ตอนที่30 เสนอช่วยเหลือ
เสียงกรนด่าของอาจารย์บริตนีย์ดังไปทั้งทางเดินออกมาจากห้องป้องกันตัวจากศาสตร์มืดอบิเกลรู้สึกสะใจที่อาจารย์บริตนีย์กล้าด่าเธอออกมาเพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายดูแย่มากกว่าตัวเธอเสียอีกแต่ว่าพรุ่งนี้เธอคงโดนอีกฝ่ายเล่นงานเพิ่มแน่ ๆ แต่ตอนนี้คงต้องปล่อยไปก่อนนั้นละอบิเกลเดินไปตามทางโดยมีสกอร์เปียสเดินอยู่ข้าง ๆเขาก็แอบมองอีกฝ่ายที่กำลังคิดอยู่คนเดียวอยู่ทั้งสองคนเดินไปตามทางเดินที่จะไปห้องเรียนถัดไปนั้นพวกเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีใครบางคนเดินตัดหน้าพวกเธอจนอบิเกลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้ารอยยิ้มที่เธอนั้นเห็นกี่ครั้งก็ไม่คุ้นเคย
“รองศาสตราจารย์...”
“ไง คุณเมอร์รัล คุณมัลฟอย~”
“สวัสดีครับอาจารย์...” สกอร์เปียสรู้สึกสั่นเทาตอนเจออาจารย์บลัดเวิร์ท
บลัดเวิร์ทยกยิ้มแล้วเอ่ยถาม ”กำลังจะไปเรียนคาบต่อไปเหรอ?”
“ค่ะ...”
“เรียนเป็ไงมั้งล่ะ? ง่าย ๆ ไหม? สำหรับเด็กอย่างเธอนะ”
“เอ่อ...ก็...พอได้นะคะ...”
“พอได้เหรอ? ฉันนึกว่าเธอจะตอบว่าทำได้ซะอีกนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ...”
อบิเกลยิ้มให้อีกฝ่ายเธอก็งงกับตัวเองว่าทำไมถึงโกหกออกไปแบบนั้น เพราะตลอดมาเธอก็ทำตัวเก่งมาตลอดแต่ไม่รู้ทำไมหลังจากเธอฟื้นจากการสลบไปนั้นเองทำให้เธอรู้สึกระแวงรอบข้างมากกว่าเดิมเป็สองเท่าแล้วยิ่งมีความรู้สึกต่อรองศาสตราจารย์มันเป็ความรู้สึกที่กระอักกระอ่วนหน่อย ๆ
“เหรอ ๆ แล้วเมื่อกี้มีปัญหาอะไรนะ? ได้ยินเสียงมิลเกรดมาแต่ไกล?”
สกอร์เปียสสะดุ้งเล็กน้อยเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะหันมาถามเขาจนเขาต้องหันหน้าหนีไปทางอื่นอบิเกลได้แต่กลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยพูดออกไป
“ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่อาจารย์บริตนีย์ไม่พอใจกับสิ่งที่หนูขัดคำสั่งเขานะคะ”
“ขัดคำสั่ง?”
“ค่ะ อาจารย์เขาสั่งการบ้านหนูนะคะ”
“มันก็ปกติไม่ใช่เหรอ?”
“แต่จะไม่ปกติที่คนอื่น ๆ ได้แค่งานเดียวแต่พอกำลังจะเลิกคาบกลับมาสั่งงานหนูเพิ่มมากกว่าสิบงานรองศาสตราจารย์คิดว่าแบบนี้เอาเปรียบเด็กไปไหมคะ?”
“ตายจริง...แย่เลยนะเนี่ย...เดี๋ยวฉันเอาเื่นี้ไปบอกอาจารย์ใหญ่ให้เอาไหม?”
อบิเกลยกยิ้มให้อีกฝ่ายทันที “ไม่เป็ไรค่ะหนูไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือค่ะ”
อบิเกลเดินหลบออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วสกอร์เปียสเห็นอีกฝ่ายเดินนำหน้าไปก่อนเขาได้แต่มองรองศาสตราจารย์เล็กน้อยก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็วสายตาของรองศาสตราจารย์จับจ้องมองเด็กทั้งสองคนอย่างไม่วางตาทั้งสองเดินจนลับสายตาจนใกล้มาถึงสนามฝึกขี่ไม้กวาดทุกคนต่างพากันเดินไปหยิบไม้กวาดระหว่างที่เดินกันอยู่นั้นสกอร์เปียสก็มีคำถามบางอย่างเขาสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่รับความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์โดยที่ปกติยากมากที่จะมีคนได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เขากำลังจะอ้าปากพูด
“เอ่อ...”
