หลังจากนั้นไม่นานอยู่ๆ ดวงตาเขาก็จับสัมผัสได้อย่างเฉียบคม
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนปรากฏลิ้นยักษ์ยาวหลายสิบเมตรตวัดขึ้นกลางอากาศ เพื่อโจมตีเงาร่างอีกร่างหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปครั้นเสียงอึกอักดังขึ้น เงาร่างนั้นก็ร่วงลงสู่พื้นทันที
ระยะห่างจากตรงนี้ก็“แค่” สองสามพันเมตร แค่สองสามพันเมตรสำหรับคนอย่างเขา...
ราชาพยัคฆ์หมายเลข03 หลับตาหยีลงอย่างทนดูไม่ได้
ในค่ำคืนนี้นักสะกดรอยชั้นดีจากกองกำลังระดับ C อย่างกองกำลังโสตทิพย์ คราบวายุ และราชาพยัคฆ์ถูกจัดการไปแล้วสองคน
แต่ว่าวินาทีต่อมารูม่านตาเธอก็ขยายใหญ่เล็กน้อย เพราะว่าสวีหยางอวี้ควักยันต์ออกมาจากกระเป๋าหนึ่งใบ
ยันต์เทพบาทา!
เพิ่มความเร็ว20% ต่อเนื่องสิบนาที ประเภทเดียวกับยันต์ที่เธอใช้เมื่อครู่!
ในเมื่อเขามียันต์เทพบาทาแล้วทำไมไม่ใช้ตั้งแต่แรก?! ราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 เหลือกตามองสวีหยางอวี้ที่กำลังไล่ตามเงาร่างสุดท้ายไป
ตอนนี้ร่างกายเธอกระดูกร้าวไปทั้งตัวเธอได้แต่เอามือกุมท้อง กัดฟันข่มความเจ็บปวด มืออีกข้างก็ตะเกียกตะกายอยู่บนพื้นพาร่างของตัวเองคลานออกไปให้ไกลที่สุด
ถึงจะหนีไปได้ไม่ไกลมากอย่างน้อยหาที่หลบซ่อนก็ยังดี หากอีกฝ่ายคิดว่าตัวเธอคงจะนั่งรอความตายแบบนั้นถือเป็นการดูถูกเธอมาก
ขอแค่หนีไปได้แค่คนเดียว...เธอมั่นใจว่าหน่วยลงทัณฑ์แห่งสาขาย่อยจะต้องบึ่งมาทันที!
และ...ทุกคนจะรู้ทันทีว่าคนๆ นี้คือผู้ชนะ! เป็นผู้ชนะที่หายตัวไป! แล้วพวกเขาจะไม่มีวันอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาด!
ในเมื่อตัวแทนสมาชิกถูกจัดการจนราบคาบ...ก็มีแต่ต้องใช้กองกำลังขนาดเล็กรุมจู่โจม
แต่แล้วอยู่ๆน้ำเสียงพร่าแหบของคนๆ หนึ่งก็ดังแว่วเข้ามาในโสตของเธอ
“เธอ...เธออย่าขยับ...” หันตามต้นเสียงไปก็พบกับเด็กสาวอุ้มไก่ตัวเมียคนหนึ่งกำลังใช้กระบี่ไม้ที่แปะยันต์อยู่สองสามใบชี้มาที่เธออยู่
ปลายกระบี่สั่นงั่กแต่ก็ยังชี้มาที่เธออย่างแม่นยำ
เธออึ้งงันไปครู่หนึ่ง
“ปล่อย...ฉัน... ไปเถอะ...” เธอกระอักเลือดและพยายามเบ่งเสียงอย่างสุดกำลัง “ฉัน... ให้...หินวิญญาณ...ระดับต่ำ...พวกเธอ... หนึ่งร้อยก้อน...”
เด็กสาวส่ายหน้า“ตั้งแต่ฉันเริ่มส่งคลื่นสัญญาณรบกวนอยู่ใต้ตึก ก็หมายความว่าฉันไม่ทางปล่อยพวกเธอไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว...อีกอย่าง คณสวีให้ค่าตอบแทนฉันเป็นหญ้าน้ำค้างตั้งสามสิบจิน “
“จะพูดจาไร้สาระอีกนานไหม!”เด็กสาวแค่นเสียงในลำคอ “ถ้าเธอคิดจะหนี ระวังคุณสวีเอาคืนล่ะ!”
