ทั้งสองแบกร่างของตู้หงฉางที่หมดสติเข้าไปนอนพักในห้อง จากนั้นตรวจอาการของเขาโดยละเอียด
โชคยังดีที่แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอมาก ทั้งยังมีบาดแผลน้อยใหญ่เต็มไปหมดแต่นั่นไม่ได้เป็นอันตรายจนถึงชีวิต แค่พักรักษาตัวสักช่วงก็น่าจะฟื้นแล้ว
ซูฉางอันไม่ได้รบกวนอวี้เหิงเพราะเรื่องนี้
ตั้งแต่เปิดหอเชื่อมดาราให้ซูฉางอัน และรักษาอาการบาดเจ็บของมู่กุยอวิ๋นเสร็จร่างกายของอวี้เหิงก็อ่อนแอลงมาก หลายครั้งที่ได้คุยกันอวี้เหิงต้องพูดซ้ำอยู่หลายครั้งกว่าซูฉางอันจะฟังรู้เรื่อง ชายชราผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งที่สุดบัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างไปจากคนชราธรรมดาๆ เท่านั้นและทุกครั้งที่ซูฉางอันเห็นอวี้เหิงในสภาพเช่นนั้นเขาก็มักจะรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเสมอ
เขารู้ว่าวันนั้นใกล้เข้ามามากขึ้นทุกห้วงหายใจแล้ว
แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังคาดหวังให้อวี้เหิงสุขภาพดีขึ้นอยู่ดีเขาอยากให้อวี้เหิงคุยกับเขาทุกวัน วันละนิดก็ยังดี แต่ซูฉางอันก็ไม่กล้าไปรบกวนให้อวี้เหิงรำคาญใจบ่อยนักจึงไม่กล้าพูดอะไรมากมาย
ในวันที่สอง ตู้หงฉางยังคงหมดสติอยู่
หลังปรึกษากับมู่กุยอวิ๋น ทั้งสองตัดสินใจว่าปิดเรื่องของตู้หงฉางเป็นความลับไปก่อน
พวกเขาไม่คิดจะบอกเรื่องนี้แม้กับมารดาของตู้หงฉางผู้ตามหาลูกชายจนแทบบ้าด้วยซ้ำ
เรื่องอาการของตู้หงฉางกับคนรับใช้ที่ถูกนำศพขึ้นจากแม่น้ำเมื่อหลายวันก่อนทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องเกี่ยวข้องกับซือหม่าสวี่อย่างแน่นอนจนกว่าตู้หงฉางจะได้สติอีกครั้งพวกเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นกันแน่หากนำตำแหน่งและสถานการณ์ของตู้หงฉางไปเผยแพร่ตอนนี้ด้วยเรื่องราวสุดอำมหิตที่ซือหม่าสวี่เคยทำในแผ่นดินต้าเว่ยเกรงว่านั่นจะนำภัยมาสู่ตนเองและครอบครัวของตู้หงฉางเสียเปล่าๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะให้ตู้หงฉางที่ได้รับบาดเจ็บพักอยู่ในสำนักเทียนหลานไปก่อนส่วนเรื่องต่อจากนั้นค่อยมาคิดตอนที่เขาฟื้นแล้วจะดีกว่า
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
ซูฉางอันเก็บดาบในมือ แล้วเช็ดเหงื่อบนหน้าผากตัวเองไปด้วย
เขาแหงนหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า ซึ่งหมู่เมฆครึ้มเข้าปกคลุมตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
“หิมะจะตกอีกแล้วรึ? ” เขาพึมพำเบาๆ
ประตูของสำนักเทียนหลานถูกเคาะจากทางด้านนอก
ซูฉางอันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปที่ประตูสำนักในเวลาต่อมา
เมื่อเปิดประตูออก ซูฉางอันก็พบเข้ากับใบหน้าที่ไม่ค่อยอยากเจอสักเท่าไรนัก
หากจะว่ากันตามความจริง ควรเป็นใบหน้าที่งดงามมากจึงจะถูก
จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากแดงระเรื่อ
เส้นผมดกดำถูกมัดรวบจนกลายเป็นหางม้าที่เงาสลวยและดูเป็นธรรมชาติ นางอยู่ในชุดสีขาวสะอาดงดงามจนยากจะพรรณนาเลยทีเดียว
แต่ซูฉางอันกลับขมวดคิ้วมุ่น หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็กล่าวออกไป“แม่นางกู่ มีเรื่องอะไรรึ?”