“ถ้านายจะถามเื่ของรองศาสตราจารย์ ฉันจะบอกว่าไม่”
สกอร์เปียสถึงกับนิ่งไปเลยที่อีกฝ่ายตอบแบบนั้น “ทำไมล่ะ?”
“ฉันไม่อยากตอบ...”
“เธอรู้เหรอว่าฉันจะถามอะไร?”
ทั้งสองคนเดินจนมายืนรวมกับทุกคนอบิเกลเงยหน้ามองอีกฝ่าย เธอจ้องมองดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่าย
“นายคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่รับความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์จากเื่ของอาจารย์มิลเกรดใช่ไหม?”
“ใช่...เธอจะปล่อยให้เขาแกล้งเธอตลอดไปเหรอ?”
“นายก็เห็นตอนฉันเล่นงานใครต่อใครที่มาวุ่นวายกับฉันสิฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือจากไหน ฉันจัดการเองได้...นายไม่ต้องห่วงฉันไม่้าความช่วยเหลือจากใคร”
“แต่ฉันห่วงเธอนะ เรายังเป็แค่เด็ก...เราไม่ได้เก่งอะไร...”
“คนที่ไม่ได้เก่งนะ มันนาย แต่ฉันเก่งพอจะต่อกรกับสิ่งรอบตัว สกอร์เปียส”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้สกอร์เปียสรู้สึกจุกอกเมื่อความเป็ห่วงของเขาถูกตอกกลับด้วยคำว่าเขาไม่เก่งเหมือนเธอทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างอ่อนแอกว่าอีกฝ่ายจนเขานั้นอยากแข็งแกร่งจนสามารถปกป้องอีกฝ่ายสกอร์เปียสนิ่งเงียบไปเมื่ออบิเกลเอ่ยพูดแบบนั้น เธอไม่ขอโทษอีกฝ่ายเพราะเธอพูดจริงๆว่าเธอนั้นเก่งกว่าอีกฝ่ายเธอสามารถปกป้องตัวเองจากสิ่งอันตรายได้ไม่เหมือนอีกฝ่ายแล้วการตัดบทแบบนั้นมันทำให้อีกฝ่ายเลิกถามอะไรเยอะแยะกับเธอ แต่จริง ๆเธอไม่อยากตอบว่าทำไมถึงไม่อยากขอความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์แต่มันมีเหตุผลที่เธอรู้สึกว่าไม่อยากติดหนี้จากใครยิ่งจากชายที่เธอรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกที่ทำให้เธอไม่ไว้วางใจ
วันวานภายในโรงเรียนกำลังเดินไปตามกาลเวลาเหมือนสายลมที่พัดผ่านร่างไประยะเวลาผ่านไปครบสามเดือนกว่า ๆตลอดมาอบิเกลพบเจอกับเหตุการณ์มากมายให้วุ่นวายถึงมันจะผ่านไปอย่างไม่ได้ง่ายดายอะไรมากนั้นแต่เธอก็พุ่งชนกับมันตลอด ดีที่ตลอดหนึ่งเดือนหลังจากเื่ในสนามควิดดิชไม่ค่อยมีอะไรมากนอกจากการเรียนถึงจะโดนแกล้งมั้งแต่เธอก็รับมือแบบหนักหน่วงใส่กลับถึงจะโดนร้องเรียนศาสตราจารย์ใหญ่ก็ได้แต่มองและถามเหตุผลกับเธอก่อนเสมอนั้นทำให้เธอไว้ใจอีกฝ่ายมากกว่ารองศาสตราจารย์นั้นทำให้เธอรับรู้ว่าถึงอยู่ภายในรั่วโรงเรียนแห่งนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีเช่นเดียวกับข้างนอกที่เธอเคยเผชิญหิมะตกลงเป็่ที่ทุกคนรอมานานแสนนาน คริสต์มาส คำที่ทุกคนรอมานานรอที่จะได้กลับไปพักผ่อนที่ที่ทุกคนเรียกว่าบ้านเหมือนกับอบิเกล
เสียงภายในหอสลิธีรินช่างเจี๊ยวจ๊าวกันดังไปทั่วทั้งหออบิเกลที่อยู่ภายในห้องของเธอที่ตอนนี้มีเพียงเธอนั้นที่ยังไม่ได้เก็บอะไรเพราะตอนแรกสองจิตสองใจว่าจะกลับบ้านดีไหมเพราะ่นี้เป็่ที่อาสก็อตออกไปทำภารกิจไม่น่าจะได้อยู่บ้านแต่ทว่าเพราะสกอร์เปียสเชิญชวนเธอไปบ้านเขา่คริสต์มาสนั้นทำให้เธอรู้สึกดีใจที่เพื่อนคนแรกของเธอชวนเธอไปบ้านของเขาเพื่อทานอาหารในวันครอบครัวแบบนั้นอบิเกลกำลังเก็บเสื้อผ้าของเธอลงกระเป๋าโดยการจับยัด
“ไม่ควรทำแบบนั้นนะ!!”
