกับเ้า และเคยมีคนเคียงข้างเหมือนที่เ้ามี...จนวันที่เขาสูญเสียคนผู้นั้นไป ผู้ถือแก่นที่เหลือเพียงลำพังจะไม่ดับเงียบ—เขาจะลุกไหม้ เผาทั้งโลกเพื่อให้หายเจ็บ สิ่งที่เ้ารู้สึกอยู่ตอนนี้ ความอยากเผาผลาญทุกอย่างนี้ คือประตูบานเดียวกับที่เขาเดินผ่านไป” แสงในตาเขาริบหรี่ “ข้าตามเขาไปไม่ใช่เพราะภักดี แต่เพราะข้าก็ไม่เหลือใครให้กลับไปหาเช่นกัน...อย่าเดินตามเรา หลิงเฟิง อย่าเลย”
แล้วกังหลงก็สลายไปกับสายลม เหลือเพียงทวนสีหม่นที่ร่วงลงดิน ก่อนจะกลายเป็ผงเทาตามเ้าของไป ขุนพลมือขวาของเ้าผู้ตัดม่าน—ลูกน้องแท้จริงที่สุดที่บอสเคยมี—จากไปอย่างคนที่ได้รับการปลดปล่อยมากกว่าผู้พ่ายแพ้
เมื่อกังหลงดับสูญ ทัพอสูรที่เคยเดินเป็ระเบียบก็สูญเสียผู้บัญชาการ กลับกลายเป็ฝูงไร้สติ แตกกระเจิงทั้งถูกแนวรับสองพิภพไล่ต้อนกลับเข้ารอยแยก เสียงไชโยโห่ร้องของทหารดังขึ้นทั่วสนาม—ชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่าเริ่มต้น แต่หลิงเฟิงยืนนิ่งกลางเสียงโห่ร้องนั้นโดยไม่ได้ยินมันเลย เพราะสายตาเขาจับอยู่ที่ฟ้า
เพราะแสงดาวที่เขาปล่อยออกไปเมื่อครู่—แม้จะไม่เต็มดวง แม้จะถูกบังคับให้พุ่งออกแทนที่จะรวมในกาย—ก็ยังทำให้ม่านสองสีเหนือสนามรบบางลงจนมองเห็นรอยร้าวพาดยาวขึ้นใหม่หลายสาย ทั่วแผ่นดินไกลออกไป รอยแยกหลายแห่งสั่นะเืขานรับ ราวทั้งโลกได้ยินเสียงเรียกของแสงนั้น และที่เหนือม่านอันบางเฉียบ เงาทะมึนของเ้าผู้ตัดม่านขยับเขยื้อนเป็ครั้งแรก เสียงแ่เบาแต่ชัดเจนล่องลอยลงมาราวกระซิบข้างหู “ในที่สุด...เ้าก็ยอมปล่อยมันออกมา เด็กของข้า ข้ารอวันนี้มานานเหลือเกิน”
นั่นคือราคาของชัยชนะ พวกเขาชนะศึก ทำลายขุนพลของบอส ตีทัพอสูรแตกพ่าย แต่หลิงเฟิงเสียเซินหรูไป—และในความโศกนั้น เขาได้ปล่อยพลังต้องห้ามที่สาบานว่าจะกักไว้ ทำในสิ่งที่เซวียนตู้ามาตลอด ด้วยมือของเขาเอง ทุกอย่างที่กังหลงพูด ทุกอย่างที่บอสวางแผน กันที่จุดนี้พอดี—ความรักคืออาวุธ ความโศกคือประตู และเขาเพิ่งก้าวข้ามเส้นที่เคยสาบานว่าจะไม่มีวันก้าวข้าม
คืนนั้นกองทัพสองพิภพร่วมกันจุดไฟเผาศพผู้วายชนม์ ทหารบูรพากับประจิมที่เคยระแวงกันยืนไว้อาลัยเคียงกันโดยไม่แบ่งสี ท่านาุโเทียนเหอวางดาบลงคารวะเซินหรู ศิษย์ผู้เคยเป็เด็กไร้สำนัก ส่วนเซอร์เคเลบก้มศีรษะให้ผู้ที่สละชีพปกป้องเ้าชายแห่งแวร์นาธ ความสูญเสียร่วมกันทำสิ่งที่คำสั่งและสนธิสัญญาทำไม่ได้—มันหลอมคนสองพิภพให้เป็พวกเดียวกันอย่างแท้จริง แต่หลิงเฟิงนั่งเงียบอยู่ลำพังริมกองไฟ กำจี้หยกของเซินหรูไว้แน่นจนรอยคลื่นกดลึกลงในฝ่ามือ