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของซูฉางอันเย็นชามากเกินไปหรืออาจเป็นเพราะชื่อเรียกที่เคยเต็มไปด้วยความสนิทสนมกลายมาเป็นคำว่าแม่นางกู่ที่ทั้งห่างเหินและเต็มไปด้วยความเกรงใจ...
ดังนั้น ร่างของผู้มาเยือนจึงสั่นเทาขึ้นเบาๆ
แสงบางอย่างปรากฏขึ้นในแววตา นางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดออกไปในที่สุด “คุณชายซู ไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งข้างในหน่อยรึ? ”
นี่น่าจะเป็นคำขอที่ไม่มากจนเกินไป
งานฉลองในวันนั้นก็ผ่านมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาเขาคิดเรื่องของตนเอง เซี่ยโหวฟ่งอวี้ และกู่เซี่ยนจวินจนละเอียด
เซี่ยโหวฟ่งอวี้หลอกใช้เขา หลอกกระบี่ไน่เหอจากสำนักปาฮวงไปจากเขา ทั้งยัดเยียดให้เขากลายเป็นพวกเดียวกับองค์ชายห้าโดยที่เขาไม่เต็มใจทั้งหมดนี้ กลายเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่กู่เซี่ยนจวินแตกต่างออกไป หากลองไตร่ตรองดู ก่อนหน้านี้กู่เซี่ยนจวินเคยให้ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลกู่กับเขา เพื่อเตือนเขาอย่างอ้อมๆถึงเรื่องที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้หลอกใช้เขาในหอหมู่ตันมาแล้วส่วนในงานฉลองที่พระราชวัง แม้จะดูเหมือนว่านางพยายามบีบคั้นและกดดันซูฉางอันทว่าแท้จริงแล้ว การโจมตีของนางไม่ได้ทรงพลังอย่างที่เห็น แต่นางใช้การโจมตีนั้นบีบให้เขาตอบโต้เพื่อเอาชนะนางต่างหาก
ถูกต้องแล้ว การโจมตีในครั้งนั้นกู่เซี่ยนจวินไม่ได้แสดงพลังออกมาอย่างแท้จริงซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ซูฉางอันเพิ่งคิดขึ้นมาได้เมื่อไม่นานมานี้เอง
กระบี่บงกชเป็นกระบวนสุดท้ายของวิชามาลุตวสันต์เป็นกระบวนท่าที่ซูฉางอันไม่เคยแสดงออกมาได้ ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใดก็ตามเพราะกระบวนท่านั้น ต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลจึงจะควบคุมและแสดงมันออกมาได้จนจบ
แต่ซูฉางอันในตอนนั้นมีพลังอยู่เพียงระดับหลอมจิตเท่านั้นแม้ว่าเขาจะมีพลังในการต่อสู้ที่ล้ำเลิศกว่าใครก็ตาม แต่อย่างไรเสียการแสดงกระบวนกระบี่ระดับสูงเช่นนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากสำหรับนักรบระดับหลอมจิตอยู่ดี
ทว่าในตอนนั้น กู่เซี่ยนจวินก็มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งขนาดในการประลองทั่วไป แม้ว่ากู่เซี่ยนจวินไม่ได้แสดงกระบวนท่านั้นออกมาซูฉางอันกับนางก็ยังแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไปเลย
หากจะว่ากันตามจริงซูฉางอันไม่มีทางสู้กู่เซี่ยนจวินที่แสดงกระบวนท่านั้นออกมาได้เลยแต่สุดท้ายกลับเป็นเขาที่ชิงชัยมาได้ทว่าวิชากระบี่บงกชของกู่เซี่ยนจวินกลับงดงามแต่เพียงเปลือก แต่ภายในกลับแหลกเละไม่มีพลังในการโจมตี ไม่ต่างไปจากส้มที่สุกจนเน่า
ในตอนแรก ซูฉางอันยังไม่เข้าใจ กระทั่งเขาออกมาจากหอเชื่อมดาราและมีพลังเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อช่วงไม่นานมานี้เมื่อสามารถแสดงกระบวนท่านั้นออกมาได้ เขาจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วท่ากระบี่บงกชทรงพลังมากเพียงไหน และรู้ในที่สุดว่ากู่เซี่ยนจวินในตอนนั้นทำอะไรได้บ้าง
หากจะนับกันจริงๆ ที่ผ่านมา กู่เซี่ยนจวินแทบไม่เคยโกหกเขาเลย คงจะมีแต่เรื่องที่นางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาในการประลองภายในงานฉลองเท่านั้นที่กู่เซี่ยนจวินไม่ยอมบอกซูฉางอันแต่แรก แต่ไม่ว่าผู้ใด ย่อมมีเรื่องลำบากใจกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
ถึงแม้ซูฉางอันจะเข้าใจทุกอย่างที่กู่เซี่ยนจวินทำ แต่เขาก็ปล่อยให้นางเข้าไปในสำนักไม่ได้อยู่ดี
ตระกูลกู่แสดงจุดยืนและการตัดสินใจออกมาอย่างชัดเจน...พวกเขาเลือกอยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายใหญ่ที่มีซือหม่าสวี่เป็นตัวแทน
และในตอนนี้ ซือหม่าสวี่ก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของซูฉางอัน เพราะทั้งเรื่องของหรูเยี่ยนและเรื่องของผู้รับใช้เทพต่างก็ดันให้ซูฉางอันและซือหม่าสวี่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอย่างเลี่ยงไม่ได้...