น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าวออกมาแต่น้ำเสียงออกดุใส่อบิเกลเล็กน้อย อบิเกลค่อย ๆหมุนตัวหันกลับไปไปหาเ้าของเสียงที่อยู่ภายในหนังสือหน้าหนังสือหนึ่งมีหญิงสาวที่อบิเกลให้ความเคารพพอ ๆ กับอาสก็อต
“คุณหมายถึงอะไรเหรอคะ? จิเนฟรา”
จิเนฟรามองที่มือของอบิเกลที่กำลังจับยัดเสื้อผ้าที่กำลังเก็บใส่กระเป๋า“เธอควรจับพับเสื้อผ้าไม่ใช่จับยัดมันเข้าไปนะ”
“แต่ว่า...หนูกำลังรีบนะคะ”
“ไม่ได้ พับซะ!!”
คำสั่งนั้นทำเอาอบิเกลเม้นปากของตัวเองเข้าหากันก่อนที่จะเอาเสื้อผ้าพวกนั้นออกมาพับใหม่อีกรอบระหว่างที่กำลังพับนั้นเธอยืดตัวตรงเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้เช่นตัวเองมีไม้กายสิทธิ์ก็ใช้ไม้เก็บข้าวของเข้าที่ก็จบ เธอกำลังหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ
“ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์เด็ดขาด!!”
จิเนฟราส่งเสียงห้ามอีกครั้งนั้นทำเอาอบิเกลรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นห้ามเธออีกครั้งแล้วรู้สึกวันนี้อีกฝ่ายห้ามเยอะกว่าปกติเลย
“แต่ว่า!!”
“ไม่ หนูต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ห้ามใช้ไม้เด็ดขาด!!”
อบิเกลฟังคำสั่งนั้นรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้น้าให้เธอพยายามอะไรด้วยตัวเองแต่ปกติเธอก็ทำทุกอย่างเองอยู่แล้ว แต่วันนี้เธอต้องรีบเก็บเสื้อผ้านั้นทำให้เธอรีบพับเสื้อผ้าทุกตัวของเธอ
“คุณนี่น่า!! ทำตัวเหมือนแม่หนูจริง ๆ สั่ง ๆ ตลอด”
“ได้ยินแบบนั้นทำให้ฉันอยากเป็แม่ของเธอเลยล่ะฉันจะสั่งสอนจนเธอเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับโลกนี้และโลกมักเกิ้ล”
“ขอบคุณ...แต่ว่า...หนูก็รู้เยอะอยู่นะ...คุณสอนหนูมาตลอดั้แ่หนู 5ขวบ”
“ใช่...ฉันดีใจที่ได้อยู่ข้าง ๆหนูได้เห็นหนูเติบโต...จนวันนี้...ทำให้อยากให้พ่อแม่เธอเห็นว่าพวกเขานั้นมีลูกสาวที่เก่งและเข้มแข็งแค่ไหน”
อบิเกลได้ยินแบบนั้นเธอจับฝากระเป๋าแล้วปิดลง “หนูถามหน่อยสิ...ทำไมอาสก็อตไม่เคยอยากบอกหนูว่าพ่อแม่หนูเป็ใครกัน?”
จิเนฟรามองอบิเกลที่หันมามองเธอด้วยความสงสัยถึงที่สก็อตไม่เคยบอกใครเด็กน้อยถึงพ่อแม่ของเขา
“เขาคงไม่รู้จักพ่อแม่หนูก็ได้อบิเกล”
“หนูไม่เชื่อ...เพราะว่าอาสก็อตชอบพูดเสมอพ่อแม่หนูเขาเก่ง...และรักหนูมากแค่ไหน...คนที่ไม่รู้จักพวกเขาจะไม่มีวันพูดแบบนั้น”
“อบิเกล...” จิเนฟรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เธอไม่สามารถพูดออกมาได้เธอจ้องมองเด็กน้อยที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอ
“คุณเป็คนที่หนูเคารพเหมือนกับทุกคนที่หนูเคารพนะคะ...แต่ว่า...สิ่งที่อากำลังปิดบังเื่พ่อแม่หนู...เพราะหนูจำพวกท่านไม่ได้เหรอ?”