ราชาพยัคฆ์หมายเลข03 เริ่มหมดสติจากความเจ็บปวด เปลือกตาค่อยๆ หลับปรือบัดนี้ความหวังที่จะหนีรอดเสี้ยวสุดท้ายของเธอถูกความมืดมิดกลืนกินจนหมดสิ้นแม้ตัวเธอจะเป็นคนฝีมือดี แต่ก็ไม่อาจต้านทานความเจ็บปวดนี้ไหว
เธอไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไรแสงจันทร์ยังคงสุกสกาวอยู่บนท้องฟ้า แต่ที่ต่างออกไปตอนนี้มีเพื่อนร่วมทีมของเธออีกสองคนนอนตัวอาบเลือดอยู่ข้างๆ
สวีหยางอวี้กำลังยืนคีบบุหรี่อยู่โดยมีหลี่จงหยวนยืนอยู่ข้างๆ ส่วนปีศาจหมาป่ากับโจวถิงถิงก็กำลังยืนถือกระบี่ไม้ชี้ไปที่นักสะกดรอยสิ้นฤทธิ์ทั้งสามคน
ดวงตาของนักสะกดรอยทั้งสามเจือแววเหลือเชื่อแววตาอันมั่นใจตอนแรกเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พวกเขารอดมาจากสถานการณ์เป็นตายหลายครั้งหลายคราหนีรอดมาจากดงปีศาจมานักต่อนัก ทว่าวันนี้ทั้งสามคนกลับนอนหมดสภาพอยู่ตรงนี้ด้วยฝีมือของคนแค่คนเดียว!
สวีหยางอวี้สูบบุหรี่เข้าลึกๆหนึ่งเฮือก พร้อมกับยืนจ้องตามาดร้ายของทั้งสามคนที่อยู่เบื้องหน้า
ใช่แล้วตอนบ่ายเขาแกล้งทำเป็นโทรศัพท์ และแกล้งเล่าบทตกเป็นเหยื่อเท่านั้น ส่วนเจ้าปีศาจหมาป่าและโจวถิงถิงที่ดูอ่อนแอกับหลี่จงหยวนที่ดูพอเข้าท่าหน่อย ก็คือไพ่ตายที่เขาซ่อนเอาไว้นี่เอง
โลกผู้ฝึกตนในยุคปัจจุบันการติดต่อสื่อสารไม่จำเป็นต้องใช้นกกระดาษอีกต่อไปแค่มีโทรศัพท์เครื่องเดียวก็พอแล้ว
ตอนที่เขากำลังจัดแจงทุกอย่างอยู่ในห้องพวกของเขาทั้งสามคนก็เริ่มเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอกโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเลยสักนิด
สวีหยางอวี้ได้แบ่งหน้าที่ให้ทั้งสามคนจัดการ
เรื่องแรกตัวเขาเองทำหน้าที่เป็นเป้าหมายดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายส่วนหลี่จงหยวนทำหน้าที่คอยดักรออยู่ตรงเส้นทางหลบหนีของศัตรูคนใดคนหนึ่งโดยเปลี่ยนร่างเป็นร่างปีศาจและใช้ท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุดเล่นงานเป้าหมาย
เรื่องที่สอง สวีหยางอวี้ให้โจวถิงถิงติดต่อปีศาจหมาป่าเพื่อให้เขาส่งคลื่นสัญญาณรบกวนศัตรูบนดาดฟ้าแล้วให้เขาหายันต์เทพบาทามาให้ โดยมีหลี่จงหยวนคอยชำระเงิน ตัวสวีหยางอวี้เองก็ไม่รู้ว่าปีศาจหมาป่าใช้วิธีใดในการรบกวนคลื่นสัญญาณรู้แค่ผลลัพธ์ใช้ได้ผลก็พอแล้ว
เพราะสวีหยางอวี้รู้ดีว่าศัตรูพวกนี้เป็นแค่ลูกสมุนเท่านั้นคนที่อยู่เบื้องหลังพวกนี้ต่างหากคือคนที่เขาต้องการตัวจริงๆ
แน่นอนว่าพวกลูกสมุนพวกนี้จะต้องมีเครื่องส่งสัญญาณติดตัวมาแน่นอนซึ่งสวีหยางอวี้ได้คิดเอาไว้แล้วว่าพวกเขาคงต้องใช้เครื่องส่งสัญญาณหรือเครื่องมือติดต่อสื่อสารในรูปแบบอื่นแน่นอน
เมื่อสวีหยางอวี้เตรียมทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าครั้นยามศัตรูเริ่มติดต่อคนอื่นๆ ขึ้นมาจริงๆ ก็สายไปเสียแล้ว
เรื่องที่สาม สวีหยางอวี้สั่งให้โจวถิงถิงและปีศาจหมาป่าใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของตนก็ต่อเมื่อพบว่ามีศัตรูคนใดคนหนึ่งถูกจัดการแล้วโดยใช้ตรึงศัตรูให้อยู่กับที่และห้ามปล่อยให้หนีไปแม้แต่คนเดียว
แผนการทั้งหมดไม่ซับซ้อนขอแค่ลงมือให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมและใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับสถานกาณ์ที่สุดเป็นพอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ด้วยเหตุนี้ สวีหยางอวี้ถึงกล้าปรากฏตัวเพื่อดึงดูดความสนใจอย่างโจ่งแจ้งด้วยเหตุนี้เขาถึงกล้าปลดปล่อยพลังปราณเพื่อเร่งความเร็ว และระเบิดพลังจัดการราชาพยัคฆ์หมายเลข03 ได้ภายในการโจมตีครั้งเดียว
สิ่งสำคัญของแผนการนี้ก็คือความสนใจของศัตรูต้องอยู่ที่เขาคนเดียว
คืนนี้เขากะจะไม่ปล่อยให้ศัตรูหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!