อาเดรียลมานั่งลงข้างเขาโดยไม่เอ่ยคำ เพียงวางมือทาบบนหลังมือที่กำจี้หยกนั้น ความเงียบระหว่างสองคนหนักอึ้งด้วยสิ่งที่ไม่จำเป็ต้องพูด ในที่สุดอาเดรียลก็เอ่ยเบาๆ ด้วยเสียงที่แทบไม่เป็เสียง “เขาตายแทนข้า ทวนนั้นเล็งมาที่ข้า” หลิงเฟิงหลับตา “แล้วเ้าคิดว่าข้าควรเสียใจที่ยังมีเ้าอยู่งั้นหรือ” เขาหันมามอง ดวงตายังแดงก่ำ “กังหลงพูดถูกอย่างหนึ่ง การมีเ้าทำให้ข้ามีสิ่งให้สูญเสีย แต่มันก็เป็สิ่งเดียวที่ดึงข้ากลับมาจากเหวเมื่อครู่ ข้าจะไม่ผลักเ้าออกไปเพราะกลัวจะเสียเ้า—นั่นแหละคือกับดักที่มัน้า”
อาเดรียลมองเขานานก่อนพยักหน้าช้าๆ มือทั้งสองยังทาบกันอยู่เหนือจี้หยก ไม่มีคำสัญญาหวานหู ไม่มีคำปลอบใจที่ฟังดูสวยงาม มีเพียงสองคนที่เลือกจะแบกความโศกนี้ด้วยกัน ใต้ฟ้าสองสีที่บางลงทุกขณะ และนั่นเอง—ในความเงียบนั้น—หลิงเฟิงรู้สึกถึงบางอย่างแ่เบาจากจี้หยกในมือ ลมหายใจเย็นเยียบคล้ายของเหรียญทองแดง แต่แตกต่าง ราวมีใครบางคนอยู่อีกฟากของม่านกำลังเฝ้ามองเขาอยู่เงียบๆ ผ่านวัตถุชิ้นนั้น
รุ่งเช้า สารด่วนมาถึงค่าย รอยแยกใจกลางที่ลึกที่สุด—ปากทางสู่แดนของเซวียนตูเอง—เปิดกว้างขึ้นในคืนที่แสงดาววาบ ราวบอสจงใจชักนำให้เด็กแสงดาวเดินเข้าหา ป๋ายเหอที่มาถึงในยามนั้นมองจี้หยกในมือหลิงเฟิงแล้วสีหน้าเปลี่ยนวูบ ราวจำลายคลื่นนั้นได้ แต่กลับเม้มปากเงียบ ไม่ยอมเอ่ยว่ารู้จักเ้าของมันหรือไม่ บอกเพียงว่า “ถึงเวลาที่เ้าต้องไปพบเขาแล้ว หลิงเฟิง และข้าภาวนาว่าเมื่อถึงตอนนั้น เ้าจะยังจำได้ว่าตัวเองเป็ใคร”
หลิงเฟิงลุกขึ้น เก็บจี้หยกของเซินหรูไว้แนบอกข้างเหรียญทองแดงของป๋ายเหอ มองไปยังรอยแยกใจกลางที่เรืองแสงเทาขุ่นอยู่สุดขอบฟ้า ในอกเขาคือความโศกที่ยังไม่จาง ความรู้สึกผิดที่ปล่อยแสงดาวออกไป และคำเตือนสุดท้ายของกังหลงที่ก้องอยู่ไม่หยุด—ว่าความโศกคือประตูที่เซวียนตูเดินผ่านไปสู่ความมืด เขาสูดลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งกับอาเดรียลเข้าลึก แล้วก้าวเท้าออกเดิน มุ่งหน้าสู่ใจกลางม่านมายา ที่ซึ่งเ้าผู้ตัดม่านกำลังรอคอยพร้อมความจริงทั้งหมด—และข้อเสนอที่อาจทำให้เด็กแสงดาวกลายเป็สิ่งที่เขากลัวที่สุด