อย่างไรเสีย ตู้หงฉางที่นอนหมดสติเพราะซือหม่าสวี่ก็ยังพักอยู่ในสำนักเทียนหลานซูฉางอันไม่กล้า และไม่อาจเดาได้เลยว่ากู่เซี่ยนจวินจะเลือกอย่างไรเมื่อรู้เรื่องนี้เขาไม่อยากเอาชีวิตของตู้หงฉางมาเป็นเดิมพัน
ดังนั้น เขาจึงส่ายหน้า แล้วเอ่ยออกไปในที่สุด “หากแม่นางกู่มีธุระอันใดก็พูดออกมาตรงนี้เถอะ ช่วงนี้อาจารย์ปู่กำลังเก็บตัวเพื่อบำเพ็ญตนจึงจำเป็นต้องใช้สมาธิมาก คงไม่เหมาะที่คนนอกจะเข้าไปรบกวนท่านในยามนี้”
สีหน้าของกู่เซี่ยนจวินพลันเปลี่ยนไปทันที
คำว่าคนนอกจากซูฉางอันทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดขึ้นที่หัวใจอย่างประหลาด นางก้มหน้าลงต่ำแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกัดฟันพูดออกไปเบาๆ“ท่านพ่อมาที่เมืองฉางอันแล้ว ท่านอยากเชิญคุณชายซูไปเยือนที่จวนสักครั้งเพื่อขอบคุณที่ดูแลเซี่ยนจวินในช่วงที่ผ่านมา”
พูดไปพลาง พลางก็หยิบบัตรเชิญสีแดงออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นมาให้ซูฉางอัน
ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยเขาคิดไม่ออกว่าตนกับบิดาของกู่เซี่ยนจวินมีเรื่องอะไรต้องคุยกันจึงส่ายหน้าขึ้นอีกครั้ง “ไม่ดีกว่า ช่วงนี้ข้าฝึกวิชาหนักมาก จึงไม่มีเวลาเหลือเลยไม่ว่างไปพบกวนอู่โหวจริงๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู่เซี่ยนจวินก็หน้าซีดลงยิ่งกว่าเดิม นางรีบยัดบัตรเชิญในมือลงไปที่หน้าอกของซูฉางอันก่อนจะมองมาที่ซูฉางอันด้วยแววตาที่เปล่งประกายไปด้วยความรู้สึกที่น่าพิศวงบางอย่างจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาด “คุณชายซู ช่วยคิดดูอีกทีเถอะคืนนี้ข้ากับท่านพ่อจะรอต้อนรับท่านที่จวน”
ซูฉางอันอยากบอกปฏิเสธออกไปตามที่สัญชาตญาณสั่งเขายื่นบัตรเชิญกลับออกไป แล้วเตรียมจะพูดบางอย่างออกมาอีกครั้ง
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา
เขาปรากฏความตกตะลึงขึ้นทางใบหน้าอย่างเฉียบพลัน มือทั้งสองข้างชะงักค้างที่กลางอากาศทันทีคำพูดที่กำลังจะพ่นออกมาก็ถูกเขากลืนกลับเข้าไปอีกครั้ง
กู่เซี่ยนจวินส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้ซูฉางอัน ราวว่านางได้รับคำตอบที่ต้องการแล้วเช่นนั้นจากนั้นร่างบางก็หมุนกายและก้าวเดินออกไปท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมอยู่บนพื้นดินจนหายไปลับตาในที่สุด
และในตอนนั้นเอง ในที่สุดซูฉางอันก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง
เขาขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม สายตาคู่นั้นเพ่งไปในทิศที่กู่เซี่ยนจวินเดินหายไปเป็นเวลานานกว่าเขาจะพึมพำขึ้นในที่สุด
“เผ่าเทพ...”