ครั้นสูบบุหรี่หมดมวนเขาก็ทิ้งลงบนพื้นและใช้เท้าขยี้ ดวงตาของราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 ฉายแววสลดเท้าข้างนี้เองที่เตะเธอจนหมดสภาพ
“นายเป็นผู้ชนะงั้นเหรอ?”ชายหน้าลายพรางบาดเจ็บไม่น้อย แต่ถึงพยายามพูดขึ้นด้วยเสียงพร่าแหบ “ต่อให้ไม่ใช่...ก็น่าจะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรก...”
“ฉันไม่สนใจการจัดอันดับเฮงซวยพวกนั้นหรอก...”
“ถ้าฉันรู้ว่าเป็นแบบนี้...ฉันไม่มีทางรับภารกิจนี้มาหรอก...”
สวีหยางอวี้แสยะยิ้ม“จะพูดเอง? หรือจะให้ฉันช่วย?”
“ไม่ต้อง...”ชายร่างผอมบาดเจ็บน้อยที่สุด และเป็นคนที่สวีหยางอวี้จงใจออมมือไว้เพื่อให้เขาเป็นคนอธิบายเขากัดฟันพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “ฉันคือคราบวายุหมายเลข 03เธอคือราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 ส่วนเขาคือโสตทิพย์หมายเลข 04 พวกเราเป็นสมาชิกของอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยในมณฑลหมิงสุ่ยเป็นทหารระดับ C ที่ฝีมือดีสามอันดับแรก และเป็นนักสะกดรอยที่เก่งที่สุดในกองกำลัง”
สวีหยางอวี้คลี่ยิ้ม“แต่ก็ไม่เห็นทนมือทนเท้าเท่าไร”
ชายร่างผอมกัดฟันกรอดตอนอยู่ในกองกำลังมีแต่คนยกย่องพวกเขา แม้แต่หัวหน้ากองกำลังเองก็ยังทำดีกับเขา!แต่ตอนนี้กลับถูกอีกฝ่ายเยาะเย้ยสนุกปากซะงั้น
รอก่อนเถอะ...สายตาของเขาค่อยๆ เหลือบมองไปที่สวีหยางอวี้ แววความเกลียดชังฉายขึ้นมาวูบหนึ่งรอให้พวกฉันกลับไปที่สาขาย่อยให้ได้ก่อน แกต้องตายสถานเดียว
คำสั่งของผู้อำนวยการก็คือ“ตายก็ต้องเห็นศพ”
เมื่อนึกถึงตรงนี้มุมปากเปื้อนเลือดของเขาก็กระดกขึ้นเล็กน้อย ตอนที่เขาได้รับคำสั่งนี้มาเขาก็ไม่เคยมองอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เลยสักนิด
พวกเราฆ่าแกไม่ได้แต่กองกำลังระดับ B กับระดับ A ต้องทำได้แน่นอน!
“ไหนเล่าเรื่องภายในกองกำลังให้ฟังหน่อยสิ”สวีหยางอวี้เชิดหน้าพูด
“...กองกำลัง... ของอวี้หลินเว่ยแบ่งเป็น A B C สามระดับ ระดับ Cเป็นกองกำลังของขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นถึงระดับกลางที่มีประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจมาแล้วยี่สิบครั้งหากมีประสบการณ์ปฏิบัติภารกิจความยากระดับ B หนึ่งครั้ง ก็จะได้เลื่อนระดับ...กองกำลังระดับ B เป็นกองกำลังของขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายถึงขั้นจู้จีระดับต้น หากมีประสบการณ์ปฏิบัติภารกิจความยากระดับA ก็จะได้เลื่อนระดับ... ส่วนกองกำลังระดับ Aเป็นกองกำลังหัวกะทิที่เก่งที่สุดที่มีทั้งขั้นเลี่ยนชี่ ขั้นจู้จี...เป็นเหล่าต้นกล้าชั้นดีที่เตรียมไว้บ่มเพาะซึ่งมีหัวหน้ากองกำลังที่แข็งแกร่งมาก... กองกำลังระดับ A ในมณฑลหมิงสุ่ยมีทั้งหมดสามกองกำลังด้วยกัน...มีกองกำลังมังกรเร้นที่นำโดยหัวหน้าฉู่เจาหนาน กองกำลังบุหงามรณะที่นำโดยรุ่นพี่อวี๋ซีจื่อและกองกำลังพยัคฆ์หมอบของรุ่นพี่เฉาหมิงหยาง...”