“อาจจะเป็แบบนั้น...”
“ทำไมละค่ะ? พ่อแม่หนูเป็คนดังเหรอ? หนูไม่เคยเจอพวกท่านไม่เคยมีภาพให้เห็นหนูจะรู้ได้ไงว่าพวกเขาคือพ่อแม่โดยที่หนูจำไม่ได้สักครั้ง!?” อบิเกลนั่งลงกับเตียงเธอล้มตัวนอนกับเตียงของตัวเอง“ขอโทษค่ะหนู...มีคำถามมากมายอยากถามพ่อแม่...พวกเขาเป็ใครทำไมถึงทิ้งหนู...หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเล่าให้หนูฟังก็ได้...”
“พวกเขาก็คงไม่อยากบอกหนูหรอกว่าพวกเขาเสียไปเพราะอะไร”
“แต่หนูรู้สึกบางอย่าง...”
“รู้สึก?”
อบิเกลลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง “เหมือนพ่อแม่ยังอยู่ข้างๆ หนู”
“โธ่...อบิเกล...พ่อแม่หนูเสียชีวิตไปนานแล้วนะ”
“มันไม่แน่นะคะ...” อบิเกลมองอีกฝ่ายที่กำลังมองเธอพร้อมกับจับบริเวณหน้าอกของเธอ“หนูรู้สึกข้างในนี้...”
“อบิเกล...”
จิเนฟราจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าที่มีสีหน้าที่ยังคาดหวังว่าพ่อแม่ของตนเองยังอยู่พวกเขาอาจจะยังไม่ได้ตายแต่ตัวของจิเนฟรารู้ว่าพ่อแม่เด็กเสียไปนานแล้วจนเธออยากบอกความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่อแม่อีกฝ่าย
“อบิเกล...คือว่าฉัน...”
ตึง!!!
“อบิเกล!!!!” เอวาะโเสียงดังเข้ามาภายในห้องพร้อมกับวิ่งตรงมาหาอบิเกลอย่างรวดเร็ว“เร็วเข้า!!! ใกล้จะกลับบ้านกันแล้วนะ มัวทำอะไรอยู่นะ”
“อ๊ะ...โทษที...ฉันกำลังเพลียนะ...”
“ไหวไหมนะ? ่นี้เห็นว่ามีอาการสลบอีกแล้วนี่น่า...เห็นว่า่นี้เป็ตอนอยู่กับพวกวีสลีย์บ่อยๆ ด้วยสิ”
“ไม่ต้องห่วง เอวา ฉันยังไหว”
“เร็วเถอะ รีบลงไปเดียวอาจารย์มิลเกรดมาจะวุ่นวายอีกเยอะ”
“โอเค...”
เอวายกยิ้มก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักไปอบิเกลหันกลับมามองจิเนฟราที่ตอนนี้หายไปจากหนังสืออย่างรวดเร็วเธอสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีคนภายนอกเข้ามาตลอดนั้นยิ่งทำให้เธอสงสัยมากกว่าเดิมมีอะไรปิดบังกันแน่อบิเกลลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปที่หนังสือก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าคาดเอวของตัวเองเธอหมุนตัวไปที่กระเป๋าเดินทางที่อยู่ปลายเตียงเธอปิดฝากระเป๋าลงพร้อมกับยกลงลากไปตามทางแล้วออกจากห้องพักไปตามทางเดินที่มีเหล่านักเรียนภายในหอสลิธีรินเดินกันไปกันมาทุกคนเห็นก็เธอเดินผ่านก็มีแต่ทักทายกันด้วยรอยยิ้มอย่างเป็มิตร
“ไง เมอร์รัล!!”
“ไง~”
“นี่จะกลับบ้านเหมือนกันเหรอ?”