ดวงตาสวีหยางอวี้คุวาวขึ้นวูบหนึ่ง
ได้ยินชื่อที่คุ้นเคยก็พลันนึกขึ้นมาในใจ...เจ้าหนูนี่ไม่เลวเลยนี่ สุดท้ายเขาก็เลือกเข้าร่วมกับอวี้หลินเว่ยงั้นเหรอ?ไม่ได้อยู่ในกองกำลังขั้นจู้จี แสดงว่าเป็นต้นกล้าที่กำลังบ่มเพาะอยู่งั้นเหรอ?ดูจากข้อเสนอที่อวี้หลินเว่ยเคยเสนอไว้ตอนนั้น ก็สมเหตุสมผลดี
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบ้านเกิดของฉู่เจาหนานดูเหมือนจะเป็นมณฑลหมิงสุ่ยและตำแหน่งก่อนหน้านี้ของเทียนอีก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ว่าการมณฑลหมิงสุ่ยเสียด้วย
“กองกำลังระดับC หนึ่งกองมีสมาชิกได้ไม่เกินสามสิบคน เมื่อครบสามสิบคนจะได้รับมอบหมายทำภารกิจที่สูงขึ้นและอาจได้เลื่อนระดับกองกำลังระดับ B มีสมาชิกห้าสิบคน ส่วนระดับ A มีได้ถึงหนึ่งร้อยคนแต่ว่าสมาชิกในกองกำลังระดับ A ไม่เคยเต็มอัตราสักที ยกตัวอย่างเช่นกองกำลังบุหงามรณะที่มีเพียงยี่สิบเจ็ดคนทว่ามีแต่หัวกะทิมันสมองปราดเปรื่อง...” เขาแอบเหลือบตามองสวีหยางอวี้อย่างไม่สะท้านนี่เป็นสัญญาณบอกอีกฝ่ายว่าอย่ามาหยามกับเขา ไม่งั้นกองกำลังระดับ A จับแกหักคอแน่
สวีหยางอวี้ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยซ้ำยังถามต่อ “รู้จักคนที่ชื่อว่าฝู่หรงไหม?”
“เธอคนนั้นงั้นเหรอ?”ชายร่างผอมแสยะยิ้ม “ตายไปในเหตุโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยเมื่อสามปีก่อนแล้ว”
สวีหยางอวี้รู้สึกใจหายเล็กน้อยคนรู้จักลาจากไปอีกหนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็ยิ่งทำให้เขาตระหนักได้ว่าเส้นทางของผู้ฝึกตนนี้ดีร้ายยากคาดเดาประหนึ่งย่ำเท้าลงบนพื้นน้ำแข็งเปราะ
หากก้าวผิดแม้แต่ก้าวเดียวก็อาจจะกู่ไม่กลับเลยก็ได้
สวีหยางอวี้กวาดตามองทั้งสามคนเบื้องหน้าด้วยแววตาเจือปนจิตสังหารรำไร
ความผิดพลาดส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ
“ใครสั่งให้พวกนายจับตาดูฉัน?”และแล้วสวีหยางอวี้ก็ถามคำถามที่เขาอยากรู้ที่สุด “เป็นการจับ ตาดูเฉยๆ หรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง?”
“ผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยของมณฑลหมิงสุ่ยท่านอาวุโสเชียนเริ่น... เขาเป็นพวกบ้าอำนาจ...” ชายร่างผอมจ้องตาสวีหยางอวี้“เขาสั่งให้พวกเราจับตัวนายกลับไป”
สวีหยางอวี้คลี่ยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่สดใสยิ่งนัก และจ้องตาชายร่างผอมกลับ และชายร่างผอมก็ไม่ละสายตาหนีเช่นกัน
อีกฝ่ายกำลังปกปิดใจความสำคัญอยู่
และสิ่งนั้นก็คือคำสั่งจับเป็นไม่ก็ฆ่าทิ้งของผู้อำนวยการ!
--------------------------------------------------------------------------------
[1]จิน หน่วยน้ำหนักของจีน มีค่าเท่ากับ 500 กรัม หรือครึ่งกิโลกรัม