“ใช่~”
อบิเกลทักทายตอบผู้คนที่เดินผ่านมาแล้วทักทายจนเธอนั้นมาถึงห้องโถงใหญ่ที่มีหลายคนรอบเวลาที่จะเตรียมเดินทางกันออกไปเพื่อกลับบ้านของพวกเขากันบางคนก็มียังอยู่ที่นี่ยังคงแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนตามปกติบางคนก็ใส่ชุดไปรเวทอบิเกลมองหาเพื่อน ๆ ของตัวเองก่อนจะเห็นพวกเอวาที่กำลังพูดคุยโดยมีหนึ่งในนั้นที่ต่างจากคนอื่นเพราะเป็ผู้ชายในดงเด็กหญิงทั้งหลายนั้นล่ะสกอร์เปียสกำลังพูดคุยกับเพื่อนสาวทั้งหลายก่อนจะมองไปทางอบิเกล
“อบิเกล~”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสกอร์เปียสช่างเด่นชัดว่าเขาดีใจแค่ไหนที่เพื่อนสนิทของเขามาแล้ว
“ไง สกอร์เปียส ไงทุกคน”
“มาสักที นึกว่าจะให้รอจนกระทั่งอาจารย์มาเสีย”
“ไม่มีทางที่ฉันยอมให้ยัยป้านั้นมาจิกหัวฉันหรอกนะ”
“อุ๊ย แรงนะนั่น~”
อบิเกลยกยิ้มอย่างชอบใจ “แล้วมีใครกลับบ้านมั้งนะ?”
“พวกเราทุกคนยกเว้นลูน่านะ”
อบิเกลหันไปมองลูน่าที่กำลังยกยิ้มให้เธอ “เธอไม่อยากกลับบ้านเหรอ?”
“อ๋อ...เปล่านะ เดียวฉันกลับพร้อมพ่อกับพี่ชายอีกทีนะ”
“จริงสิ ฉันยังไม่เคยเจอพี่เธอเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ทำไงได้ล่ะนะ พี่ไม่ค่อยอยากสนใจอะไรนอกจากสิ่งรอบตัวละนะอีกอย่างเขาอยู่กริฟฟินดอร์คงไม่มาสนใจฉัน”
“กริฟฟินดอร์?”
ทุกคนเอ่ยพูดก่อนจะนึกถึงผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้มแอบตามทุกจุดเมื่อมีการเปลี่ยนคาบเรียนตลอดพวกเขาก็สงสัยว่าอีกฝ่ายตามใจมา เพราะดูเป็รุ่นพี่ที่น่าสงสัย แต่จะมีแค่เอวาแพนซี่ กับ ฟาร่ารู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
“จริงเหรอที่เขาไม่สนใจเธอนะ”
“จริงด้วยนะ...งั้น...ปกติที่มีคนตามตลอด ใครกันนะ?”
“เธอหมายความว่าไงนะ แพนซี่?”
“แพนซี่คงบอกหมายถึงผู้ชายผมยาวลอน ๆ ดูเป็หนุ่มเซ่อ ๆ น่าจะอยู่ปี 5กริฟฟินดอร์ เวลาเราเปลี่ยนคาบ เขาจะชอบแอบตามตลอดนะเห็นพวกเอวาบอกว่าเขาเป็พี่ชายเธอนี่น่า”
“ว่าไงนะ!!!” ลูน่าถึงกับหน้าแดงแล้วมองทุกคนที่มองเธอ “พอๆ ฉันจะไปว่าพี่!!!”
ทุกคนต่างหัวเราะกับลูน่าที่กำลังเขินอายกับสิ่งที่พี่ชายกระทำสิ่งที่น้องสาวไม่รู้แต่คนรอบๆ รู้หมดระหว่างที่พวกเธอกำลังพูดคุยกันนั้นก็เป็ที่สนใจของรุ่นพี่ที่รู้จักกันก็เดินตรงมาหาพวกเธอ
“แหม ๆ ใกล้กลับบ้านกันก็หัวเราะชอบใจกันสนุกแล้วเหรอ?”
“พี่คามิว”
“อบิเกลกลับบ้านไปจะไปทำงานหรือเที่ยวล่ะ?”
“หนูอยู่บ้านค่ะ เพราะพ่อทำงานหนูไม่ควรตามไปเอง ถ้าไม่มีพวกเขานะคะ”
“แย่นะนั่น แล้วแบบนี้มีคนอยู่ดูแลไหมนะ”
อบิเกลจ้องมองอีกฝ่ายก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่าย “ไม่ต้องห่วงค่ะหนูมีคนดูแลตลอดนะคะ”
“เหรอ...” คามิวมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกห่วง ๆแต่ก็คงต้องอย่างทำอะไรที่เกินเลยเกินไป
ชาร์ลีเดินตรงมาหาพวกอบิเกลที่ยืนเกาะกลุ่มกัน “นึกว่าเดินทางไปแล้ว...”
“รุ่นพี่!!”
ทุกคนต่างมองอีกฝ่ายเดินเข้ามาร่วมกลุ่มคามิวมองอีกฝ่ายที่เข้ามาหาอย่างสงสัย
“นายมาทำอะไร ชาร์ลี”
“ฉันอยากมาคุยกับเด็กน้อยพอดีนะ” ชาร์ลีหันมามองอบิเกล
“มีอะไรคะ? รุ่นพี่ชาร์ลี”
“เดือนหน้าเรามีแข่งควิดดิชกับบ้านที่แข่งรอบที่สอง”
“พวกกริฟฟินดอร์เหรอ?”
อบิเกลนึกถึงการแข่งรอบสองที่มีแข่งตอนพฤศจิกายนตอนนั้นเธอไปดูเช่นกัน เพราะอยากดูการแข่งขันว่าทั้งทีมสองทีมนี้เล่นแบบไหนกันแต่กริฟฟินดอร์ดูมีความว่องไวพอตัว แต่ก็มีซีกเกอร์ที่เก่งจากครอบครัววีสลีย์อยู่อบิเกลเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“แล้วยังไงคะ?”
“ฉันอยากชวนเธอมาเป็ซีกเกอร์ของทีมเรา”
”จะดีเหรอคะ?” อบิเกลมองอีกฝ่ายที่ตั้งคำชวนนี้ที่ถูกชวนมาแล้วหลายรอบ
“ดีสิ เราขาดตำแหน่งที่แม็กนัสเคยอยู่ แต่หมอนั้นโดนไล่กลับบ้านไปแล้วเราขาดตำแหน่งนี้ เธอเหมาะที่สุด อบิเกล”
ทุกคนต่างหันมามองอบิเกลที่ได้รับคำชวนจากรุ่นพี่ต่อหลายๆ ครั้ง จนถ้าเป็พวกเขาคงยอมตกลงอบิเกลนึกอยู่สักหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย
“ไม่รู้สิคะ” อบิเกลเอ่ยพูดก่อนจะนึกถึงเื่หลังจากนี้“ช่วยรออีกหน่อยได้ไหมคะ? ตั้งเดือนหน้ากว่าจะมีการแข่งขัน”
“ได้สิ ขอให้่วันหยุดขอให้มีอะไรทำให้เธอเปลี่ยนใจ”
ชาร์ลีอยากให้มีโอกาสที่อบิเกลเปลี่ยนใจมาเข้าทีมเขาอยากให้่วันหยุดของอบิเกลมีอะไรที่เปลี่ยนใจระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้นอาจารย์บริตนีย์ก็เดินเข้ามาในหอพักสลิธีรินด้วยสายตายิ้มเยาะอย่างดีใจที่จะได้ไล่พวกเด็กที่เธอเกลียด
“เ้าพวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!”
เด็กทุกคนต่างพากันหันไปมองอาจารย์ที่กำลังเดินเข้ามาภายในห้องโถงที่เด็กๆ กำลังยืนคุยกัน เธอเริ่มไล่เด็ก ๆ ให้ออกจากหอเพื่อเตรียมตัวทุกคนต่างเตรียมตัวหยิบกระเป๋าเตรียมตัวเดินออกในทันใดเพราะรับรู้ว่าอาจารย์นั้น้าไล่พวกเขาให้ออกจากที่นี่โดยไว อบิเกลหันมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์กันก่อนจะหันไปลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกจากตรงนั้นแต่ก่อนจะออกจากตรงนั้นอาจารย์ก็เอ่ยพูดตามหลังพวกเธอ
“ขอให้ไม่ต้องกลับมาน่าจะดีกว่านะ”
อบิเกลได้ยินก่อนจะหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่พูดแบบนั้น “เมื่อกี้พูดอะไรนะ?”
“ฉันพูดครั้งเดียวยัยเด็กแก่แดด”
คำพูดนั้นทำให้อบิเกลรับรู้เลยว่าตอนอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวเพราะเ้าแม็กนัสอยู่ในโลกมักเกิ้ลไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนยิ่งมีความเสี่ยงที่เธออาจจะโดนทำร้ายนอกโรงเรียนมากกว่าเดิม
“ถ้าเล่นไม้นี้...ก็เจอกัน...”
จบตอนที่ 30 โปรดติดตามตอนที่31 ต่อไป